ปัญหาของ “ฟอนด์มลายูยาวีปาตานี” คืออุปสรรคในทางการสื่อสาร

 

 

‘ยาวี’ คืออัตลักษณ์ทางภาษาของคนปาตานี แต่น่าอดสูเมื่อระบบฟอนด์มลายูยาวีที่ใช้อยู่ยังมีปัญหา และหากมาเลย์ไม่พัฒนา คนปาตานีก็คงจะอดใช้ เพราะยังไม่มีใครที่ต้องพัฒนาระบบฟอนด์ยาวีสำเร็จรูปขึ้น การใช้งานจึงต้องพลิกแพลงพิสดารเพื่อผลงานตามความสามารถของแต่ละคน

 

ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความพยายามในการรื้อฟื้นภาษามลายูในชายแดนใต้หรือปาตานีมีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะความตระหนักถึงมาตรฐานการใช้ภาษาที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนมลายูมุสลิมปาตานีรุ่นใหม่ที่แสดงออกในทางคำพูด ผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่งานเขียนเพื่อการสื่อสารสาธารณะที่มีอยู่น้อยนิด

ในการรื้อฟื้นการใช้ภาษาดังกล่าว จำเป็นต้องใช้เครื่องมือหลายๆ อย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนตัวนักสื่อสารเอง เพิ่มตัวสื่อหรือพื้นที่สื่อสารให้มากขึ้น รวมทั้งต้องกิจกรรมขับเคลื่อนการใช้ภาษามลายูไปด้วย

แต่สิ่งสำคัญสำหรับปัจจุบันคือเทคโนโลยีในการสื่อสาร แต่ดูเหมือนว่าความพยายามในการรื้อฟื้นภาษามลายูปาตานี ยังไม่เท่าทันเทคโนโลยีที่มีเท่าที่ควร

 

‘ยาวี’ อัตลักษณ์ทางภาษาของคนปาตานี

 

อาจารย์ฮาร่า ชินทาโร่ อาจารย์ประจำแผนกวิชาภาษามลายู คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ระบุในบทความของตัวเองที่ชื่อ “Hala tuju bahasa Melayu Patani” เผยแพร่ในเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ว่า ได้แบ่งกลุ่มคนที่มีทักษะการใช้ภาษามลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานีได้อย่างน้อย 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือกลุ่มคนที่เรียนจบมาจากประเทศมาเลเซีย ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและในระดับที่สูงขึ้น กลุ่มที่สอง คือกลุ่มคนที่เรียนจบมาจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร และกลุ่มที่สาม คือ กลุ่มที่ผ่านการเรียนโรงเรียนตาดีกา (สถานศึกษาศาสนาขั้นพื้นฐานในชุมชน) สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่

อาจารย์ชินทาโร ระบุต่อไปว่า กลุ่มแรกและกลุ่มที่สองมีทักษะสูงทั้งในการอ่านและเขียนภาษามลายูอักษรรูมี (โรมัน) ส่วนกลุ่มที่สามมีทักษะในการใช้อักษรยาวี

อาจารย์ชินทาโรยังได้ยกผลการสำรวจของตัวเองจากกลุ่มเพื่อนในเฟสบุ๊กว่า ในการเขียนภาษามลายูปาตานีมีผู้สนับสนุนให้ใช้อักษรยาวีร้อยละ 75 และสนับสนุนการใช้อักษรรูมีแค่ร้อยละ 25

 

l

อักษรยาวี

ภาพจาก http://bukuonline2u.com/cd-interaktif-abc-jawi-123-pc-use-disertakan-dengan-versi-android.html

 

ถ้ามาเลย์ไม่พัฒนา คนปาตานีก็อดใช้

 

กล่าวสำหรับอักษรยาวี ซึ่งเป็นการยืมอักษรอาหรับส่วนใหญ่มาใช้ในภาษามลายู และมีการคิดค้นตัวอักษรเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 ตัวอักษรเพื่อให้ครบทุกเสียงอย่างสมบูรณ์ในภาษามลายู แต่ทว่าการใช้ตัวอักษรยาวีในระบบคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกระบบฟอนด์ยาวีนั้น แทบไม่มีการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานในปัจจุบันเลย

“ในขณะที่ระบบฟอนด์ยาวีที่มีอยู่ ก็เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยมาเลเซีย ถ้ามาเลเซียไม่พัฒนาขึ้นมา คนปาตานีก็คงไม่มีระบบฟอนด์ยาวีใช้” นั่นคือคำยืนยันของ “ซอลาหุดดีน กริยา” จากกลุ่มอาวันบุ๊ค (AWAN BOOK) ซึ่งเป็นองค์กรเล็กๆ ที่พยายามรณรงค์และพัฒนาการใช้ภาษามลายูในพื้นที่ผ่านงานเขียนและงานออกแบบ

