รับผู้ต้องหาตามมาตรา21รายที่5 ในรอบ6ปี – ยกฟ้องอดีตผู้นำนักศึกษาม.อ.คดีไฟใต้

ฉก.สงขลารับรายงานตัวผู้ต้องหาคดีโจมตีฐานชุดพัฒนาสันติ 42 เข้าอบรมตามมาตรา21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคง เผยเป็นรายที่ 5 ในรอบ 6 ปี ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง "5สมาชิกเบอร์ซาตู" อดีตผู้นำนักศึกษาม.อ.ปัตตานี คดียิงตำรวจดับ

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายการว่า ที่ศูนย์ดำเนินกรรมวิธีขั้นต้น หน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) สงขลา ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ได้ดำเนินกรรมวิธีรับรายงานตัวบุคคลตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) 1 นาย คือ นายอับดุลฮาลีม เตะหมัดหมะ ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 94/2557 ของศาลจังหวัดนาทวี ซึ่งเป็นผู้ต้องหากรณีร่วมกันลอบโจมตีฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ชุดพัฒนาสันติ 42 หมู่ 3 บ้านเกาะแลหนัง ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554

ในการรับรายงานดังกล่าว มี พล..เรืองศักดิ์ สุวรรณนาคะ ผู้บังคับหน่วย ฉก.สงขลา พร้อมคณะกรรมการรับรายงานตัวและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินกรรมวิธีและร่วมเป็นสักขีพยาน

พล..เรืองศักดิ์ เปิดเผยว่า นายอับดุลฮาลีม เป็นผู้ที่มารายงานตัวตามมาตรา 21 แห่งพ.ร.บ.ความมั่นคงรายที่ 5 นับตั้งแต่ที่หน่วย ฉก.สงขลาได้ดำเนินการมา ซึ่งกรณีนี้ทางครอบครัวผู้รายงานตัวยินดีที่จะให้นายอับดุลฮาลีมเข้าสู่กระบวนการ เพราะต้องการให้สามารถกลับเข้าสู่สังคมแห่งความเป็นจริงได้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ ที่จะนำพาคนอื่นๆมาร่วมพัฒนาบ้านเมืองโดยการเข้ารายงานตัวตามกระบวนการ มาตรา 21 ต่อไป

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่า สำหรับ พ.ร.บ.ความมั่นคง ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อแก้ปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศและแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ให้คลี่คลายโดยเร็ว โดยกฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติสำคัญที่เอื้อประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาในเชิงสันติวิธี และเป็นการเปิดโอกาสหรือช่องทางแก่ผู้หลงผิด หรือผู้กระทำผิดที่กระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้มอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการอบรมภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน แทนการฟ้องคดีอาญา หลังจากนั้น ผู้ผ่านการอบรมก็จะสามารถกลับสู่สังคม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุขต่อไป

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง "5สมาชิกเบอร์ซาตู" คดียิงตำรวจดับ

วันที่ 11 เมษายน ที่ห้องพิจารณา 710  ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีก่อการร้ายหมายเลขดำ 1021/48 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา10  เป็นโจทก์ฟ้องนายมุสตอปา เจ๊ะยะ, นายอิลยาส หรืออิสยาส มันหวัง, นายอุสมาน ปะชี, นายยูไล โสะปนแอ และนายมะอาซี บุญพล ทั้งหมดเป็นสมาชิกขบวนการเบอร์ซาตู ในกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ดิเนต ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 15 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1

 

คดีนี้อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า  ระหว่างเดือนพ.ย. 29 ธ.ค.2547 จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ในเขตพื้นที่ จ.ปัตตานีเพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยใช้ปืนฆ่าตำรวจเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน มุ่งหมายเพื่อบังคับขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้ยินยอมแบ่งแยกดินแดนใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของ จ.สงขลา ออกจากราชอาณาจักร เพื่อสถาปนาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง เรียกว่ารัฐปัตตานีหรือรัฐปัตตานีดารุสสาลาม

โดยวันที่ 29 ธ.ค. 2547 จำเลยทั้งห้าร่วมกันวางแผนและยิง ด.ต.โมหามัด เบญญากาจ ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  เหตุเกิดที่ ต.บานา สะบารัง ตะลุโบ๊ะ อ.เมืองปัตตานี  ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดที่ใช้ติดต่อสื่อสารไว้เป็นของกลางได้ จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่ยืนยันบ่งชี้ให้ชัดเจนว่าใครเป็นคนร้ายยิงผู้ตาย  อีกทั้งเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดอาวุธปืน หรือมีประจักษ์พยานเห็นคนร้ายลงมือยิงผู้ตาย

นอกจากนี้ยังได้ความจากเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายการข่าวและปลัดอำเภอเมืองปัตตานีเบิกความว่าไม่ปรากฏชื่อจำเลยทั้งห้าเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายสร้างความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือมีชื่ออยู่ในสารบบผู้ก่อการร้าย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันก่อการร้ายแต่อย่างใด พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งห้า แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล 

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว  มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความรวม 22 ปาก แต่ไม่มีพยานหลักฐานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายขบวนการเบอร์ซาตูในกลุ่มบีอาร์เอ็น แม้พยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเบิกความว่าได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของจำเลยมาโดยตลอดซึ่งพบว่าจำเลยทั้งห้ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารพูดคุยกัน

แต่ก็ยังไม่มีมูลว่าจำเลยทั้งห้าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเพียงแค่การใช้โทรศัพท์พูดคุยกันยังรับฟังไม่เพียงพอว่าจำเลยได้ร่วมกันก่อการร้ายและกระทำผิดก่ออาชญากรรมอื่นๆ แม้พยานโจทก์จะอ้างว่าได้เฝ้าดูพฤติกรรมของจำเลยอยู่หลายจุดแต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคนร้ายที่ยิงผู้ตายเป็นใครและหลังเกิดเหตุก็ไม่ได้มีการจับกุมจำเลยในทันที 

พยานหลักฐานจึงยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้เพียงพอ โจทก์มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเท่านั้น และจำเลยก็เบิกความยืนยันว่าถูกบังคับให้รับสารภาพมาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอให้ลงโทษได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง

สำหรับนายอิลยาส นายยูไล และนายมะอาซี เป็นอดีตผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และเป็นนักกิจกรรมในพื้นที่