อุสมาน ราษฎร์นิยม : วิทยุคือพลังแห่งทางนำและรอมฎอนแห่งสันติภาพ

 

สัมภาษณ์พิเศษ อุสมาน ราษฎร์นิยม นักจัดรายการวิทยุศาสนาในชายแดนใต้ ระบุวิทยุคือพลังแห่งทางนำ กระตุ้นการทำความดีทวีคูณในเดือนถือศีลอด ย้ำรอมฎอนเป็นเดือนของทุกศาสนิกที่สามารถร่วมกันสร้างสันติภาพ ความเป็นธรรมและการให้อภัย

 

อาจารย์อุสมาน ราษฎร์นิยม เป็นอีกหนึ่งนักจัดรายการวิทยุศาสนาชื่อดังใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะนักวิชาการประจำวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) คนนี้ เป็นนักจัดรายการวิทยุมากกว่า 20 ปีแล้ว หรือตั้งแต่ปี 2535

ปัจจุบันอาจารย์อุสมานจัดรายการวิทยุรวม 6 รายการ หนึ่งในนั้น คือรายการ “วิทยุสู่รอมฎอน” ทางสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี 107.25MHz ที่ผู้สฟังามารถรับฟังได้ในช่วงนี้ระหว่างเวลา 17.45-18.30 น.

จุดเด่นของอาจารย์อุสมาน คือ สามารถสอดแทรกหลักคุณธรรมจริยธรรมให้ผู้ฟังทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ โดยเฉพาะคนพุทธหรือเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ที่สามารถเข้าใจหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง

ทั้ง 6 รายการที่อาจารย์อุสมานจัดอยู่ ประกอบด้วย

1.รายการ “รัศมีแห่งทางนำ” ทางสถานีวิทยุม.อ.ปัตตานี 107.25 MHz ทุกวันพฤหัสบดีเวลา 20.35-21.00 น.

2.รายการ “ทนายคู่บ้าน” ทางสถานีวิทยุม.อ.ปัตตานี 107.25 MHz ทุกวันจันทร์เวลา 14.35-15.00 น.

3.รายการ “วิทยุสู่รอมฎอน” ทางสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี 107.25MHz เฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน เวลา 17.45-18.30 น.

4.รายการ “ใต้สันติสุข” ทางสถานีวิทยุกระจายแห่งประเทศไทย หรือ สวท.ปัตตานี MHz เวลา 14.30 – 15.00 น.

5.รายการ “ก่อนตะวันลับฟ้า” ทางสถานีวิทยุชุมชนศาสน์คุณธรรม 100 MHzทุกวันเสาร์เวลา 17.00 – 18.00 น. และ

6.รายการ “ที่นี่อัฟฟาน” ทางสถานีวิทยุชุมชนศาสน์คุณธรรม 100 MHzทุกวันจันทร์เวลา 17.00-18.00 น.

รายการวิทยุคือ พลังแห่งทางนำ

อาจารย์อุสมาน กล่าวว่า รายการวิทยุสามารถถ่ายทอดความรู้ ข้อมูลข่าวสารให้คนหมู่มากได้อย่างดี ซึ่งมากกว่าการสอนหนังสือในห้องเรียนที่มีนักเรียนแค่ 30-40 คนเท่านั้น และผู้ฟังวิทยุก็มีหลากหลายเปรียบเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่จริงๆ

“วิทยุเป็นช่องทางและโอกาสที่สำคัญในการอธิบายหลักศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์อิสลามโมโฟเบีย หรือเหตุการณ์ 911 ที่ทำให้มีคนส่วนหนึ่งกลัวอิสลามกันมาก ดังนั้นปรัชญาของอิสลามที่แท้จริงคืออะไร มุสลิมคือใคร เป็นสิ่งที่ต้องอธิบายให้คนต่างศาสนิกเข้าใจ” นี่เป็นเป้าหมายของอาจารย์อุสมาน

แต่สำหรับในสถานการณ์ชายแดนใต้ อาจารย์หวังว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ลงมาปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถนำความสวยงามของอิสลามกลับไปบ้าง อาจไม่ต้องยอมรับทั้งหมดก็ได้ แต่อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ก็เข้าใจอิสลามบ้าง

สำหรับเนื้อหาที่อาจารย์สอดแทรกในรายการเพื่อช่วยคลี่คลายความกลัวอิสลามนั้น ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับอาจารย์มากนัก เพราะอาจารย์อุสมานเรียนจบสาขาศาสนาอิสลามมาโดยตรง จึงสามารถนำเสนอได้อย่างตรงไปตรงมา