ซอลาหุดดีน ระบุว่า จะทำอย่างไรที่จะให้มีการพัฒนาระบบฟอนด์ยาวีขึ้นมาโดยคนปาตานีเองที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของคนปาตานี เพราะภาษามลายูอักษรยาวีเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของคนปาตานี แต่การใช้งานฟอนด์ยาวีของคนปาตานีตั้งแต่อดีตอาศัยการพัฒนาระบบของประเทศมาเลเซียเป็นหลัก ทั้งที่มาเลเซียไม่ได้ใช้อักษรยาวีเป็นหลักแล้ว การพัฒนาฟอนด์ยาวีของมาเลเซียจึงเป็นเพียงพัฒนาเพื่อให้มีเท่านั้น ไม่ได้จริงจังเพราะใช้งานน้อย

“ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ระบบฟอนด์ยาวีที่มีอยู่ค่อนข้างล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อีกทั้งระบบฟอนด์ยาวีของมาเลเซียก็มีโครงสร้างคำที่แตกต่างกับความนิยมของคนปาตานี แน่นอนปัญหานี้จะส่งผลให้การฟื้นฟูภาษามลายูปาตานีไม่อาจพัฒนาไปได้ดีเท่าที่ควร”

ซอลาหุดดีน มองเห็นและพยายามแก้ปัญหานี้มาหลายปี ผ่านงานออกแบบสื่อภาษามลายูอักษรยาวีของตัวเอง บางครั้งต้องใช้วิธีพลิกแพลงหลายแบบเพื่อให้ได้ผลงานออกมาถูกต้องที่สุด เพราะไม่มีระบบฟอนด์ยาวีสำเร็จรูปที่เหมาะสมกับการใช้งานของคนปาตานี

 

ปัญหาของระบบฟอนด์มลายูยาวีที่ปาตานี

 

แล้วปัญหาคืออะไร ซอลาหุดดีน อธิบายดังนี้ว่า

...เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว อักษรยาวีคือยืมตัวอักษรอาหรับส่วนใหญ่มาใช้ แล้วมีการคิดค้นตัวอักษรเพิ่มเติมให้ครบทุกเสียงในภาษามลายู ดังนั้น อักษรยาวีก็จะเขียนจากขวาไปซ้ายเช่นเดียวกับภาษาอาหรับ แต่ถ้าตัวเลขจะอ่านจากซ้ายไปขวา

สำหรับฟอนด์ยาวีที่มีอยู่ ซอลาหุดดีน บอกว่าสามารถแบ่งออกเป็นยุคตามการพัฒนาเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบฟอนด์ยาวียุคแรกมี 2 ชุด ได้แก่ ชุดฟอนด์ซุไฮมี ซึ่งมีประมาณ 5-6 แบบ และชุดฟอนด์อัดนาน ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายๆกับชุดฟอนด์ซุไฮมี

ระบบฟอนด์ทั้ง 2 ชุด สามารถตอบโจทย์ในการใช้งานสำนักงานและงานพิมพ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่การใช้งานในปัจจุบันมีข้อจำกัดมาก โดยเฉพาะกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมวินโดว์รุ่นใหม่ๆ ที่ไม่อ่านฟอนด์ชุดนี้ได้ครบทุกตัวอักษร ยุคต่อมา มีการพัฒนาเป็นระบบ Open type แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้ฟอนด์ยาวีไม่แพร่หลายเท่าที่ควร โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร

ตัวอย่างปัญหา เช่น เมื่อมีการย้ายไฟล์งานอักษรยาวีไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่ใช้โปรแกรมวินโดว์ใหม่กว่าก็จะอ่านไฟล์งานผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับได้ ส่งผลให้ผลงานที่ออกมาคลาดเคลื่อนไปจากเดิม ปัญหานี้พบบ่อยในงานพิมพ์ เช่น ป้ายประชาสัมพันธ์ซึ่งมีผลงานที่ออกมาไม่ตรงกับต้นฉบับโดยที่เจ้าหน้าที่โรงพิมพ์ไม่ทราบ

 

ต้องพลิกแพลงพิสดารเพื่อผลงานอักษรยาวี

 

