เสียงที่ไม่ได้ยิน : การเคลื่อนไหวของเยาวชน-บทบาทสตรีชายแดนใต้” เก็บตกบทเรียนสันติภาพCCPP2014

 

เก็บตกเวทีนำเสนอผลงานวิชาการในงาน CCPP ที่ม.อ.ปัตตานี ระหว่าง 21-22 สิงหาคม 2557 ห้วข้อ “ความขัดแย้ง ขบวนการทางสังคมและสันติภาพ” มี 3 เรื่อง การเข้ารับอิสลามของเยาวชนชาติพันธุ์อาข่า กับคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับอัตลักษณ์ เรื่องบทบาทกับการแต่งกายของนักเคลื่อนไหวผู้หญิงชายแดนใต้ และ เสียงที่ไม่ได้ยิน : การเคลื่อนไหวของเยาวชนชายแดนใต้”

ในการนำเสนอผลงานทางวิชาการห้วข้อ “ความขัดแย้ง ขบวนการทางสังคมและสันติภาพ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการนานาชาติ “การสื่อสาร ความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพ:ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย” (Communication, Conflicts and Peace Processes :Landscape of Knowledge from Asia and the Deep South of Thailand) หรือ CCPP วันที่ 21 สิงหาคม 2557 ในห้อง B302 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) มีการนำเสนอผลงานวิชาการ 3 ชิ้น มีรายละเอียดดังนี้

า

เสียงที่ไม่ได้ยิน : การเคลื่อนไหวของเยาวชนชายแดนใต้”

งานนำเสนอชิ้นแรก จาก Akkanut Wantanasombut นักศึกษาระดับปริญญาโทจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่อง “เสียงที่ไม่ได้ยิน : การเคลื่อนไหวของเยาวชนต่อความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้”

          Akkanut นำเสนอว่า จากเหตุไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ เยาวชนกลายเป็นเหยื่อ ถูกจับ ถูกทำร้ายร่างกายหรือทรมานภายใต้กฎอัยการศึก ขณะเดียวกัน เยาวชนถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูลและรับสารภาพ อย่างไรก็ตามก็ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐไทยในการเยียวยาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนทำให้บางส่วนของพวกเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี

Akkanut กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า แม้รัฐไทยจะเปิดพื้นที่ให้เยาวชนในพื้นที่แสดงความเห็นได้มากขึ้น เยาวชนในพื้นที่ได้รับอนุญาตให้รวมตัวกันทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเสนอความต้องการให้กับรัฐแต่ความต้องการของพวกเขาก็ยังคงถูกเมินเฉย อย่างไรก็ดีก็มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ที่มีกิจกรรมของเยาวชนมากขึ้น เช่น กลุ่ม Permas, DreamSouth และ SUPSPT เป็นต้น

Akkanut มองว่า การเคลื่อนไหวของนักศึกษานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 จนถึงปัจจุบันยังคงมีการขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา และเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป เขามองว่า Permas มีความใกล้ชิดกับขบวนการฯ ส่วน DreamSouth ได้รับการสนับสนุน ศอ.บต. และ SUPSPT ก็ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหารและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่ไม่ว่าใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน หากการเคลื่อนไหวยังคงไม่ใช้ความรุนแรง เขาก็เห็นด้วยและพร้อมที่จะสนับสนุน

o

การแต่งกายของนักเคลื่อนไหวผู้หญิงชายแดนใต้

งานเขียนชิ้นต่อมาThanyatorn Saipanya จากศูนย์ข่าวสารสันติภาพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นำเสนอเรื่อง “สวยอย่างเหมาะสมได้อย่างไร : ความเข้าใจ และการปฏิบัติในเรื่องการแต่งกายของนักเคลื่อนไหวผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทกับการแต่งกายของกลุ่มตัวอย่างนักเคลื่อนไหวผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้

โดยมองว่าในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในสามจังหวัดชายแดนใต้นี้ทำให้ผู้ชายออกมาเคลื่อนไหวลำบาก จนผู้หญิงต้องออกมาเคลื่อนไหว หากแต่ผู้หญิงมีข้อจำกัดตามหลักการศาสนา เช่น ไม่สามารถเปิดเผยร่างกาย และข้อจำกัดในการออกไปทำงานนอกบ้าน ฯลฯดังนั้นผู้หญิงจะต้องแต่งกายให้เหมาะสมในการที่จะออกไปทำงานนอกบ้าน

Thanyatorn กล่าวว่า บทบาทหลักๆ ของผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือ 1.การเยียวยา 2.การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และ 3.เป็นผู้ประสานระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนรากหญ้า ส่วนการแต่งกายสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ1.สวมฮิญาบสีสัน เล็ก และรัด ซึ่งผู้นำเสนอมองว่าไม่เหมาะสม 2.การแต่งกายที่หลวม ใส่สีที่ไม่ดึงดูด ผ้าคลุมที่ปกปิด ผู้นำเสนอมองว่ามีความเหมาะสม และ 3.ปิดหน้า ผู้นำเสนอมองว่าเคร่งครัดในหลักการศาสนา