“อิสลามสอนว่า ทุกคนเป็นพี่น้องกัน อิสลามไม่ได้สอนให้เราอยู่เฉพาะกับคนในสามจังหวัดเท่านั้น เพราะอิสลามไม่มีพรหมแดน ไม่มีเชื้อสาย ไม่มีภาษา และความต่างก็ไม่ใช่เหตุผลในการสร้างความขัดแย้ง” อาจารย์อุสมานเสริม

อาจารย์อุสมาน ย้ำว่า การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข ท่ามกลางความหลากหลายนั้นเป็นหลักคำสอนของศาสนาอิสลามอยู่แล้ว

อธิบายหลักศาสนาคู่กับหลักสากล

ในการจัดรายการอาจารย์อุสมานใช้ภาษาไทยเป็นหลัก มีเพียงช่วงเปิดรายการเท่านั้นที่มักจะเปิดด้วยเพลงอานาชีดภาษามลายู ส่วนในรายการก็จะสอดแทรกหลักคุณธรรมจริยธรรมที่เป็นสากล โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นหะดีษ(จริยวัตรของศาสดามูฮัมหมัด) หรือโองการในคัมภีร์อัลกุรอานโดยตรง

“หรือถ้ายกหลักฐานคำสอนที่เป็นโองการอัลกุรอานหรือหะดีษก็จะไม่บอกตรงๆ แต่พยายามนำสาระของหลักฐานคำสอนนั้นมานำเสนอ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละรายการ ถ้ารายการนั้นมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพุทธศาสนิกชนก็จะใช้หลักสากลมาอธิบาย แต่ถ้าเป็นรายการของสถานีวิทยุศาสน์คุณธรรมซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นมุสลิม ก็จะเน้นหลักศาสนามากขึ้น”

ยกคำสอนสร้างความสมาฉันท์

“ผมเชื่อมั่นว่า ศาสนาจะสามารถสร้างความสมานฉันท์ได้ หรือทำให้พี่น้องรู้สึกอุ่นใจหรือสบายใจได้ ถ้าคนทุกศาสนายึดมั่นในหลักศาสนาของตนเองอย่างมั่นคงแล้ว ก็จะพบทางออกในการแก้ปัญหา”

“ถ้าทุกคนอยู่กับศาสนา ทุกคนก็จะมีหลักในการผ่อนคลาย เพราะศาสนาสอนให้เราอดทนและอดกลั้น เช่น ศาสนาอิสลามสอนว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม เหตุการณ์นั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพื่อเป็นการทดสอบเรา ถ้าเราผ่านการทดสอบนี้ไปได้เราก็จะได้บุญจากพระเจ้า”

นอกจากนั้นอาจารย์ยังสอดแทรกเนื้อหาทั่วไปที่สามารถเข้ากันได้กับหลักศาสนาอิสลามมาอธิบายเพิ่มเติมในรายการพร้อมกัน เช่น เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างไร เช่น คำสอนของท่านศาสดาที่ว่า มนุษย์ทีดีที่สุดคือมนุษย์ที่ทำประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์มากที่สุด

อุปสรรคจากความไม่เข้าใจ

          อาจารย์อุสมาน เล่าว่า ที่ผ่านมาในการจัดรายการก็พบอุปสรรคบ้าง เช่น ครั้งแรกที่จัดรายการวิทยุใต้สันติสุข พอเปิดเพลงอานาซีดภาษามลายูก็มีผู้ฟังจากจังหวัดพัทลุงโทรศัพท์เข้ามาต่อว่าในรายการว่า คุณมาเปิดเพลงนี้ได้อย่างไร

“จากนั้นผมก็พยายามแปลและอธิบายเนื้อเพลงว่ามันคืออะไร ซึ่งมีความหมายให้เรารักกัน สามัคคีกัน เมื่อเขาได้ฟังอย่างนั้นเขารับได้ วันต่อมาผมก็เปิดเพลงภาษาอังกฤษ ปรากฏว่าไม่ใครโทรเข้ามาต่อว่าในรายการเลย ทั้งๆ เขาน่าจะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเหมือนกัน”

อาจารย์อุสมานมองว่า เหตุการณ์นี้เป็นการหวาดระแวงด้านภาษา หลังจากนั้นอาจารย์อุสมานแก้ปัญหาโดยการเปิดเพลงอานาซีดที่เป็นภาษาไทยอย่างเดียว และพบว่าหลายคนก็ชื่นชอบ

