เหตุใดยังใช้ความรุนแรง? คำถามของ ศ.ดร.Stein Tønnesson ในงานCCPP

 

ศ.ดร.Stein Tønnesson กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานCCPP ที่ม.อ.ปัตตานี ฉายภาพแนวโน้มความขัดแย้งในเอเชียที่ลดลง จำนวนสงครามและความตายน้อยกว่าอดีต เกิดสันติภาพมากกว่าในทวีปอื่นๆ แต่เหตุใดการต่อสู้ในชายแดนใต้จึงยังมีการใช้ความรุนแรงแม้จะมีอัตราในการชนะต่ำ?

เวลา 09.20 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2557 ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง "การสื่อสาร ความขัดแย้ง และกระบวนการสันติภาพ : ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย" (Communication, Conflicts and Peace Processes :Landscape of Knowledge from Asia and the Deep South of Thailand) หรือ CCPP ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี)

ดร.Stein Tonnesson จากสถาบันวิจัยสันติภาพแห่งออสโล กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “จากระเบิดถึงป้ายผ้า? การเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธสู่การไม่ใช้อาวุธ” โดยนำเสนอผลงานวิจัยการรวบรวมสถิติการต่อสู้ในทวีปเอเชียในรูปแบบที่ใช้ความรุนแรงและสันติวิธี ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ตอกย้ำถึงสถิติจากทั่วโลกว่า การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงประสบผลสำเร็จมากกว่าการใช้ความรุนแรง และตั้งคำถามมากมายว่าเหตุใดกลุ่มต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงใช้ความรุนแรงในการต่อสู้

ส

ภาพจากเว็บไซต์สถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี

ดร.Stein เป็นนักวิชาการที่ได้ศึกษาวิจัยความขัดแย้งในประเทศเวียดนาม และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้นำข้อคิดเห็นต่างๆ จากพื้นที่ความขัดแย้งจากพื้นที่ต่างๆ สู่สาธารณะ เริ่มการปาฐกถาด้วยการให้ข้อสังเกตถึงปัญหาความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ว่า มี 3 ประเด็น คือ 1.ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศกัมพูชา 2. ความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพฯ และ 3.ความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

เหตุใดในชายแดนใต้ยังใช้ความรุนแรง

ดร.Stein ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงยังมีการใช้ความรุนแรงอยู่? แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 10 ปีของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่ามีการเสียชีวิตน้อยกว่า หากเปรียบเทียบกับความรุนแรงในตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงที่มีสงครามระหว่างปี 1960 - 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ผู้คนมากมายถูกฆ่าตาย

ดร.Stein Tonnesson ได้ยกคำกล่าวสุนทรพจน์ของดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศมาเลเซียที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่เมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า ภายหลังจากญี่ปุ่นยุติสงคราม ประเทศอื่นๆ อย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่าซึ่งมีความรุนแรงที่ยืดเยื้อต่างก็พยายามจะหยุดสงครามเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลแต่ละประเทศมีการใช้นโยบายที่ก่อให้การพัฒนา และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ความรุนแรงลดลง

 

ภูมิภาคนี้มีสันติภาพมากขึ้น

ดร.Stein ยังกล่าวถึงข้อมูลจากหนังสือเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงความสลับซับซ้อนของความมั่นคงที่ค้นพบ ซึ่งมีข้อมูลที่น่ายินดีว่า แม้ขณะนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีกลุ่มต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงบ้างก็ตาม แต่มีสถิติการก่อสงครามเกิดขึ้นเพียงปีละ 25 ครั้ง และมีการเสียชีวิตจากการต่อสู้โดยใช้อาวุธปีละ 1,000 คน ซึ่งหากเปรียบเทียบสถิตินี้กับในอดีตถือว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสันติภาพมากขึ้น

คำถามที่น่าสนใจของ ดร.Stein ก็คือ เหตุใดภูมิภาคใหญ่อย่างเอเชียมีสงครามจำนวนมาก แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนคนซึ่งมากกว่าทวีปอื่นๆ ถือว่ามีคนเสียชีวิตจากสงครามน้อย ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก สมดุลของอำนาจ วัฒนธรรมทางการเมืองของจีน และมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านหลักนิติรัฐมากขึ้น แต่ละประเทศมุ่งเน้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นขีดความสามารถของรัฐ ที่สามารถกดดันผู้ต่อต้านไม่ให้เกิดสงครามนั่นเอง

สำหรับกลุ่มที่ก่อเหตุความขัดแย้ง ดร.Stein Tonnesson ก็ได้ศึกษาว่า กลุ่มเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างไรบ้าง โดยการวิจัยเกี่ยวกับลัทธิของอำนาจของประชาชน งานวิจัยดังกล่าว มีสมมติฐานซึ่งบ่งบอกว่า เมื่อสงครามยุติลงก็ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะลดลง แต่ความขัดแย้งได้เปลี่ยนรูปแบบต่างหาก มีการเจรจาที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ

ดร.Stein ได้ยกกรณีตัวอย่างการเจรจาสันติภาพในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาที่ประเทศเกาหลีเมื่อปี ค.ศ. 1991 ซึ่งถือว่าล้มเหลว เพราะหลังจากนั้นมีการแยกประเทศเป็นเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ หรือปี ค.ศ.2005 ที่มีการเจรจาสันติภาพที่อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นการเจรจาประสบความสำเร็จ เพราะทำให้ความขัดแย้งลดลง และเกิดการพัฒนามากขึ้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนับว่า ส่งผลต่อพื้นที่อื่นๆ ด้วย

s

การต่อสู้ด้วยอาวุธมีต้นทุนสูงขึ้น

ดร.Stein ได้ยกเหตุผลว่าเหตุที่การต่อสู้โดยใช้อาวุธไม่ประสบความสำเร็จนั้น เนื่องมาจากการต่อสู้ในปัจจุบันต้องใช้ต้นทุนของการใช้อาวุธมากขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงของสังคม เช่น สังคมกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น มีการสร้างถนนทำให้การคมนาคมสะดวกสบายมากขึ้น ดังนั้นกลุ่มกบฏจึงมีต้นทุนสูงขึ้นตามมาด้วย

ข้อสรุปการต่อสู้ที่ไม่ใช้อาวุธมีอัตราที่ประสบสำเร็จมากกว่าการใช้อาวุธ ด้วยเหตุผลที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางความคิด กล่าวคือ หากกลุ่มต่อสู้ใช้อาวุธรัฐมักจะตอบโต้โดยอาวุธในการปราบปราม ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ใช้ความรุนแรง รัฐอาจเห็นใจมากกว่า อย่างกรณีการต่อสู้ของพลังประชาชนในเมืองมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ต่อสู้ต่อต้านประธานาธิบดีมาร์กอส ถือเป็นประสบความสำเร็จของประชาชนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ดร.Stein ได้ให้ความกระจ่างว่า การต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงก็ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรงเสียทั้งหมด เพราะมีการใช้ยุทธวิธีที่ผสมผสานกัน อย่างกรณี เสื้อเหลือง เสื้อแดงในประเทศไทย มีการใช้ยุทธวิธีและกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย เพื่อดึงมวลชนและเพื่อให้รัฐบาลเชื่อ การต่อสู้ดังกล่าวก็มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต หรือมีกรณีกลุ่มเสื้อดำ และผลสุดท้ายก็เกิดการเกิดรัฐประหารในท้ายที่สุด

ดร.Stein ให้ข้อสังเกตอีกว่า ภายหลังจากสงครามและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอินโดจีน พม่า หรืออินโดนีเซีย หลายประเทศก็เกิดความสงบสุข โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียภายหลังจากซูฮาร์โต้หมดอำนาจลง มีนักวิจัยและนักวิชาการหลายคนต่างเขียนหนังสือและบทความเกี่ยวกับความรุนแรงที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีหนังสือเล่มไหนที่พูดถึงว่าทำไมอินโดนีเซียจึงมีสันติภาพมากขึ้น

 

คำถาม คำถาม คำถาม ต่อชายแดนใต้

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับปาฐกถาของ ดร.Stein ครั้งนี้ คือ “การตั้งคำถาม” หรือข้อสงสัยต่อความขัดแย้งยืดเยื้อในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เหตุใดในปีค.ศ.1990 กลุ่มต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้วิธีการฆ่าครู ลอบสังหาร วางระเบิดรายวัน และเหตุใดการก่อเหตุแต่ละครั้งไม่มีการประกาศตัวการที่อยู่เบื้องหลัง?

เหตุใดการต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงใช้ความรุนแรงแม้จะมีอัตราในการชนะต่ำ?

เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มต่อสู้มองว่ารัฐไทยจะล่มสลายในอีกไม่ช้า?

เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มต่อสู้หวังว่าจะมีการเรียกร้องกันในระดับโลก และมีการแทรกแซงจากต่างประเทศ?

เหตุที่กลุ่มต่อสู้ยังใช้วิธีการรุนแรง เพราะไม่มีทางเลือกอื่นใดหรือ?

เป็นไปได้หรือไม่ว่า กลุ่มต่อสู้อาจมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม ไม่ให้รัฐไทยเข้ามารุกรานโดยไม่ได้มุ่งเน้นความสำเร็จแต่อย่างใด หวังเพียงต้องการรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้?

หรือกลุ่มต่อสู้คิดว่าการใช้อาวุธในเวลานานๆ เพื่อให้รัฐใช้วิธีที่นุ่มนวลเพื่อพูดคุยต่อไป?

ข้อสรุปของ ดร.Stein ต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ คือ การพูดคุยของบีอาร์เอ็นนั้นสิ่งสำคัญ ตัวแทนของบีอาร์เอ็นต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ในขณะที่องค์ภาคประชาสังคมต้องมองว่า ตนมีอำนาจในการต่อรองกับรัฐไทยอย่างไร ข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมต้องเน้นไปที่การไม่แบ่งแยกระหว่างกัน ต้องเรียกร้องเรื่องการไม่ใช้อาวุธระหว่างการพูดคุย ควรมีการอบรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ใช้ความรุนแรง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เริ่มแล้วประชุมนานาชาติ CCPP สัมผัสองค์ปาฐกชื่อดัง ‘สันติภาพกับการสื่อสาร’

“ไม่สามารถแยกการสื่อสารออกจากสันติภาพได้” ปาฐกถาพิเศษของ Sanjana Hattotuwa