“สันติภาพที่สัมผัสได้” ปาตานีในเรื่องเล่าของผู้มาเยือน

 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา นักวิชาการและผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการ CCPP จากต่างประเทศกลุ่มหนึ่งกว่า 30 ชีวิตได้ร่วมเดินทางเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาสตามโปรแกรม City tour ที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะ การเดินทางระยะสั้นๆ เป็นเวลา 1 วันทำให้ผู้มาเยือนได้รับรู้และสัมผัสทั้งเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาวมลายูปาตานีและได้ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างน่าสนใจ

กำหนดการ City tour ครั้งนี้มี อ.อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวงเป็นไกด์กิตติมศักดิ์นำแขกต่างเมืองเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เริ่มจากขับรถผ่านย่านชุมชนคนจีนในย่านหัวตลาดและศาลเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวในตัวเมืองปัตตานีและมุ่งสู่มัสยิดกรือเซะ ต่อมาเข้าเยี่ยมชมหมุดหมายประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างรัฐปาตานีและสยาม สุสานกษัตริย์แห่งรัฐปาตานีพระองค์แรก สุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ (Sultan Ismail Syah) ผู้ทรงสถาปนารัฐปาตานีเป็นนครรัฐอิสลามในชื่อว่า "ปาตานี ดารุสสลาม" (Patani Darus Salam) อันหมายถึงนครแห่งสันติ ต่อด้วยเยี่ยมชมความงดงามและอัตลักษณ์สถาปัตยกรรมของ มัสยิดโบราณตะโละอาโห ศาสนสถานเก่าแก่เกือบ 400 ปี คู่บ้านคู่เมืองปาตานีดารุสลาม ตั้งอยู่ที่ ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

จากยะหริ่งเดินทางมุ่งสู่นราธิวาสเพื่อเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ขุนละหารที่ อ.ยี่งอ จากนั้นได้วนกลับเข้าเยี่ยมชมมัสยิด 300 ปี ที่ตะโละมาเนาะ อ.บาเจาะ และมุ่งหน้าสู่เมืองปัตตานีแวะชมมัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานีก่อนจะสิ้นสุดการเดินทางด้วยการเข้าเยี่ยมชมวัดตานีนรสโมสร ระหว่างการเดินทางครั้งนี้หลายคนได้บอกเล่าความรู้สึกที่ได้เห็นปาตานีด้วยสายตาตนเองและบางส่วนได้นำมาบอกเล่า ณ ที่นี้

 

การร่ายรำของเด็กๆ ทำให้ดิฉันร้องไห้

Ade Siti Barokah ผู้มีตำแหน่งเป็น Program Manager Poverty Eradication and Economic Governance Unit จากจาการ์ตา อินโดนีเซียบอกว่าคนที่เข้าร่วมประชุมเมื่อ 2 วันก่อนก็จะมีภาพของความขัดแย้ง เพราะพูดแต่เรื่องของความขัดแย้งเท่านั้น และก่อนเดินทางมาก็คิดว่าสถานที่ที่จะมานี้จะมีแต่ความขัดแย้ง แต่เมื่อมาเห็นก็พบว่าเป็นสังคม เป็นชุมชนที่มีสันติภาพ ทุกคนใช้ชีวิตที่เป็นปกติทั่วไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผู้คนยังคงทำงานตามปกติ สามารถร่ายรำในศิลปะต่างๆ ได้ จริงๆ แล้วหากยังคงมีศิลปะ มีการธำรงวัฒนธรรมต่างๆ ได้ แสดงว่ามีสันติภาพในการดำเนินชีวิต เพราะหากสังคมที่อยู่ในสถานการณ์ไม่สงบสุขก็จะไม่มีพวกการแสดงทางศิลปะหรือการถ่ายทอดด้านวัฒนธรรมได้ เมื่อได้เห็นสิ่งเหล่านี้แล้วรู้สึกดีมากๆ

