ความท้าทายของ “เมียนมาร์และบังซาโมโร” : ถอดบทเรียนสันติภาพ CCPP2014

 

ถอดบทเรียนสันติภาพในงานวิชาการนานาชาติ CCPP ที่ม.อ.ปัตตานี พบกับความสำเร็จ สิ่งท้าทายและประสบการณ์กระบวนการสันติภาพของ “เมียนมาร์”หลังประชาธิปไตยเริ่มผลิบาน กับความก้าวหน้าของ“สันติภาพบังซาโมโร” 40 ปีของความขัดแย้งในมินดาเนา

แม่แบบและบทเรียนกระบวนการสันติภาพที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในโลกตอนนี้ คงไม่พ้นเรื่อง “มินดาเนา” ทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ โดยในบทบาทการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งจนสามารถผลักดันการจบสงครามด้วยวิธีสันติ กับอีกแห่งหนึ่งที่มีบรรยากาศและความเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่กำลังเบ่งบาน เป็นที่จับตามองของโลกอย่างประเทศเมียนมาร์

แม่แบบและบทเรียนจากทั้งสองแห่งได้ถูกนำมาฉายซ้ำในวงเสวนา "ภูมิทัศน์กระบวนการสันติภาพในเอเชีย : ความสำเร็จและสิ่งท้าทาย" ณ ห้อง A 103 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 เวลา 15.15 น. – 17.00 น.

เป็นวงเสนาส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการนานาชาติ “การสื่อสาร ความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพ:ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย” (Communication, Conflicts and Peace Processes :Landscape of Knowledge from Asia and the Deep South of Thailand) หรือ CCPP ระหว่างวันที่ 21 – 22 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา

วิทยากรมี 3 คน ได้แก่ Victor Biak Lian ผู้อำนวยการปฏิบัติการ Euro-Burma Office ประเทศเบลเยี่ยม, Raul Torralba, Initiatives for International Dialogue (IID) ประเทศฟิลิปปินส์ และ Kerstin Duell นักวิจัยและผู้จัดการฝ่ายเมียนมาร์ มูลนิธิ German Konrad-Adenauer โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนดำเนินการเสวนา

 

ภาพรวมสันติภาพ ความมั่นคงที่ไม่มั่นคง

Dr. Kerstin Duell 

นักวิจัยและผู้จัดการฝ่ายเมียนมาร์ มูลนิธิ German Konrad-Adenauer

“อาเซียนหรือภูมิภาคประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีส่วนร่วมในการผลักดันกระบวนการสันติภาพของประเทศที่มีความขัดแย้งเท่าไหร่ เนื่องจากมีนโยบายไม่แทรกแซงกิจการของประเทศสมาชิก แต่อาจมีการริเริ่มพูดคุยนอกรอบ นอกสถานที่ก็ได้ นโยบายการไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและสังคมที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนักจากผู้นำประเทศในอาเซียน

ความท้าทายต่อความมั่นคงที่ไม่ได้มาจากรัฐ เช่น การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การค้าสินค้าปลอมแปลง ซึ่งระบาดอยู่ในตอนนี้ และยังมีอาชญากรรมต่างๆที่มักจะเติบโตในพื้นที่ความขัดแย้ง รวมทั้งปัญหาชายแดนของประเทศต่างๆในอาเซียน แม้จะมีชายแดนที่ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ชายแดนตั้งแต่ประเทศอินเดีย จีน เมียนมาร์ ดังนั้นพื้นที่ชายแดน จึงเป็นเขตที่ไม่มีความมั่นคงยิ่ง

ประชาคมอาเซียนมีข้อจำกัดในแง่การตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ เนื่องจากปัญหาความมั่นคง ตัวอย่าง ปัญหาความขัดแย้งในปาตานี ที่ยังไม่สามารถจัดการได้ เนื่องจากเป็นประเด็นความมั่นคงและความมั่นคงของสังคม เศรษฐกิจ ซึ่งก็เชื่อมโยงกับสังคมมนุษย์ด้วย