การก่อเกิดของวิทยุศาสนาในชายแดนใต้

อาจารย์มองว่า รายการวิทยุที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับศาสนาเริ่มผุดมากขึ้นโดยเฉพาะตอนที่เริ่มมีวิทยุชุมชน(ปี2540) แต่นักจัดรายการศาสนาส่วนมากยังขาดทักษะในการนำเสนอ

“ในอดีตรายการศาสนาค่อนข้างหายาก เพิ่งมีก็ช่วงมีวิทยุชุมชน แต่ถ้าเทียบกับประชากรก็ถือว่ารายการวิทยุศาสนายังน้อยอยู่ เพราะถ้าไปหมุนคลื่นวิทยุส่วนใหญ่จะรับฟังแต่เสียงเพลงหรือรายการบันเทิงมากกว่า”

“ส่วนผู้จัดรายการวิทยุศาสนามักเป็นนักวิชาการที่เรียนศาสนามาโดยตรง หรือสนใจศาสนา แต่ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องเทคนิคในการนำเสนอ เช่น กลุ่มเป้าหมายไม่ชัด บางครั้งเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งขัดกับหลักการที่สำคัญในการนำเสนอทางวิทยุ คือ ต้องทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องสนุกสนาน

กลุ่มเป้าหมายของรายการวิทยุที่อาจารย์ดำเนินรายการนั้น ไม่เคยประเมินอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านก็จะมีชาวบ้านมาทักทาย รวมทั้งเด็กๆ เพราะช่วงเดือนรอมฎอนอาจารย์ก็จะชวนลูกๆ ไปร่วมจัดรายการด้วย

“ชาวบ้านบอกว่า เขาฟังรายการของเราโดยเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน เพราะบางหมู่บ้านเขาจะเปิดเสียงตามสายถ่ายทอดรายการของเรา ฉะนั้นช่วงเดือนรอมฎอน กลุ่มผู้ฟังก็ค่อนข้างกว้างมาก”

วิทยุสู่รอมฎอนกระตุ้นให้สะสมความดี

สำหรับรายการวิทยุสู่รอมฎอน ทางสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี 107.25MHz หัวใจของการนำเสนอ คือ ปรัชญาของเดือนรอมฎอนคืออะไร ในเดือนนี้มีภารกิจอะไรบ้างที่ต้องทำ หน้าที่ของเราคือต้องกระตุ้นให้ทำความดีให้มากที่สุด

“การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นข้อบังคับของมุสลิม ใครที่ไม่ถือศีลอดมีความผิดแน่นอน แต่ในเดือนนี้ไม่ใช่ให้ถือศีลอดอย่างเดียว”

เดือนรอมฎอน เป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ดังนั้น ในเดือนนี้ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอานให้มาก เพราะอัลกุรอานเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต

นอกจากนั้น ในเดือนนี้ต้องเป็นผู้บริจาคให้มาก ต้องแสวงหาความดี ต้องสะสมความดี โดยเฉพาะในช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เป็นช่วงเวลาพิเศษที่จะให้เราบริหารจัดการตัวเองมากขึ้น เช่น ต้องไปปฏิบัติศาสนกิจที่มัสยิดทั้งกลางวันและกลางคืน หรือที่เรียกว่า “เอียะติก้าฟ” เพื่อขัดเกลาตัวเอง เพื่อสะสมพลังแห่งความดีไปทำงานในอีก 11 เดือนที่เหลือ” อาจารย์อุสมานกล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่น

รอมฎอนก็เป็นของคนที่ไม่ใช่มุสลิม

         สื่อที่จะนำเสนอในเดือนรอมฎอน ถ้าไม่ใช่อิสลามก็อยากให้เขารู้จักอิสลามอย่างถ่องแท้  ส่วนมุสลิมถ้าเขามีพื้นฐานอิสลามน้อย เขาก็อาจออกนอกลู่นอกทางบ้าง แต่ในเรื่องของอิสลามเราต้องหวงแหน เราต้องปกป้อง  และต้องพิทักษ์

          “ถ้าศาสนิกอื่นไม่ชอบศาสนาอิสลาม ผมก็มีความผิด เพราะเท่ากับว่า ผมไม่ได้อธิบายให้เขาเข้าใจ แต่ถ้าเกลียดมุสลิมหรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามก็รับได้ เพราะมุสลิมมีทั้งที่ดีและไม่ดี  เนื่องจากอิสลามเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานลงแล้ว”

          ส่วนศาสนิกอื่นที่ต้องการทำบุญหรือบริจาคทานในเดือนนี้ก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกันมุสลิมก็สามารถทำความดีกับศาสนิกอื่นและได้ผลบุญเช่นเดียวกัน

