อาบูฮาฟิซ อัล-ฮากีม: อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง – การเดินทางครั้งสุดท้าย

หมายเหตุกองบรรณาธิการ: ข้อเขียนนี้เป็นเนื้อหาที่เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกของ Abu Hafiz Al-Hakim ที่ชื่อ “AHMADSOMBOON BUALUANG - His Last and Final Journey” ซึ่งอัพโหลดเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ดังที่ ‘อาบูฮาฟิซ’ กล่าวไว้ในตอนต้นว่าข้อเขียนดังกล่าวเป็นบันทึกช่วงเวลาสุดท้ายของ ‘อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง’ ในระหว่างการเดินทางในการทำงานสันติภาพ กองบรรณาธิการเห็นว่าคำอุทิศของผู้ที่เดินทางร่วมกับเขาในเวลาสุดท้ายเช่นนี้จะฉายภาพให้เขายังคงมีชีวิตอยู่เสมอในการทำงานทำงานเพื่อสันติภาพของผู้คนที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ ขอขอบคุณ ‘เวทิน ทิชากร’ ที่ลงแรงแปลบทความชิ้นนี้ออกมาด้วยถ้อยคำที่งดงาม

 

000

 

(คำอุทิศแด่นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ ผู้ร่วมงาน เพื่อน และพี่ชาย)

**หมายเหตุ: ข้าพเจ้าได้รับบทความนี้จากผู้ที่ร่วมเดินทางกับเขาเป็นครั้งสุดท้ายในต่างประเทศ ผู้เขียนคนนี้ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ข้าพเจ้านำเสนอบทความนี้โดยไม่ได้มีการตัดต่อหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ภาพที่ได้แนบมาด้วยนี้คือภาพสุดท้ายของเขาก่อนที่จะขึ้นรถไฟ – อาบูฮาฟิซ อัล-ฮากิม

“ข้าพเจ้ารู้จักอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง, นักวิชาการที่มีบุคลิกโดดเด่นไม่เหมือนใคร, ผ่านงานเขียน คำแถลง และการให้สัมภาษณ์ของเขามานานก่อนที่จะได้พบเจอตัวจริง ความรอบรู้ของเขาในเรื่องประวัติศาสตร์ปาตานี ทั้งในมิติทางการเมืองและสังคม ตลอดจนเรื่องกระบวนการสันติภาพปาตานี ทำให้เขายืนโดดเด่นเป็นสง่าในบรรดาผู้คนร่วมยุคสมัย จนถึงบัดนี้ ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะหาใครมาทดแทนเขาได้หากพิจารณาในแง่ของความตระหนักรู้ การทำงานหนัก ความทุ่มเท และความสามารถในการเข้าถึงบุคคลในหลากหลายภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักกิจกรรมทางสังคม และผู้คนในกลุ่มเคลื่อนไหวมลายูปาตานี ที่ต่างให้การยอมรับเขาอย่างกว้างขวาง ภารกิจที่เขาให้ความสำคัญที่สุดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา (และจะยังคงเป็นอยู่ต่อไป) คือการทำงานเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ปาตานีด้วยวิถีทางแห่งสันติ

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ถือว่าเป็นเกียรติอย่างแท้จริงที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเขาเพื่อสันติภาพในปาตานี ได้ซึมซับความคิดคุณค่าและคุณสมบัติอันสูงส่งที่ทำให้เขาเป็นบุคคลที่โดดเด่นเช่นนี้ในวิถีทางของตนเอง อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง (หรือที่เรียกกันในหมู่คนใกล้ชิดว่า “แบมะ” หรือบางทีก็ “อาเยาะมะ”) เป็นผู้ชายที่หลายคนรัก น้อยคนนักที่จะไม่พอใจเขา และไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะเกลียดเขาได้ลง ข้าพเจ้าอยากจะแบ่งปันช่วงขณะสุดท้ายของชีวิตเขากับทุกท่านที่รู้จักและรักเขา

ในการเดินทางเพื่อไปทำงานครั้งสุดท้ายกับชาวต่างชาติอีกคนหนึ่ง เราได้เดินทางไปดินแดนที่ห่างไกล ที่ซึ่งเขาได้ปูทางพูดคุยกับบุคคลต่างๆ มาล่วงหน้าแล้ว ทำให้การเดินทางของพวกเราครั้งนี้ราบรื่น เราพบปะผู้คนมากมาย ได้ฟัง ได้คุย ได้แลกเปลี่ยน และแม้กระทั่งถกเถียงกันกับเขาเหล่านั้น เพื่อที่จะทำให้สันติภาพที่ปาตานี ไม่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา หากแต่สามารถเป็นความจริงที่เกิดขึ้นได้ เราเดินทางด้วยเครื่องบิน รถไฟ รถประจำทาง รถยนต์ และการเดินเท้า จากการเดินทางในครั้งก่อนๆ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรับรู้ถึงปัญหาสุขภาพและยาต่างๆ ที่เขาใช้ ซึ่งโดยรวมแล้วก็ดูแข็งแรงดีและพร้อมเสมอสำหรับการเดินทาง