พื้นที่อันน้อยนิดสำหรับผู้หญิง

ประเด็นผู้หญิงที่มักตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้ามามีส่วนในการสร้างสันติภาพ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมอยู่บนโต๊ะเจรจาสันติภาพ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยมากเราทราบอยู่แล้วว่าทหารเป็นผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ การที่จะให้ผู้หญิงที่เป็นผู้นำมามีส่วนร่วมได้ ก็จะเห็นได้ว่า เนื่องจากผู้หญิงที่เป็นผู้นำจะมาจากการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด เป็นมรดกตกทอดจากครอบครัว

เมื่อมองประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่ ผู้หญิงที่ขึ้นมาเป็นผู้นำ จะมาจากครอบครัวของผู้มีอำนาจของแต่ละประเทศ จะไม่ได้มาด้วยความสามารถหรือความเป็นผู้นำของตัวเอง ตัวอย่างในประเทศเมียนมาร์และประเทศไทย ที่ผู้หญิงจะขึ้นมาเป็นผู้นำจะไม่ได้มาจากฐานอำนาจของตัวเอง ถ้าจะเห็นก็มีแต่ผู้หญิงที่มีปัญหามากระทบกับชุมชนของตนเอง จนต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือเป็นผู้หญิงที่ตั้งองค์กรของผู้หญิง เจาะประเด็นผู้หญิงเอง

ไม่มีสถานะของผู้ลี้ภัย

ปัญหาการย้ายถิ่นของผู้ลี้ภัยเป็นปัญหาใหญ่ของภูมิภาคนี้เช่นกัน ในอาเซียนยังไม่มีประเทศใดลงนามในสัตยาบันเรื่องการลี้ภัย ทำให้ผู้ที่หลี้ภัยความรุนแรงเข้ามาในประเทศจะไม่มีสถานะใดๆ กลายเป็นคนผิดกฎหมาย แม้จะเข้ามาได้อย่างสมัครใจก็ตาม

ตัวอย่างสถานการณ์ในเมียนมาร์ ในแง่ของการสร้างสันติภาพ จะเกิดคำถามว่า สถานการณ์ระดับไหนถึงจะปลอดภัย หรือเมื่อไหร่ผู้หลี้ภัยถึงจะได้กลับบ้าน เรื่องการทำมาหากินของพวกเขาจะทำอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นเปราะบางมาก ซึ่งมีข่าวลือว่า ทางฝ่ายทหารไทยจะส่งตัวผู้ลี้ภัยในสถานพักพิงกลับประเทศ”

บทบาทสื่อมวลชนและการมีส่วนร่วม

ในช่วงการเจรจาสันติภาพเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก จึงอาจจะไม่เปิดให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่สื่อมวลชนน่าจะมีบทบาทในการเขียนบันทึกข้อสรุปต่างๆที่จะเปิดเผยให้ทราบ ซึ่งตอนนี้หมดยุคของการกดขี่สื่อมวลชนแล้ว เริ่มมีองค์กรสื่อมวลชนกลับมาทำงานใหม่ การเปิดฝึกอบรมมากขึ้น แม้ต้องใช้ระยะเวลานานในการเพิ่มศักยภาพของสื่อ แต่ว่าอย่างน้อยเสรีภาพของสื่อกลับมาแล้ว

แต่ช่วงปี 2012 มีการกดดันสื่อในครั้งใหม่ในเมียนมาร์ขึ้นมา รวมถึงประเทศฟิลิปปินส์ก็เริ่มมีนักข่าวถูกฆ่าด้วย เพราะฉะนั้นอาชีพนักข่าวค่อนข้างอันตราย

ความยุ่งยากของการทำข่าวในเมียนมาร์คือ การเข้าไปในอาคารเพื่อสัมภาษณ์ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งได้ข่าวมาว่ากำลังมีการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐบาลให้มีหน้าที่เก็บเงินจากสื่อมวลชนที่กำลังจะนำข่าวของรัฐบาลไปเผยแพร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางจากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น”

 

สันติภาพและความท้าทายในเมียนมาร์  

Victor Biak Lian 

ผู้อำนวยการปฏิบัติการ Euro-Burma Office กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม    