ส่วนการแก้ปัญหา คือ ในการใช้งานจริง ผู้ใช้งานพยายามดัดแปลงหลายๆวิธีการ ตามความสามารถหรือเทคนิคของแต่ละคน แต่วิธีการที่นิยมมากคือการใช้ 2 ระบบฟอนด์มาพิมพ์ทับกัน หมายถึง ในหนึ่งไฟล์งานมีถึง 2 ระบบฟอนด์ คือ ใช้ฟอนด์อาหรับในการพิมพ์งาน แต่เมื่อถึงคำไหนที่มีตัวอักษรยาวีด้วย ผู้ใช้งานก็จะใช้ระบบฟอนด์ยาวีมาทับฟอนด์อาหรับบนตัวอักษรอาหรับนั้นแทน

แน่นอนว่า วิธีการเช่นนี้ทำให้การใช้งานมีความยุ่งยาก เสียเวลา และจะเกิดปัญหาเมื่อย้ายไฟล์งานไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ เช่นเดียวกับปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้วิธีการนี้ได้

ส่วนเหตุที่ต้องใช้ฟอนด์อาหรับเพราะภาษาอาหรับ รวมทั้งภาษาอูรดูและภาษาตุรกีซึ่งยืมตัวอักษรอาหรับมาใช้เป็นภาษาของตนเองด้วยนั้น มีการพัฒนาระบบฟอนด์ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานในคอมพิวเตอร์ ส่วนระบบฟอนด์ยาวีที่มีอยู่ คนปาตานีก็ไม่นิยมดาวโหลดมาใช้งาน เพราะไม่ทันสมัยดังที่กล่าวมาแล้ว

ในขณะที่หลายคนเห็นว่า การพิมพ์งานด้วยฟอนด์ยาวีที่มีอยู่นั้นมีปัญหามากหลายคนจึงใช้ฟอนด์อาหรับในพิมพ์งานอักษรยาวีไปเลย โดยใช้ตัวอักษรอาหรับที่คล้ายตัวอักษรยาวีบางตัวแทนตัวอักษรยาวีในคำนั้นๆ โดยให้ถือว่าเป็นที่เข้าใจกันว่า นั่นคือตัวอักษรยาวี

ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเป็นการยอมรับความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น ที่สำคัญคือ เป็นอยู่อย่างนี้มานานแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความคิดที่จะพัฒนาภาษามลายูปาตานี โดยใช้อักษรยาวีเป็นภาษาเขียนอย่างจริงจังแล้ว จะปล่อยให้เทคโนโลยีการสื่อสารทิ้งห่างการพัฒนาระบบฟอนด์ยาวีสำเร็จรูปไปไม่ได้ เพราะอนาคตแนวโน้มเรื่องการสื่อสารและการใช้ภาษาจะไปด้วยกันกับเทคโนโลยี และเทคโนโลยีก็จะเติบโตไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ด้วย

มองอย่างนี้แล้ว หากไม่พัฒนาระบบฟอนด์ยาวีสำเร็จรูปขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยแล้ว ก็มีแนวโน้มแน่นอนว่าคนรุ่นใหม่จะทิ้งอักษรยาวีไปด้วย

 

ต้องพัฒนาระบบฟอนด์ยาวีสำเร็จรูป

 

ข้อเสนอแนะของซอลาหุดดีน คือ

1.ต้องมีการพัฒนาฟอนด์ยาวีสำเร็จรูปขึ้นมาอย่างน้อย 1 ชุด และใน 1 ชุดต้องมีอย่างน้อย 5 – 6 รูปแบบ และต้องเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อสร้างความนิยมใช้ฟอนด์ยาวีให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการยกระดับภาษามลายูในพื้นที่ไปด้วย

2.ในการพัฒนาระบบฟอนด์ยาวีนั้น อาจดูตัวอย่างระบบฟอนด์อาหรับก็ได้ เพราะฟอนด์อาหรับมีหลากหลายรูปแบบและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แต่ในการลอกเลียนแบบอาจต้องระวังเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย โดยทั่วไประบบฟอนด์มี 2 ชุด คือ ชุดสำหรับเผยแพร่ทั่วไปและชุดมาตรฐานของ Microsoft

3.ต้องพัฒนาโปรแกรมแปลงภาษามลายูยาวีเป็นรูมี หรือรูมีเป็นยาวีสำเร็จรูปตามมาตรฐานทางภาษาที่เหมาะสมกับความนิยมของคนปาตานี คล้ายกับโปรแกรม E-Jawi ของมาเลเซีย เพียงมาตรฐานการใช้ภาษาของมาเลเซียอาจจะต่างกับของปาตานี

 

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

Hala tuju bahasa Melayu Patani