“เมื่อดิฉันได้เห็นการร่ายรำสิละของเด็กๆ ดิฉันตื้นตันมาก เพราะว่านั่นไม่ใช่แค่การร่ายรำเท่านั้นแต่นี่เป็นสิ่งที่สังคมต้องต่อสู้เพื่อรักษาไว้ พวกเขาทำอย่างไรถึงได้รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเองในขณะที่อยู่ในกระแสวัฒนธรรมกระแสหลัก (mainstream) ของประเทศไทยที่แน่นอนว่าแตกต่างกัน ดิฉันดูแล้วร้องไห้เพราะมีความใกล้เคียงกับอินโดนีเซียมาก แต่แน่นอนว่าการต่อสู้ของคนที่นี่ยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน แน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องของการรักษารูปแบบการร่ายรำเท่านั้น แต่กระบวนการที่พวกเขาทุ่มเทสอนให้กับเด็กๆ แล้วบอกพวกเขาว่านี่คือรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความเป็นมาของบรรพบุรุษ สิ่งนั้นต่างหากคือสิ่งที่มีค่าที่สุด”

 

ปาตานียังมีมรดกเหลืออยู่อีกมาก ที่มินดาเนาสงครามทำลายทุกอย่าง

Raul Antonio A.Torralbo จากองค์กร Initiatives for International Dialogue จากเมืองดาวาว มินดาเนาสะท้อนว่าเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาก็ได้ฟังเรื่องของความขัดแย้งซึ่งก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนกับที่มินดาเนา แต่วันนี้ได้มาท่องเที่ยวดูมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งตนเองมีความสุขมาก เพราะที่มินดาเนา สถาปัตยกรรม งานศิลปะ และสถานที่ที่เป็นแหล่งความทรงจำทางประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกทำลายไปหมดแล้วในระหว่างสงคราม ที่โฮลโลซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมได้ถูกเผาในช่วงทศวรรษที่ 1970 เช่นเดียวกันกับที่โกตาบาโตก็ถูกทำลายในสมัยรัฐบาลมากอส สิ่งต่างๆ ที่มีเหมือนที่นี่ได้สูญหายไปหมดแล้ว เรื่องราวที่เป็นอัตลักษณ์ต่างๆ ก็ได้มาจากเรื่องเล่าของคนเฒ่าคนแก่ ถ้าหากจะหาภาพถ่ายหรืออะไรต่างๆ อย่างที่ปาตานีมีที่นี่จะหายากมาก

“ผมคิดว่าที่นี่คุณมีเครื่องมือสำหรับการสอนคนรุ่นใหม่เพราะคุณมีสิ่งต่างที่มีความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งกับอดีต คุณต้องตระหนักว่านี่คือรากเหง้าของผู้คนที่รวมตัวกันมาเป็นศตวรรษแล้ว สิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงแล้วเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องพูดคุยกันและเป็นกุนแจสำคัญที่จะต้องพูดคุยกันซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าที่นี่แตกต่างจากที่มินดาเนา”

 

ประทับใจกับการเดินทางครั้งนี้ แตกต่างจากที่เคยรับรู้จากคนไทยทั่วไป

Julia Laech เป็นชาวเยอรมันที่ปัจจุบันกำลังศึกษาที่ Stanford University California, USA ซึ่งก่อนหน้านี้เธอทำงานที่มินดาเนา โดยเป็นเจ้าหน้าของกองทัพเรือสหรัฐที่ทำงานร่วมกับชุมชนในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่นั่น เมื่อถามถึงปาตานีหรือชายแดนใต้เธอบอกว่า “แน่นอนเมื่อคุณอ่านข่าวเกี่ยวกับปาตานีคุณพบว่าทั้งหมดเป็นข่าวที่ไม่ดี และเมื่อคุณพูดคุยกับผู้คนที่เป็นคนไทยทั่วไป โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ พวกเขาไม่ค่อยจะมีความเห็นด้านดีๆ แต่เมื่อคุณมาที่นี่มันช่างแตกต่างกันมาก ผู้คนที่นี่ใจดีและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีวัฒนธรรมที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ มีระบบการศึกษาที่ดี ดิฉันประทับใจกับโรงเรียนตาดีกาที่ได้ไปเยือนมาก”