เที่ยวสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้มีกำหนดที่จะใช้เวลาบนรถไฟทั้งสิ้นสองชั่วโมงครึ่ง โดยมีปลายทางคือเมืองที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง ครึ่งทางระหว่างนั่งอยู่บนรถไฟ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าเขาดูเหนื่อยและเหงื่อออกมาผิดปกติ ตอนแรกข้าพเจ้านึกว่าเป็นเพียงความอ่อนล้าจากการเดินทาง แต่เมื่อสีหน้าเขาเริ่มซีดลงและหายใจไม่ออก ข้าพเจ้าจึงรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คือภาวะหัวใจล้มเหลว

เราร้องขอเจ้าหน้าที่รถไฟสำหรับการช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆอยู่บนรถไฟเลย สิ่งเดียวที่เจ้าหน้าที่ทำให้ได้คือหยุดรถที่สถานีถัดไปที่อยู่ห่างออกไปอีก 8-10 นาที ซึ่งจะมีรถพยาบาลรออยู่ ในฐานะที่มีความรู้ทางการแพทย์ ข้าพเจ้าทราบดีว่า 8-10 นาทีนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่จะชี้เป็นชี้ตาย หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่เหมาะสม ผลลัพธ์อาจจะหมายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม อัลลอฮฺเท่านั้นที่จะกำหนดชะตากรรมของเขา สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าพอทำได้ในเวลานั้นจึงเป็นเพียงการขอดุอาอ์และมอบหมายต่ออัลลอฮฺ – สวดภาวนาและยินยอมต่อการกำหนดของพระองค์

ก่อนที่รถไฟจะถึงสถานี เขาหมดสติไปแล้ว ทีมแพทย์ฉุกเฉินได้ขึ้นมาบนรถไฟและเริ่มขั้นตอนการกู้ชีพด้วยการเป่าลมหายใจเข้าทางปากและปั๊มหัวใจ (Cardiopulmonary Resuscitation – CPR) เป็นเวลาประมาณ 20 นาที มันเป็นความพยายามที่สิ้นหวังและข้าพเจ้ารู้แล้วว่าเรากำลังสูญเสียเขาไป เราเตรียมใจที่จะรับผลที่เลวร้ายที่สุด

อีกสิบนาทีต่อมา เขาอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลท้องถิ่น สามสิบนาทีถัดจากนั้น หมอคนหนึ่งกับพยาบาลอีกคนหนึ่งเดินมาหาเราพร้อมกับข่าวร้าย การเดินทางครั้งสุดท้ายของเขาบนโลกใบนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

ถึงเพื่อนๆ และคนรักของเขาทุกท่าน ข้าพเจ้าเชื่อว่าการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ได้บาดลึกเจ็บปวดดั่งแผลในใจของพวกเราทุกคน แต่ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่กับเขา ณ ขณะลมหายใจสุดท้ายของเขา มองเห็นเขาจากไปกับตา ไกลบ้านไกลครอบครัว ข้าพเจ้าได้กระซิบข้างหูขอเขาด้วยถ้อยคำสุดท้ายที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าองค์ใดนอกจากอัลลอฮฺ” เราจึงเป็นหนึ่งในผู้ที่รู้สึกเจ็บปวดและรวดร้าวเป็นที่สุด

ตอนนี้แบมะของเราได้เริ่มออกเดินทางครั้งสุดท้ายสู่อีกมิติและพรมแดนหนึ่ง ที่ที่ดวงวิญญาณมากมายได้ไปผจญภัยก่อนเรา แต่ไม่มีวันกลับมา มันเป็นการเดินทางชั่วนิรันดร์เพื่อพบกับผู้ทรงสร้าง พระองค์อัลลอฮฺ

ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งแห่งสันติภาพปาตานี เขาได้ทิ้งมรดกแห่งฝันและภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุดแก่ปาตานีและประชาชนทั้งปวง เราผู้อยู่ข้างหลังทำได้แค่ถามตัวเองว่า เราจะทำดีที่สุดได้เพียงใดในการทำงานสานต่อความฝันของเขา ความฝันของเรา เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงสำหรับปาตานีดารุสสลาม

ถึงแบมะ ข้าพเจ้าจะขอสรุปเพียงว่า : แท้จริงเราเป็นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแน่แท้เราจะต้องกลับคืนสู่พระองค์ ขออัลลอฮฺมีเมตตาและอำนวยพรอันประเสริฐแด่เขา และขอให้อาจารย์อัฮหมัดสมบูรณ์ได้รับการตอบแทนในสิ่งดีงามที่เขาได้สร้างสรรค์มาทั้งชีวิต...อามีน”

นำเสนอโดย

อาบูฮาฟิช อัล-ฮากิม

23 กันยายน 2014

แปลโดย

เวทิน ทิชากร