เยี่ยมวิทยุชุมชน'ปัตตานี' ค้นหาแพลทฟอร์มการสื่อสารเพื่อสันติภาพ

 

ประมวลเนื้อหาและบรรยากาศทีมงาน Deep South Watch ลงพื้นที่ตระเวนเยี่ยมวิทยุชุมชนชายแดนใต้ในช่วงเดือนรอมฎอน พร้อมค้นหาแพลทฟอร์มการสื่อสารเพื่อสันติภาพ เริ่มจากในจังหวัดปัตตานีก่อน

 

ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม ทีมงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) นำโดยนายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน บรรณาธิการอาวุโส ได้เดินสายพบปะสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 14 สถานี

ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของสถานีวิทยุชุมชนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.อนุญาตให้ออกอากาศได้เป็นการชั่วคราวในช่วงเดือนรอมฎอนรวม 48 สถานี ซึ่งออกอากาศได้ภายใต้การกำกับดูแลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ที่เน้นให้นำเสนอเนื้อหาตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง

อันเป็นผลสืบเนื่องจากก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2557 ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมกับสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และวิทยาลัยอิสลามศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดเสนวนาวิชาการเรื่อง “รอมฎอนสันติภาพเป็นพันธกิจ: เราจะสื่อสารอะไรในเดือนแห่งความเมตตา?”  ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ.ปัตตานี ที่มีนักจัดรายการวิทยุชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 50 คน

เนื้อหาในการเสวนาในครั้งนั้น ได้พยายามมุ่งนำเสนอถึงความสำคัญของวิทยุชุมชนกับวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในช่วงเดือนรอมฎอน เป็นวิถีชีวิตที่ประชาชนต้องพึงพาสื่อในท้องถิ่นในการรับฟังประกาศเวลาละศีลอดพร้อมกับถือโอกาสในการเรียนรู้ศาสนาเพิ่มเติมไปด้วย ซึ่งเนื้อหามุ่งไปในทางการขัดเกลาจิตใจให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของศาสนาอย่างบริสุทธิ์ เน้นหนักในเรื่องการเป็นมุสลิมผู้สันติหรือ Peaceful man

เวทีดังกล่าวมีตัวแทนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ กอ.รมน.เข้าร่วมด้วย ซึ่งนำไปสู่การอนุญาตของ คสช.ให้วิทยุชุมชนและวิทยุสาธารณะในพื้นที่สามารถออกอากาศได้ชั่วคราว

 

ค้นหาแพลทฟอร์มการสื่อสารสันติภาพ

ด้วยเหตุนี้ทางศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) เห็นว่า วิทยุชุมชนในพื้นที่เป็นสื่อหนึ่งที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดตามการสำรวจของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ หรือ CSCD และมีบทบาทสำคัญสำคัญในการสร้างสนามสันติภาพ หรือสนามการสนทนาเรื่องกระบวนการสันติภาพให้ขยายออกไป จำเป็นต้องเดินทางไปเยี่ยมเยือนสถานวิทยุชุมชนเหล่านั้น

ทีมงานศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ได้กำหนดพื้นที่ในการลงไปเยี่ยมสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานีก่อน จากนั้นก็เป็นสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดยะลาและนราธิวาส โดยเลือกบางสถานีเท่านั้น พร้อมกับมอบอินทผาลัมสำหรับละศีลอด

จากการพบปะเยี่ยมเยือนพบว่า หลายสถานีวิทยุมีกิจกรรมหลายอย่าง นอกเหนือจากการจัดรายการวิทยุอย่างเดียว เช่น การจัดอบรม กิจกรรมพบปะผู้ฟัง บางแห่งยังมีช่องทางการสื่อสารอื่นๆด้วย เช่น การจัดเวทีบรรยาย เสียงตามสาย เปิดเว็บไซต์ของสถานี มีการถ่ายทอดสดการจัดรายการวิทยุผ่านเว็บไซต์ หรือมีการอัดรายการแล้วนำไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์ยูทูป เป็นต้น