          “ใครมีความศรัทธาแค่ไหนก็ทำได้เลย  พี่น้องศาสนิกเอาอาหารมาเลี้ยงมุสลิมก็ทานได้  และมุสลิมเอาอาหารไปเลี้ยงศาสนิกอื่นก็ได้บุญเช่นกัน ดังนั้นเราก็จะได้บุญ ไม่ได้หมายความว่าเราทำความดีเฉพาะมุสลิมเท่านั้น” อาจารย์ย้ำ

นาทีทองขัดเกลาตัวเองและหยุดความรุนแรง

เดือนรอมฎอนเป็นเวลาทองของชาวมุสลิม เพราะผลบุญที่ได้ใน 11 เดือนยังสู้ผลบุญที่จะได้รับเฉพาะในเดือนรอมฎอนไม่ได้ ในเดือนนี้ เราทำดีจะได้ผลบุญทวีคูณ เช่นเดียวกัน ถ้าทำชั่วก็ได้บาปทวีคูณเช่นเดียวกัน

อาจารย์ย้ำว่า “เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่เราต้องสะสมความดี  เป็นเดือนที่เราจะต้องปรับปรุงตัวเอง เป็นเดือนแห่งการให้อภัย”

แต่เมื่อถามว่า สารมารถนำประโยคนี้มาใช้เป็นคำรณรงค์กระตุ้นให้เกิดสันติภาพได้หรือไม่ อาจารย์บอกว่า การส่งเสริมทำความดีไม่ใช่เฉพาะเดือนรอมฎอนเท่านั้น เพราะทุกเดือนก็ห้ามทำความชั่วอยู่แล้ว ถ้าคนที่เข้าใจปรัชญาหรือคุณค่าของเดือนรอมฏอน เขาก็จะ ลด ละ เลิกสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ยกเว้นคนที่ไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ คือ ฉันไม่แคร์

ประวัติศาสตร์ในความทรงจำ

อาจารย์อุสมานเล่าประวัติศาสตร์ในอดีตอย่างน่าสนใจว่า “มุสลิมยุค 300 ปีแรก 6 เดือนก่อนรอมฎอน เขาเตรียมวางแผน เตรียมเงิน วางแผนชีวิต เตรียมที่จะทำความดี เขาบันทึกไว้ในสมุดหมดแล้วว่า ปีนี้เขาจะบริจาคเท่าไหร่ เขาจะทำอะไรบ้าง เขาจะอ่าน อัลกุรอานทั้งเล่มจบกี่เที่ยว”

ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการให้อภัย โดยเฉพาะการให้อภัยในเดือนรอมฏอนซึ่งจะได้ผลบุญทวีคูณ ซึ่งไม่ใช่ไปตอกย้ำกับความเจ็บปวดนั้น หรือยึดหลักว่าเราต้องแก้แค้น ต้องเอาคืน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องศาสนา มันเป็นการใส่ความชิงชังเข้าไป

“เรื่องความเจ็บปวดก็ไม่จำเป็นต้องลืมทั้งหมด แต่ให้เป็นบทเรียนให้กับตัวเองและคนรุ่นหลัง และต้องหาทางไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก แต่คนที่เจอเหตุการณ์ในวันนั้นเราก็ต้องแสดงความเสียใจ และเราก็บอกกับเขาให้เขาให้อภัย”

“คนที่ให้อภัยกันก็จะได้รับความพอพระทัยและการชื่นชมจากพระเจ้า และยังได้ผลบุญอย่างมหาศาล เพราะพระเจ้าให้อภัยในความผิดของเราหรือลดโทษให้เรา”

การให้อภัยกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

ส่วนเนื้อหาที่อาจารย์อุสมานเน้นหนักในรายการช่วงรอมฎอน คือ การให้อภัยซึ่งกันและกัน เพราะหลักการให้อภัยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่การให้อภัยนั้นไม่ใช่การยอมจำนน การให้อภัยคือ การหยุดยั้งอารมณ์ใฝ่ต่ำจากข้างในที่จะไม่ไปก่อเหตุความรุนแรง หรือไม่ไปฆ่าคนอื่น แต่หากความไม่เป็นธรรมยังดำรงอยู่เราก็ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

อาจารย์อุสมาน บอกเพิ่มเติมว่าแม้พระเจ้าสอนให้เราให้อภัยกัน แต่อันที่จริงการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมนั้นก็เป็นหน้าที่ของมุสลิมด้วย