“สถานการณ์ล่าสุดในประเทศเมียนมาร์คือมีการเจรจาต่อรองสำหรับผู้มีส่วนได้เสียในการยุติปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 65 ปี

ส่วนผมเป็นผู้ลี้ภัยมา 24 ปี โดยผมมีส่วนร่วมในการต่อต้ารัฐบาลเมียร์มาร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย มีการประท้วงรัฐบาล แล้วผันตัวเองมาเป็นนักต่อสู้ในรูปแบบกองโจร ต่อมาได้เป็นผู้สนับสนุนในระดับสากลในเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศเมียนมาร์ โดยต่อสู้ประเด็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและเพื่อเชื้อชาติชนเผาในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมักจะพูดถึงเป้าหมายแห่งสหพันธรัฐในเมียนมาร์

ประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สองของผู้ลี้ภัยจากเมียนมาร์ มีประชากรกว่าแสนคนใน 19 ค่ายผู้อพยพในฝั่งประเทศไทย นี่เป็นผลที่ตามมาจากปัญหาความรุนแรงในประเทศเมียนมาร์ ยังเป็นพื้นที่ของนักขับเคลื่อนประชาธิปไตยในเมียนมาร์มากว่า 20 ปี แต่สถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มดีขึ้นแล้ว

เมื่อ 3 วันก่อนหน้าวันประชุมที่นี่ มีการประชุมระหว่างผู้มีส่วนได้เสียกับความรุนแรงในเมียนมาร์ มีการจัดโต๊ะพูดคุยกันเป็นรูปแบบสามเหลี่ยม ด้านหนึ่งเป็นตัวแทนผู้นำทางการเมือง ที่ประกอบด้วยพรรคฝั่งรัฐบาล อีกด้านหนึ่งเป็นสมาชิกของทีมประสานงานหยุดยิงในครั้งนี้ เป็นตัวแทนกลุ่มติดอาวุธทั้ง 16 กลุ่ม

อีกด้านเป็นตัวแทนที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาล มีรัฐมนตรี 4 ท่าน เป็นคณะกรรมการในการทำงานเพื่อสันติภาพและเป็นหัวหน้าคณะเจรจาในครั้งนี้ด้วย โดยมีสมาชิกของรัฐบาลคนอื่นๆ มานั่งฟังการประชุม มีผู้แทนสำนักงานเลขาสหประชาชาติร่วมเป็นประจักษ์พยานในวงประชุม การเสวนาเกิดขึ้นในลักษณะของไตรภาคี”

เริ่มต้นกระบวนการสันติภาพรอบใหม่

“การประชุมไตรภาคีนี้ เป็นข้อเรียกร้องจากสหประชาชาติที่ต้องการให้จัดการเรื่องความขัดแย้งในเมียนมาร์ที่เกิดขึ้นมาหลายปี โดยมีมติมาตั้งแต่ปี 1992 แต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ เนื่องจากมีการไม่ยอมรับในการประชุมดังกล่าว จนกระทั่งถึงปี 2010 หลังจากมีการเลือกตั้ง โดยรัฐบาลชุดประธานาธิบดี นายเต็ง เส่ง ได้กำหนดวาระ 3 ข้อ ซึ่ง 1 ใน 3 ข้อนี้ คือการแก้ไขปัญหาอย่างสันติกับกลุ่มเชื้อชาติ ชนเผ่าที่ติดอาวุธ

ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2011 มีการเรียกร้องให้หยุดยิงกับกลุ่มติดอาวุธ ทำให้บรรดากลุ่มติดอาวุธที่แบ่งแยกกันเป็นกลุ่มๆนั้น มีความเห็นแตกต่างกัน บางกลุ่มคิดว่าการเจรจาครั้งนี้จะซ้ำวนการพูดคุยแบบเดิมๆที่ไม่มีการปฏิบัติจริงอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 1992 บางกลุ่มมองว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะเป็นการสนทนาที่มีพันธะสัญญาระหว่างกัน และจะมีสื่อมวลชนเป็นสักขีพยานด้วยตามที่ระบุในพันธะสัญญา