การมีกิจกรรมประกอบหรือการมีช่องทางการสื่อสารเพิ่มดังกล่าวมีส่วนช่วยให้สถานีวิทยุได้รับความนิยมมากขึ้นไปด้วย หรือเรียกว่ามีลักษณะของการส่อสารแบบพหุวิถี หรือ แพลทฟอร์ม (Platform) นั่นเอง

สำหรับการเยี่ยมสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดปัตตานีมีขึ้นในวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 จำนวน 5 สถานี ได้แก่

1. สถานีวิทยุตะอาวุนเรดิโอ ต.บางปู อ.ยะหริ่ง คลื่น 105.5 MHZ

2. สถานีวิทยุเสียงดรุณศาสตร์ อ.สายบุรี คลื่น 101.75 MHZ

3. สถานีวิทยุชุมชนเตราะบอน อ.สายบุรี คลื่น 105 MHZ

4. สถานีวิทยุจุดเมืองปัตตานี อ.เมือง คลื่น 97.75 MHZ

5. สถานีวิทยุสาส์นคุณธรรม อัรรีซาละห์ อ.เมือง คลื่น 97.25 MHZ

 

สถานีวิทยุตะอาวุนเรดิโอ

สถานีแรก คือ สถานีวิทยุตะอาวุนเรดิโอ หรือสถานีวิทยุชุมชนมัสยิดตะอาวุล บ้านบางปู ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี คลื่น 105.5 MHZ สถานีวิทยุตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของมัสยิดซึ่งเป็นมัสยิดขนาดใหญ่มี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นที่ละหมาด ส่วนข้างล่างมีการแบ่งเป็นห้องต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นของสถานีวิทยุ

สถานีวิทยุแห่งนี้มีอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ค่อนข้างทันสมัย แบ่งเป็นสองห้อง ได้แก่ ห้องกระจายเสียง ส่วนอีกห้องเป็นที่จัดรายการทีวีออนไลน์ ส่วนด้านหน้ามัสยิดมีอาคารขนาดเล็กคล้ายป้อมยาม ซึ่งนายอาซิ ดาราแม โต๊ะอิหม่ามมัสยิดและเป็นหัวหน้าสถานีวิทยุใช้เป็นที่จัดรายการเสียงตามสาย

สถานีวิทยุตะอาวุนเรดิโอ มีนักจัดรายการรวม 10 คน ซึ่งมาจากหน่วยงานในเครือข่ายทั้งจากโรงเรียน สถานีอนามัย กศน. เป็นต้น แต่คนที่จัดรายการเป็นหลักก็คือตัวของโต๊ะอิหม่ามอาซิเอง

เป้าหมายหลักของโต๊ะอิหม่ามอาซิ คือการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม และเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีหลักคุณธรรมและจริยธรรม

สิ่งที่น่าชื่นชมคือ โต๊ะอิหม่ามอาซิพยายามเรียนรู้ทักษะการจัดรายด้วยตัวเอง กระทั่งสามารถจัดรายการสดซึ่งต้องควบคุมเสียงด้วยตัวเอง และระหว่างจัดรายการยังได้บันทึกวิดีโอเพื่อนำไปเผยแพร่ในยูทูปอีกครั้ง

เฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอน โต๊ะอิหม่ามอาซิยังจัดรายการเสียงตามสายในช่วงเช้าของทุกวันด้วยตามคำเรียกร้องของชาวบ้าน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 08.00 น. กลุ่มเป้าหมายคือชาวบ้านที่อยู่รอบมัสยิด เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านฟังวิทยุมากขึ้น โดยมีกิจกรรมตอบปัญหาด้วย หากใครตอบถูกทางรายการจะมอบรางวัลเป็นคัมภีร์อัลกุรอาน

"เพราะผมมีใจรักและชอบการจัดรายการวิทยุเป็นชีวิตจิตใจ ผมจึงทำงานเหล่านี้ด้วยใจ ไม่มีผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง” คือคำยืนยันของโต๊ะอิหม่ามอาซิ