หมายความว่า “การพิทักษ์ความเป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคนที่ต่อสู้บนหนทางนี้เกิดมีอันเป็นไปก็ถือว่า เขาได้ตายบนหนทางของศาสนา แสดงว่าศาสนาให้น้ำหนักเรื่องการต่อสู่เพื่อความเป็นธรรมค่อนข้างเยอะ แต่ต้องต่อสู้ตามกระบวนการของประเทศที่เราอยู่ ไม่ใช้ความรุนแรงเกินเหตุ เพราะเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย เช่น การเลือกผู้นำที่เข้มแข็ง หรือถ้าเป็นนักเขียนก็สื่อสิ่งที่ดี”

“การที่เราไม่พูดอะไรเลยก็เหมือนกับไชฏอน(มารร้าย)ใบ้ เช่น ถ้าเราไปประชุมทั้งที่เราเป็นผู้รู้ แต่เราไม่พูดอะไรเลย ศาสนาไม่สนับสนุนเลยคนแบบนั้น”

ให้อภัยและยุติธรรมต้องไปด้วยกัน

“การให้อภัยกับความเป็นธรรมอาจเป็นด้านตรงข้ามกัน เพราะการที่คนคนหนึ่งให้อภัยได้ แต่เขาอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วย ดังนั้น การต่อสู้เรียกร้องตามกระบวนการยุติธรรมก็ต้องทำต่างหาก แต่ไม่ใช่การเอาชีวิตมาแลกกัน”

บางครั้งความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องมาเรียกร้องกัน เพราะถ้าไม่เรียกร้องก็อาจไม่ได้ความยุติธรรม ดังนั้น บางครั้งก็ต้องให้มีสมดุลกันระหว่างการให้อภัยกับการเรียกร้องความเป็นธรรม อันนี้ต้องไปด้วยกัน

ผู้นำศาสนากับการยุติความรุนแรง

          “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเราคงไม่โยนความผิดที่ฝายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทุกฝ่ายต้องสร้างภารกิจร่วมกัน คือ การสร้างความเข้าใจในเรื่องศาสนา โดยเฉพาะผู้นำศาสนาต้องมีแอกชั่นมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว อาจเป็นไปได้ว่า ผู้นำอาจจะบกพร่องในเรื่องเหล่านี้  ซึ่งเราต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้นำศาสนาได้แสดงออกบ้าง “

          อาจารย์อุสมานมั่นใจว่า “ศาสนาจะมีผลมากในการช่วยแก้ไขปัญหา และถ้าใช้หลักศาสนามันก็เหมาะกับช่วงเวลานั้นๆ แต่บางทีถ้าเอาทหารเดินข้างหน้า และเอานักการศาสนาเดินตามหลัง มันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาได้”

อาจารย์อุสมานยังบอกว่า ต้องยอมรับว่าที่กลุ่มผู้นำศาสนาต้องป้องกันตัวเอง แต่ก็ไม่มีนักการศาสนาคนไหนที่ต้องการให้ความรุนแรงยืดเยื้อ ทวีคูณ เพียงแต่การใช้พื้นที่ในการพูดแสดงความเห็นยังมีข้อจำกัด”

สิ่งที่อาจารย์อุสมานเป็นห่วงคือ “รัฐเชื่อว่า ผู้นำศาสนาเป็นคนหล่อหลอมความเกลียดชังให้กับคนรุ่นใหม่ และมองผู้นำศาสนาอย่างไม่ไว้วางใจ อย่างกรณีปอเนาะบางแห่งถูกปิด ทำให้เกิดความหวาดระแวง”

“การที่ฝ่ายความมั่นคงมองอย่างนี้ก็เหมือนไปเพิ่มศัตรูทันที และเป็นการผลักฝ่ายพี่น้องประชาชนผู้ใฝ่ดีให้เห็นต่างกับรัฐทันที เพราะเขาต้องปกป้องโต๊ะครู เพราะโต๊ะครูมีบุญคุณกับคนในพื้นที่”

อาจารย์อุสมาน กล่าวว่า ตามหลักการแล้วศาสนาห้ามทำร้ายผู้หญิง เด็ก คนที่อ่อนแอกว่า รวมทั้งนักบวชของแต่ละศาสนา ห้ามทำลายต้นไม้ ห้ามทำลายศาสนสถาน แต่ถ้าอีกฝ่ายละเมิด ผู้นำศาสนาหรือผู้รู้ที่มีอำนาจหรืออูลามาอ์สูงสุดของประเทศนั้นประกาศสงครามแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการที่จะทำได้ทุกอย่าง