หลังจากการพูดคุยที่มีขึ้นทำให้เกิดการรวมตัวกันเพื่อสนทนากับรัฐบาล โดยกลุ่มติดอาวุธทั้ง 16 กลุ่มที่เข้ามาพูดคุยมีการหยุดยิงตามสัญญาที่ให้ไว้เป็นการเบื้องต้น ทำให้มีการพุดคุย ต่อรองทางการเมืองต่อไปได้

          3 ปีหลังจากนั้น เกิดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นพัฒนาการจากการเริ่มต้นเมื่อหลายปีที่แล้ว ทำให้สามารถเห็นบุคคลทั้งสามฝ่ายคุยกันในกรอบการเสวนาทางการเมือง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการพูดคุยครั้งนี้ จะสามารถนำไปสู่การตกลงเพื่อหยุดยิงทั่วประเทศ ซึ่งจะได้ข้อสรุปในเดือนกันยายนนี้ และจะมีการหยุดยิงจริงทั่วประเทศ และนั่นจะเป็นการสนทนาทางการเมือง ที่เป็นการจัดตั้งกลไกในการติดตามการหยุดยิงต่อไป”

บทบาทภาคประชาสังคมและความท้าทาย

“การที่มีพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุย จะทำให้มีความโปร่งใสและเกิดความรับผิดชอบ ยังมีการพูดถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการดังกล่าวว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร กำลังอยู่ในขั้นการออกแบบกระบวนการพูดคุยในครั้งนี้ ยังมีการสัญญาว่า ภายใน 90 วัน หลังจากการลงนาม จะมี political dialogue ขึ้น

อีกอย่างในปี 2015 จะต้องมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้น แม้จะไม่มั่นใจมากนักต่อสถานการณ์ เพราะฉะนั้นขณะนี้จะมีเวลาเหลือน้อยมากในการผลักดัน ซึ่งในเวลา 6 เดือนของการเจรจาต่อรอง ยังมี 5 มาตราที่ต้องคุยกันในข้อตกลงในการหยุดยิง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะข้อตกลงนี้มีทั้งหมด 7 หมวด กับอีกร้อยมาตรา ทำให้เกิดข้อกังวลว่า ในระยะเวลา 6 เดือนจะสามารถคุยในกรอบของการเจรจาได้หรือไม่

ถึงแม้จะมีการตกลงว่า จะพัฒนากรอบข้อตกลงให้ได้ภายใน 2 เดือน แต่ก็กังวลว่า จะสามารถทำได้ภายใน 2 เดือนหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด จะส่งผลให้ political dialogue เกิดความล่าช้า และจะกระทบการเลือกตั้งของปีหน้าด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในอนาคต”

อำนาจและการกระจายอำนาจ     

“กลุ่มติดอาวุธทั้ง 16 กลุ่ม ต้องการให้มีการตั้งสหพันธรัฐในเมียรมาร์ โดยพวกเขาจะก่อตั้งเอง สามารถตัดสินในในประเด็นต่างๆด้วยตัวเอง ส่วนทางฝั่งรัฐบาลตอบกลับมาว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวอาจจะได้ข้อยุติ และจะมีการพูดคุยในเรื่องนี้ ถ้าดูในรัฐธรรมนูญปี 2008 ก็มีประเด็นนี้อยู่ แต่ต้องมีการต่อรองในบางประเด็นกันอยู่ผ่านกระบวนการ political dialogue เช่น บทบาทของกองทัพ รัฐสภา รัฐบาล อำนาจตุลาการ เป็นต้น

รวมทั้งอาจจะมีรัฐบาล รัฐสภาและศาลตุลาการระดับรัฐ ซึ่งทางกลุ่มติดอาวุธกำลังเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เราเรียกว่า ภาคผนวก 2 ในรัฐธรรมนูญพูดถึงอำนาจในระดับรัฐ และภาคผนวก 1 พูดถึงอำนาจรัฐบาลกลาง เป็นกระบวนการการกระจายอำนาจของสหพันธรัฐ ที่เรากำลังมุ่งหน้าในกระบวนการพูดคุยนี้”

