เปิดเวทีวิพากษ์ “มุสลิมศึกษา-อิสลามศึกษากับสังคมศาสตร์” ทบทวนข้อเสนอสู่ชายแดนใต้

 

เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดการเสวนาทางวิชาการระดับชาติ เรื่อง “ทบทวนข้อเสนอมุสลิมศึกษากับสังคมศาสตร์: การเมืองและวัฒนธรรม” มีการเสวนาเรื่อง วิพากษ์ “มุสลิมศึกษา-อิสลามศึกษา” และข้อเสนอการวิจัยในสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรม โดยมี ผศ.ดร.ชัยรัตน์ ศิริพัธนะ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา โดยประเด็นสำคัญๆ ที่วิทยากรพูดได้นำเสนอบนเวทีเสวนาล้วนเป็นการสะท้อนการมองปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอบคุณภาพจาก Photoandvideo Clm WU

 

อิลยาส หญ้าปรัง วิพากษ์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เรื่องมุสลิมศึกษา

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พูดถึงบทความของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เรื่อง มุสลิมศึกษา: สังคมศาสตร์ทวนกระแส และ “ความเป็นอื่น” ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2541 ว่ามีปัญหาส่วนหนึ่งอาจเพราะอาจารย์ชัยวัฒน์ ยังไม่เห็นผลผลิตของสถาบันทางการศึกษาในโลกอิสลามที่พยายามจะบูรณาการระหว่างสังคมศาสตร์สมัยใหม่กับอิสลามศึกษาในเวลานั้น ดังนั้นข้อเสนอของอาจารย์ชัยวัฒน์ที่บอกว่ามุสลิมศึกษากับอิสลามศึกษา เป็นกิจกรรมทางวิชาการสองชนิดที่แตกต่างไปจากกัน มุสลิมศึกษาควรไปอยู่ในแนวทางสังคมศาสตร์ทวนกระแสนั้นไม่สะท้อนภาพความเป็นจริง

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาสได้กล่าวถึงตัวอย่างเรื่องการศึกษาสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีงานศึกษามาแล้วกว่าสามพันชิ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาที่ใช้มุมมองของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ ไม่ได้ใช้ข้อถกเถียงที่อยู่ในสังคมมุสลิมมาใช้ในการถกเถียง เช่น การศึกษาเรื่องปัญหาความไม่สงบ ข้อเสนอส่วนใหญ่ยังไม่พบข้อเสนอที่เป็นข้อถกเถียงภายในที่มาจากอิสลามหรือมุสลิมเอง

จากคำถามที่ว่าทำไมถึงเกิดความตกต่ำขึ้นในสังคมมุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้? ทำไมจึงเกิดสงคราม? สังคมศาสตร์สมัยใหม่อาจจะบอกว่าเกิดจากประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความทุกข์ทนทรมาน มีการกดทับ มีการละเลยจากรัฐ มีการต่อสู้ แต่ถ้าหากเอาแนวคิดจากข้อถกเถียงในสังคมมุสลิมเอง จะพบว่ามีแนวคิดในเรื่องขบวนการฟื้นฟูอิสลาม จะพบว่าสังคมมุสลิมที่ตกต่ำในประวัติศาสตร์ของอิสลามเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การทำตามแบบอย่างโดยไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์จากอุมมะฮฺ หรือประชาชาติอิสลามได้หันเหออกจากแนวทางของอิสลามที่แท้จริง การเกิดผู้ที่จะมาฟื้นฟูอิสลามให้เกิดขึ้นมาใหม่ แสดงให้เห็นว่าแนวคิดในอิสลามที่มีพลวัตที่ใช้ข้อถกเถียงในอิสลามมาถกเถียงในสังคมมุสลิมเอง ไม่ได้ใช้แนวคิดทางสังคมศาสตร์สมัยใหม่

ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส กล่าวว่าตัวอย่างจากงานของอาลาตัสทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นก็คือ การอธิบายในช่วงของคอลีฟะห์อัรรอชิดีนหรือคอลีฟะห์ 4 ท่านหลังจากที่ท่านนบีได้เสียชีวิต อิบนูคอลดูนอธิบายว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรียกว่าเป็นมโนทัศน์ของคิลาฟะห์ ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างหนึ่งของระบบคิลาฟะห์ และหลังจากระบบคิลาฟะห์สิ้นสุดลง ระบบอิสลามค่อยๆ ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบกษัตริย์ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ยุคของอูมัยยะห์เป็นต้นไป ซึ่งทั้งสองระบบมีความแตกต่างกัน