Julia บอกว่ามินดาเนากับปาตานีมีสิ่งที่เหมือนกันและสิ่งที่แตกต่างกันมาก ที่เหมือนกันคือ มินดาเนาและปาตานีผ่านการต่อสู่เพื่อเรียกร้องเอกราชที่ยาวนาน และมีประวัติศาสตร์ของตนเองที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์กระแสหลักของรัฐบาลกลาง และทั้งสองแห่งตกเป็นอาณานิคมมาอย่างยาวนาน แต่ที่ต่างกันก็มีเช่นที่นี่ไม่มีความชัดเจนว่าใครคือกลุ่มที่ก่อความไม่สงบในขณะที่มินดาเนาก็ชัดเจนว่าเป็น MILF ที่กำลังมีกระบวนการเจรจาในกระบวนการสันติภาพ

 

ที่นี่ล้วนเป็นพื้นที่ปลอดภัย

Dr. Jone Antony Raja ที่มาจาก Rathinam Arts and Science College, Coimbatore, Tamil Nadu, India บอกว่าตนมาจากทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาประเทศไทย ลงเครื่องบินที่หาดใหญ่ก็เข้ามาที่ปัตตานี ไม่มีความรู้มาก่อนว่าในพื้นที่เป็นอย่างไร แต่ เมื่อได้เข้าร่วมสัมมนาในเวทีวิชาการนานาชาติ 2 วันซึ่งก็มีการนำเสนอผลงานการวิจัยทางวิชาการในพื้นที่และได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่เข้าร่วมประชุมหลายคน

“หลายๆ คนก็พูดถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่ามีความรุนแรง มีการวางระเบิดที่โรงแรมซีเอสปัตตานีด้วย และพูดถึงว่าสถานการณ์ที่เป็นพื้นที่อ่อนไหวแต่เมื่อได้มีโอกาสนั่งรถเข้าไปในเมืองก็เห็นว่าเป็นเมืองที่ปลอดภัย เป็นพื้นที่ที่มีสันติภาพ ผมได้มีโอกาสเข้าไปในย่านที่มีคนจีนอยู่ด้วย ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถามว่ามาจากไหน มีพาสปอร์ตหรือเปล่า ก็บอกว่ามาจากอินเดีย มาประชุมวิชาการก็ได้รับการปฏิบัติที่ดี แม้ว่าจะสื่อสารลำบากหน่อยแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร รู้สึกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เราอยู่ในสถานที่ปลอดภัย”

Dr.Jone บอกว่าเมื่อได้มีโอกาสมาเที่ยวกับคณะที่จัดครั้งนี้ก็รู้สึกว่าตนเองอยู่ในประเทศเอเชียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีหลายอย่างที่คล้ายกันเพียงแต่มีภาษาที่ต่างกัน แต่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน “ผมเคยไปอยู่ในยุโรปเป็นเดือนๆ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนแตกต่างกัน ที่นี่เรามีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบบเอเชีย รู้สึกว่าเราเหมือนกัน เรามีเอกลักษณ์แบบเอเชียด้วยกัน”

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความท้าทายของ “เมียนมาร์และบังซาโมโร” : ถอดบทเรียนสันติภาพ CCPP2014

“หลากหลายข้อเสนอ เดินหน้าการพูดคุยสันติภาพ” เสียงจากเวทีปิดท้ายงาน CCPP ชายแดนใต้/ปาตานีในสถานการณ์ใหม่

Jacke Lynch : ‘วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ’ คือการปฏิรูปการนำเสนอข่าวของทั่วโลก

เหตุใดยังใช้ความรุนแรง? คำถามของ ศ.ดร.Stein Tønnesson ในงานCCPP

“ไม่สามารถแยกการสื่อสารออกจากสันติภาพได้” ปาฐกถาพิเศษของ Sanjana Hattotuwa 

เริ่มแล้วประชุมนานาชาติ CCPP สัมผัสองค์ปาฐกชื่อดัง ‘สันติภาพกับการสื่อสาร’