การปลดอาวุธ

“กระบวนการพูดคุยตอนนี้ กลุ่มติดอาวุธก็ยังถืออาวุธกันอยู่ ยังไม่มีการปลดอาวุธ ในระหว่างการต่อรองในช่วงแรกมี 19 ประเด็น แต่ตอนนี้เหลือ 7 ประเด็นซึ่งมีการรวมประเด็นต่างๆเข้าด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ บางประเด็นไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เช่น ผู้ลี้ภัยต้องการกลับบ้านเกิด ส่วนหนึ่งเป็นประเด็นมนุษยธรรม ก็นำมาคุยบนโต๊ะ ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แต่ทุกเรื่องจำเป็นต้องนำขึ้นโต๊ะตลอดการเจรจา”

บทบาทสื่อและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ

          “สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงการเปลี่ยนผ่านในเมียนมาร์คือ การกลับมามีบทบาทของผู้สื่อข่าวในเมียนมาร์ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีมากขึ้น ข่าวสารที่มาจากฝ่ายค้าน และสื่อนานาชาติที่สามารถปฏิบัติงานได้ แต่มีข้อท้าทายอยู่บ้างคือ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารยังเป็นภาษาเมียนมาร์ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารให้รวดเร็วได้ เนื่องจากชนเผาต่างๆใช้ภาษาท้องถิ่น จึงเป็นข้อท้าทายเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้สังคมในเมียร์มาร์ได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งผมอยากเสนอให้มีการพัฒนาการสื่อสารที่เข้าถึงชาวบ้านได้มากขึ้น โดยการใช้ภาษาถิ่นของชนเผาต่างๆ ซึ่งนักข่าวเองต้องใช้ภาษาถิ่นได้ด้วย”

 

40 ปีความขัดแย้งในมินดาเนา

Raul Torralba     

Initiatives for International Dialogue (IID) มินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์

“...ความขัดแย้งในมินดาเนามีมากกว่า 400 ปี ไม่ใช่เพียง 40 ปีที่ผ่านมา และในวันนี้(21 สิงหาคม) ตรงกับวันครบรอบการเสียชีวิตของนินอย อากีโน อดีตวุฒิสมาชิก ผู้นำฝ่ายค้านของฟิลิปปินส์ ที่ถูกลอบสังหารเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง ทำให้เกิดความสะเทือนใจอย่างมาก และเกิดการรวมตัวครั้งใหญ่ของพวกเรา และเหตุการณ์กำลังวนกลับมา

ความขัดแย้งในมินดาเนาเกิดขึ้นหลังจากมีการรวมตัวกันของกลุ่มเยาวชนโมโรเพื่อยึดพื้นที่เกาะซาบะห์คืน โดยคำสั่งประธานาธิบดีในยุคนั้น จากนั้นก็มีการสั่งสังหารผู้รับรู้เรื่องนี้ทั้งหมด แต่ก็มีผู้รอดชีวิตหนึ่งคน ซึ่งนำไปสู่การเกิดกลุ่มต่อต้านรัฐบาลของชาวโมโรขึ้นมา กระทั่งมีพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆจนกลายเป็นขบวนการ โดยสามารถรวบรวมคนได้ 20,000 คนในช่วง 1980 ตอนที่นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เป็นประธานาธิบดี

จากนั้นกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลกลุ่มอื่นๆ ได้เข้ามาร่วมด้วย อย่างกลุ่มคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ขณะนั้นมีกองกำลังเกือบ 25,000 นาย โดยทางศาสนจักรเองก็มีส่วนร่วมในการก่อตัวของประชาชนขึ้นมา เพื่อร่วมกันต่อต้านรัฐบาลในครั้งนั้นด้วย ในช่วงนั้นมีประชาชนกว่า 6,000 คนถูกอุ้มหายไป จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายว่า บุคคลดังกล่าวถูกทำให้หายไปได้อย่างไร