โต๊ะอิหม่ามอาซิ เล่าว่า ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้สถานีวิทยุชุมชนระงับการออกอากาศ แฟนรายการหลายคนโทรศัพท์มาถามว่า จะจัดรายการวิทยุได้อีกเมื่อไหร่

กระทั่งต่อมา ทาง คสช.อนุญาตให้ออกอากาศได้ในช่วงเดือนรอมฎอน บรรยากาศที่เงียบเหงาก็ตื่นเต้นอีกครั้ง มีผู้ฟังหลายคนโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยในรายการด้วยความคิดถึง

โต๊ะอิหม่ามอาซิ บอกว่า น่าเสียดายที่ คสช.อนุญาตให้ชั่วคราวแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น ทำให้นักจัดรายการหมดกำลังใจ ไม่ได้จัดแผนผังรายการเข้มข้นเหมือนปีที่แล้ว ตั้งแต่เวลา 08.00 – 22.00 น.

ที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่เทคนิคของสถานีมี 2 คนและอยู่ได้ด้วยเงินเดือนที่มาจากการรับบริจาค ทุกปีทางมัสยิดจะเปิดรับบริจาคเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอนเท่านั้น แต่ละปีได้รับเงินบริจาคประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งเพียงพอที่จะจ่ายเงินเดือนให้ทั้ง 2 คนภายใน 1 ปี

 

วิทยุเสียงดรุณศาสตร์

สถานีที่สอง คือ สถานีวิทยุเสียงดรุณศาสตร์ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี คลื่น 101.75 MHZ สถานีวิทยุแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา บริเวณชั้น 3 ของอาคารเรียนซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา ดังนั้นกว่าจะขึ้นไปบนชั้นหนึ่งได้ก็ต้องขึ้นบันไดก่อน

ส่วนสภาพในสถานีวิทยุค่อนข้างแคบ ภายในห้องเป็นทั้งห้องส่งและห้องอัดรายการ ส่วนนักจัดรายการวิทยุมีทั้งที่เป็นนักเรียน ครูสอนวิชาสามัญ และอุสตาซ (ครูสอนวิชาศาสนาอิสลาม)

นางซำซียะห์ มะและเด็ง อายุ 59 ปี หรือที่รู้จักว่า มะเงาะห์ยะห์ ครูสอนศาสนาอิสลามของโรงเรียน เป็นนักจัดรายการวิทยุที่นี่มาหลายปี แต่ก่อนเคยจัดรายการตามสถานีวิทยุหลักๆ เช่น สถานวิทยุกระจายเสียบงแห่งประเทศไทย(สวท.) นราธิวาสและยะลา จึงต้องเดินทางไปมาตลอด ตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึงค่ำ

ต่อมามะเงาะยะห์ได้เสนอผู้จัดการโรงเรียนให้ตั้งวิทยุชุมชนในโรงเรียน ทางผู้จัดการเห็นด้วยแต่กว่าจะได้สถานวิทยุชุมชนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย

โดยปกติ รายการวิทยุของสถานีเน้นหลักคุณธรรมจริยธรรม โดยนำประวัติศาสตร์อิสลาม หลักคำสอนของอิสลามมากระตุ้นให้ประชาชนหมั่นทำความดี และเปิดโอกาสให้นักเรียนและครูมาฝึกจัดรายการวิทยุด้วย

“ซูวาราบูเดาะดารุล” เป็นชื่อรายการของสภานักเรียน เป็นรายการสนทนา เช่น หัวข้อเทคนิคการอ่านหนังสือ จะทำอย่างไรให้เรียนเก่ง เป็นต้น

ส่วนครูสามัญได้เข้าร่วมกับเครือข่ายของกระทรวงพลังงานก็จะมาให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องพลังงาน เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพ รวมทั้งความรู้ทั่วไป ขณะที่ครูสอนศาสนาจะเน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรม

ในรายการจะมีทั้งพูดภาษามลายูและภาษาอาหรับ โดยครูที่พูดภาษาอาหรับได้มาร่วมจัดรายการกับมะเงาะยะห์เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เป็นการสอนภาษาไปด้วย

พวกครูและนักเรียนก็มีโอกาสไปอบรมการจัดรายการวิทยุด้วย จนสามารถแข่งขันจัดรายการวิทยุจนได้รับรางวัลด้วย

นอกจากชาวบ้านแล้ว ทางเจ้าหน้าที่รัฐก็ให้ความสนใจด้วย เช่น นายอำเภอและทหารก็มักนำข้อมูลข่าวสารให้ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย

เนื่องจากทางสถานีมีรายการสอนอัลกุรอานด้วย ดังนั้นทุกๆปีทางโรงเรียนได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนอัลกุรอานผ่านวิทยุรวมทั้ง ชาวบ้านและผู้สนใจมาร่วมกิจกรรมคอตัมอัล-กุรอาน หรือพิธีแสดงถึงความสำเร็จในการเรียนอัลกุรอาน

“ปีที่แล้ว มีคนเข้าร่วมกิจกรรมคอตัมอัล-กุรอานถึง 6,000 คน แต่ปีนี้ทางโรงเรียนไม่สามารถจัดกิจกรรมนี้ได้ เนื่องจากสถานีวิทยุถูกสั่งปิด” มะเงาะห์ยะห์ กล่าว

ในช่วงที่สถานีวิทยุถูกปิดเช่นเดียวกับวิทยุชุมชนทั่วประเทศ ผู้ฟังได้โทรศัพท์มาถามและบ่นไปด้วยว่ารู้สึกเงียบเหงามาก เพราะทุกปีทางสถานีจะเตรียมรายการช่วงรอมฏอนอย่างดี แต่เมื่อได้รับอนุญาตให้ออกอากาศอีกครั้งเป็นเวลาหนึ่งเดือน ทางสถานีก็พยายามใช้เวลานี้จัดรายการอย่างเต็มที่

 

สถานีวิทยุชุมชนเตราะบอน

สถานีที่ 3 คือสถานีวิทยุชุมชนเตราะบอน ต.เตราะบอน อ.สายบุรี คลื่น 105 M ตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ต.เตราะบอน หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน ที่ตั้งสถานีเป็นอาคารขนาดเล็กและเก่า ทีมงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ใช้เวลาไม่นานในการพบปะเยี่ยมเยือน โดยมีนายอภิเชษฐ เจะเล็ง หัวหน้าสถานีวิทยุรับการพบปะและพูดคุย

 

สถานีวิทยุจุดเมืองปัตตานี

สถานีที่ 4 คือ สถานีวิทยุจุดเมืองปัตตานี อ.เมือง คลื่น 97.75 MHZ ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของอาคารภายในโรงเรียนเทศบาล 1 ถ.จาบังติกอ อยู่ในเขตชุมชนจาบังติกอ ซึ่งขณะนั้นกำลังออกอากาศอยู่พอดี โดยออกอากาศครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดปัตตานี ได้แก่ อ.เมือง อ.หนองจิก อ.ยะหริ่ง และ อ.ยะรัง

สถานีวิทยุชุมชนจุดเมืองปัตตานี มีนักจัดรายการชื่อดังของจังหวัดชายแดนภาคใต้คนหนึ่ง คือ นางสาวยะห์ อาลี ซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ด้วย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานของกลุ่มผู้หญิงภาคประชาสังคมอยู่ในพื้นที่ในขณะนี้ ขณะเดียวกันสถานีวิทยุแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานีวิทยุที่เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร

นายณรงค์ มะเซ็ง อดีตหัวหน้าสถานีวิทยุจุดเมืองปัตตานี ในฐานะนักจัดรายการวิทยุของสถานีบอกว่า โดยปกติทางสถานีเน้นเรื่องสมัชชาสุขภาพ สมัชชาปัตตานี หรือเรื่องราวเกี่ยวกับประมงชายฝั่ง