Thanyatorn  กล่าวเพิ่มเติมว่า การแต่งกายของผู้หญิงในพื้นที่ความขัดแย้ง นอกจากความเหมาะสมแล้ว ยังต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ความขัดแย้ง เช่น การปิดหน้าที่ทำให้เกิดความสงสัยก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นการแต่งกายแบบเรียบร้อยทั่วไปหรือเปลี่ยนมาใช้ชุดที่มีสีสว่างขึ้น

ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้สะท้อนถึงเกณฑ์ตัดสินความเหมาะสม โดยผู้นำเสนอสะท้อนกลับว่าเป็นผลจากเพียงแค่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งไม่สามารถตัดสินทั้งหมดได้

 

การเข้ารับอิสลามของเยาวชนชาติพันธุ์อาข่า

งานวิจัยชิ้นสุดท้าย นำเสนอโดย Samak Kosem จากศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนองานวิจัย เรื่องการเปลี่ยนศาสนาและความขัดแย้งภายในของเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ต่อกระบวนการทำให้กลายเป็นมุสลิม

งานชิ้นนี้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของขบวนการเผยแพร่อิสลามในหมู่บ้านเวียงโมก ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอาข่า โดยมีมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นไปจัดค่ายอบรมภาคฤดูร้อนและให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการอิสลาม ประวัติศาสตร์อิสลาม ฯลฯ จนทำให้เยาวชนและสมาชิกในครอบครัวที่นี้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม มิติในการมองพื้นที่ต่อประเด็นนี้ ประกอบด้วย 3 มุมมอง 1.การปฏิบัติตามหลักการศาสนา 2.การขยายความเป็นอุมมะฮฺ(ประชาชาติอิสลาม) และ 3.การเป็นชนเผ่า

 

ความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับอัตลักษณ์

Samak กล่าวว่า กระบวนการทำให้เป็นมุสลิมในพื้นที่นี้จึงอยู่บนฐานของอิสลามและอัตลักษณ์ของชนเผ่านั้นเอง อย่างไรก็ดีก็เกิดการตั้งคำถามระหว่างอิสลามกับความเป็นเผ่าพันธุ์หรืออัตลักษณ์ว่า จะไปด้วยกันได้อย่างไร ในที่นี้จะเห็นภาพการดำเนินไปด้วยกันระหว่างศาสนาและอัตลักษณ์จนเกิดภาพชนเผ่าแต่งกายด้วยชุดแบบดั้งเดิม แต่มีการสวมฮิญาบ(ผ้าคลุมศีรษะ)หรือยังมีการร้องเพลงพื้นถิ่นอยู่แม้จะเปลี่ยนมานับถืออิสลามแล้วก็ตาม

Samak กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันผลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามกับคนที่ไม่เปลี่ยน ตัวอย่างเช่นเกิดการล้อเลียนคนที่สวมฮิญาบ และการชุมนุมประท้วงจากคนที่ไม่ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเพื่อต่อต้านการสร้างมัสยิด ซึ่งSamak ได้ตั้งคำถามก่อนจบการนำเสนอของเขาว่า พหุวัฒนธรรมมีจริงหรือ?

ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี ผู้ทำหน้าที่วิพากษ์อธิบายเสริมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับอัตลักษณ์มีอยู่ 2 แบบ คือ ความเป็นอิสลามที่ดูดซับอัตลักษณ์ไว้ กับความเป็นอิสลามที่อยู่ด้วยกันกับอัตลักษณ์ ตัวอย่างมัสยิดที่ประเทศจีนที่มีรูปทรงแบบศาลเจ้าแต่มีการเสริมข้อความตัวอักษรภาษาอาหรับในแบบจีนเข้าไป

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความทรงจำที่หลากหลาย-ต้องเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกัน : บทเรียนสันติภาพ CCPP2014

“สันติภาพที่สัมผัสได้” ปาตานีในเรื่องเล่าของผู้มาเยือน

ความท้าทายของ “เมียนมาร์และบังซาโมโร” : ถอดบทเรียนสันติภาพ CCPP2014

“หลากหลายข้อเสนอ เดินหน้าการพูดคุยสันติภาพ” เสียงจากเวทีปิดท้ายงาน CCPP ชายแดนใต้/ปาตานีในสถานการณ์ใหม่

Jacke Lynch : ‘วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ’ คือการปฏิรูปการนำเสนอข่าวของทั่วโลก

เหตุใดยังใช้ความรุนแรง? คำถามของ ศ.ดร.Stein Tønnesson ในงานCCPP

“ไม่สามารถแยกการสื่อสารออกจากสันติภาพได้” ปาฐกถาพิเศษของ Sanjana Hattotuwa 

เริ่มแล้วประชุมนานาชาติ CCPP สัมผัสองค์ปาฐกชื่อดัง ‘สันติภาพกับการสื่อสาร’