เหตุการณ์การประท้วงเริ่มต้นจากนายนินอย อากีโน ถูกลอบสังหารที่สนามบิน ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นฝีมือของทหาร จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นการรณรงค์สื่อสาร โดยใช้วิธีการmimeograph เป็นการอัดสำเนากระดาษไข แจกจ่ายข้อมูลสู่สังคม กระจายข่าวสารในยุคนั้น

ถ้าเทียบเรื่องราวของนายอาคิโน่ ก็เหมือนเรื่องราวของนางอองซาน ซูจี ของเมียนมาร์ ลองนึกดูว่า ถ้าผู้นำของประชาชนถูกสังหารจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ผลตามมาหลังจากการสังหารนายอาคิโน ทำให้ผู้คนมีการตอบสนองโดยการร่วมกันโยนริบบิ้นสีเหลือง yellow ribbon ที่ใช้ในการต้อนรับคนกลับบ้าน เป็นการแสดงสัญลักษณ์อาลัยและระลึกถึงนายอาคิโน่ สุดท้าย ขบวนประชาชนต่อต้านรัฐบาล ได้ล้มมากอสได้สำเร็จ และสนับสนุนนางคอราซอน อาคิโน (2529 - 2535) ภรรยาของนายอาคิโน่ เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

สงครามและสันติภาพบังซาโมโร

ในยุคของนางคอราซอน อาคิโน่ เป็นประธานาธิบดี ทำให้ประชาธิปไตยในฟิลิปปินส์เบ่งบาน มีเสรีภาพอย่างมาก มีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิของมุสลิมโมโร ได้รับการยอมรับ และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอีกกลุ่มคือ Cordillera ในประเทศฟิลิปปินส์ก็ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอีกด้วย

แต่เมื่อนายพลฟิเดล รามอส (2535-2541) เป็นประธานาธิบดีต่อจากนางคอราซอน สามารถทำการตกลงกับกลุ่มกบฏโมโร ซึ่งตอนนั้นเป็นกลุ่มบรรพบุรุษของ MILFในปัจจุบัน ซึ่งนายพลรามอส ได้มุ่งเน้นพัฒนาเขตมินดาเนาเป็นเขตเศรษฐกิจ ร่วมกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยนายพลรามอสมุ่งพัฒนาฐานเศรษฐกิจของประเทศที่มินดาเนา ทำให้เห็นความก้าวหน้า แต่ทำให้มีกลุ่มนายทหารกลับมามีบทบาทในการเมือง รวมถึงนางอิเมลดา โรมูอัลเส ภรรยาของนายมากอส ก็เริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

จนถึงยุคของนายโจเซฟ เอสตราดา (2541 - 2544) ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อมา เขาประกาศทำสงครามกับกบฏโมโร เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลต้องการ

ความรุนแรงตั้งแต่1970 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 60,000  คน และประมาณความเสียหาย กว่าพันล้านเปโซ และฝ่ายกบฏโมโรในยุคนั้น คือ MNLF เมื่อครั้งที่ตกลงลงนามสันติภาพกับรัฐบาล ที่มีจุดยืนต้องการรัฐอิสลาม กลุ่มนี้ต้องการสถานะภาพมินดาเนาให้เป็นรัฐอิสลาม

รัฐบาลปัจจุบัน คือนายเบนิกโน อากีโน III เป็นประธานาธิบดี ลูกชายของนายอาคิโน่ ได้พยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้งในโมโร โดยการเปิดเจรจากับกลุ่ม MILF ที่มีความพยายามในการพูดคุยมานาน จนปัจจุบันมีกรอบการตกลงแล้ว ทำให้เห็นความพัฒนา

Bangsa Moro Basic Law

ตอนนี้มีร่างกฎหมายของโมโร ที่เรียกว่า Bangsa Moro Basic Law หรือ BBL ที่กำลังร่างกันอยู่ มีเนื้อหากว่า 100 หน้า แต่ยังมีประเด็นคำถามต่อ BBL 78 คำถาม ทำให้เกิดความหงุดหงิดต่อคู่เจรจาเป็นอย่างมาก แต่ถือว่าพัฒนาไปมาก ซึ่งกระบวนการนี้มีภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากในกระบวนการนี้