นายณรงค์ กล่าวว่า ในช่วงนั้นเครือข่ายวิทยุชุมชนทั่วประเทศก็ได้รวมตัวพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบของการปิดสถานีไปครั้งหนึ่งแล้ว หลังจาก คสช.ประกาศระงับการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชน ส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีเครือข่ายทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เคลื่อนไหวไม่ให้วิทยุชุมชนถูกปิดไปอย่างถาวร

 

สถานีวิทยุอัรรีซาละห์

สถานีที่ 5 คือ สถานีวิทยุสาส์นคุณธรรม หรือสถานีวิทยุอัรริซาละห์ คลื่น FM 97.25 MHz อยู่ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมจริยธรรมปัตตานี ตั้งอยู่ที่ภายในหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่ ต.ตะลุโบะ ไม่ไกลจากตัวเมืองปัตตานีมากนัก ที่ตั้งสถานีวิทยุเป็นอาคารมาตรฐานสวยงาม 2 ชั้น มีการใช้เครื่องมือทันสมัย มีห้องต่างๆ เป็นสัดส่วน เช่น ห้องรับแขก ห้องประชุม ห้องอัดเสียง ห้องจัดรายการ เป็นต้น

นายรอยาลี เจะซู ผู้จัดการสถานีเล่าว่า สถานีเริ่มกระจายเสียงเมื่อวันศุกร์ที่ 2 เดือนเราะบีอุ้ลเอาวัล ฮ.ศ. 1430 ตรงกับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่คุณธรรม จริยธรรมต่อสังคมมุสลิมและต่างศาสนิก เชิญชวนมนุษย์สู่ความดีและห้ามปรามความชั่ว การส่งเสริมมารยาทอันงดงามในอิสลาม และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา โดยใช้ภาษาไทยเป็นหลัก จึงทำให้ที่ผ่านมามีผู้ฟังหลายคนสนใจมาเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามที่สถานีวิทยุหลายคน

ในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา มีพี่น้องต่างศาสนิกเข้ารับอิสลามที่สถานี 18 คน ทำให้ต้องมีกิจกรรมสอนศาสนาให้กับมุอัลลัฟหรือมุสลิมใหม่เป็นประจำตามมาด้วย

ทางสถานีวิทยุมีนักจัดรายการ 20 คน โดยรายการส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นรายการสด นอกจากจัดรายการแล้ว ทางสถานียังมีทีมงานภาคสนามลงพื้นที่ไปจัดบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ด้วย

แม้อัรริซาละห์เน้นนำเสนอเนื้อหาวิชาการเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ละเลยเนื้อหาสาระในความเป็นไปของโลกปัจจุบันถ่ายทอดไปสู่ผู้ฟัง เพราะข่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนสนใจและติดตามรับฟังสถานีวิทยุอัรริซาละห์มาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ทางสถานียังคงมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสารถในการสื่อสารภาษาอาหรับ ภาษามลายู และภาษาอังกฤษในการจัดรายการ เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียนที่กำลังจะมาถึง

สำหรับเว็บไซต์ของสถานีคือ www.risalahradio.co.th มีเนื้อหาต่างๆ มากมายที่คนมุสลิมและผู้ที่สนใจอิสลามสามารถคลิกเข้าอ่านได้ และมีการลิงค์กับเว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจด้วย เพื่อให้ผู้สนใจศึกษาอิสลามได้เรียนรู้อิสลามได้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ในเว็บไซต์ ยังมีข้อมูลความเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมของสถานีวิทยุด้วย เพื่อให้ผู้ฟังได้ตาม

คณะทำงานสถานีวิทยุคนหนึ่งระบุว่า ประเทศไทยควรจะมีการตั้งสมาคมสื่อมุสลิมขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจต่อรอง และควรมีการวางยุทธศาสตร์การสื่อสารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่อนาคตร่วมกัน