กระบวนการนี้เช่นเดียวกับที่เกิดในเมียนมาร์ คือต้องมีการระบุในภาคผนวกของกฎหมาย ในเรื่อง (1) รูปแบบวิธีการ (2) จัดสรรอำนาจ (3) การแบ่งปันทรัพยากรของประเทศ และ (4) ความพยายามเพื่อปลดอาวุธในอนาคต ทั้ง 4 เรื่องเป็นประเด็นที่กำลังพูดคุยกันในประเทศฟิลิปปินส์ โดยต้องให้ความเคารพกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า

การคุยในกรอบของพื้นที่ปกครองตัวเอง อย่าง ARMM (Autonomous region of Muslim Mindanao) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงเล็กๆน้อยๆ แต่จะมีการพูดถึงโครงสร้าง BangsaMoroขึ้นมาในการพูดคุย และมีการนำคนกลุ่มใหม่ๆเข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาในครั้งนี้ รวมถึงกลุ่ม MILF ที่พูดถึงว่าตัวเขาไม่ใช่นักพัฒนามืออาชีพ ต้องให้กลุ่มอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการพัฒนาในครั้งนี้ด้วย

ส่วนประเด็นการปลดอาวุธนั้นก็มีการพูดคุยเจรจากันอยู่ว่าจะส่งมอบอาวุธอย่างไร จะทำลายหรืออย่างไร รวมถึงรูปแบบของการปลดอาวุธจะทำอย่างไร กำลังเป็นประเด็นที่พูดคุยกันอยู่ อาจจะดูกระบวนการของ IRA ของไอแลนด์เหนือเขาทำอย่างไร เป็นคำถามที่กำลังหาคำตอบกันอยู่”

เสรีภาพของสื่อกับวัฒนธรรมปืน

“ในช่วงที่มีการฆ่านักข่าวกว่า 50 คนในฟิลิปินส์ เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างสุดขั้ว เพราะตอนนี้มีวัฒนธรรมการใช้ปืนอยู่จำนวนมาก เพราะฉะนั้นการตายในพื้นที่อาจเกิดจากการล้างแค้นระหว่างตระกูล เป็นแนวคิดดั่งเดิมที่มีการสืบทอดเรื่องการใช้อาวุธปืน เรื่องแก่งแย่งที่ดิน ซึ่งทางการยังคงปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลอยู่ จึงจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สามารถนำผู้กระทำผิดมารับโทษให้ได้ ไม่ใช่เพราะเป็นผู้มีอำนาจแล้วไม่ต้องรับโทษ

ในพื้นที่มีผู้ถืออาวุธกระจายอยู่เป็นสามเท่า มีกลุ่มจับตัวประกันเรียกค่าไถ่ ซึ่งมีอาชญากรรมเหล่านี้จำนวนมากในประเทศที่มีเกาะกว่า 7,000 เกาะ ทำให้ไม่สามารถดูแลเรื่องความปลอดภัยหรือการปลอดอาชญากรรมได้ง่าย และประเทศนี้ยังถือวัฒนธรรมการใช้ปืนในการแก้ปัญหา และผู้มีอิทธิพลก็สร้างกองทัพของตัวเองจำนวนมาก ทำให้ความรุนแรงจัดการได้ยาก”

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“หลากหลายข้อเสนอ เดินหน้าการพูดคุยสันติภาพ” เสียงจากเวทีปิดท้ายงาน CCPP ชายแดนใต้/ปาตานีในสถานการณ์ใหม่

Jacke Lynch : ‘วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ’ คือการปฏิรูปการนำเสนอข่าวของทั่วโลก

เหตุใดยังใช้ความรุนแรง? คำถามของ ศ.ดร.Stein Tønnesson ในงานCCPP

“ไม่สามารถแยกการสื่อสารออกจากสันติภาพได้” ปาฐกถาพิเศษของ Sanjana Hattotuwa 

เริ่มแล้วประชุมนานาชาติ CCPP สัมผัสองค์ปาฐกชื่อดัง ‘สันติภาพกับการสื่อสาร’