กล่าวคือระบบกษัตริย์มีการบังคับให้ผู้คนปฏิบัติตามผู้นำ ในขณะที่ระบบคิลาฟะห์ผู้นำแค่ชี้ทางให้ประชาชนเท่านั้น แต่เมื่อมาดูงานของแม็ก เวเบอร์ ที่ได้อธิบายสถาบันทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวปรากฎว่าเวเบอร์มีการเข้าใจผิดถึงความสัมพันธุ์ระหว่างผู้นำกับประชาชน ข้อถกเถียงก็คือว่า การจะทำความเข้าใจสังคมมุสลิมนั้นมิอาจที่จะละเลยมุมมองที่มาจากอิสลาม

ศึกษามุสลิมโดยปราศจากฐานของอิสลามศึกษาได้หรือ

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พยายามทบทวนข้อเสนอของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และไปค้นหาว่ามีช่องว่างหรือไม่แล้วหยิบงานที่ศึกษามุสลิมโดยนักวิชาการที่ไม่ใช่มุสลิมว่ามีช่องโหว่อย่างไร ศ.ดร.ชัยวัฒน์ เสนอว่าในการศึกษาอิสลามศึกษาควรแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์

อาจารย์ซากีย์มองว่าสิ่งหนึ่งในขนบของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้อนุญาตให้มีการโต้เถียงใช่หรือไม่ เชื่อในพื้นฐานของพระเจ้า มีการถกเถียง ในตำแหน่งแห่งที่ของพระเจ้า ถกเถียงบนฐานของความศักดิ์สิทธิ์ อย่างเช่น เมื่อชัยคฺ ดร.ยูซุฟ กอรฎอวียฺ ฟัตวาเรื่องดอกเบี้ยในยุโรป ในกรณีบ้านที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยสี่ การซื้อบ้านจึงเข้าไปอยู่ในระบบดอกเบี้ยได้เพราะจำเป็น อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการถกเถียงบนฐานของความศักดิ์สิทธิ์เมื่อในกรุอ่านห้ามถึงเรื่องของดอกเบี้ย

อาจารย์ซากีย์มองว่างานของอาจารย์ชัยวัฒน์อาจมองต่างไป หากแต่งานชิ้นนี้มีคุณูปการในการก่อให้เกิดมุสลิมศึกษา เพื่อศึกษามุสลิมในบริบทที่ต่างกัน ปัญหาคือจะศึกษามุสลิมโดยปราศจากฐานของอิสลามศึกษาได้หรือ มีตัวอย่างงานวิจัยที่ออกมา เช่น ในเรื่องสวยอย่างไรให้เหมาะสม ความคิดและทัศนคติของผู้หญิงมุสลิมในภาคประชาสังคมภาคใต้มีส่วนที่ระบุถึงการปิดหน้าโดยระบุถึงเพียงคำพูดของการสัมภาษณ์โดยปราศจากการอธิบายเพิ่มเติมถ้าผู้อ่านไม่ใช่มุสลิมอาจจะไม่เข้าใจ

อาจารย์ซากีย์กล่าวถึงพื้นที่ว่า สิ่งที่เป็นพื้นบ้านหายไปเพราะกลุ่มดะวะหฺตับลิฆเข้ามาในพื้นที่ สำหรับอีกฝ่ายมองว่าไม่ได้ห้ามเพียงแต่บอกว่าไม่สมควรทำ ระบุเพียงเท่านี้ โดยไม่ได้ให้การอธิบายที่ชัดเจน ฉะนั้นการเผชิญกับข้อมูลที่ถกเถียงของมุสลิมโดยไม่มีฐานอิสลาม จะเผชิญกับการตอบคำถามข้อมูลตรงนี้อย่างไร ข้อเสนอสุดท้าย คือ ก่อนที่จะไปสู่มุสลิมศึกษาเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีอิสลามศึกษาสำหรับสังคมวิทยา ให้มีความเข้าใจในอิสลามในการศึกษาไปด้วยพร้อมๆกัน

ปัญหาการศึกษาสังคมศาสตร์ด้วยอิสลามศึกษา

อันวาร์ กอมะ นักวิจัยประจำศูนย์เอเชียศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พยายามชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญของการศึกษาอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาในไทย งานของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ ศ.ดร.ฏอริค รอมฎอน ว่ามีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน และบางจุดที่คล้ายกัน ซึ่งจะสามารถคลี่และขยายในการทำความเข้าใจสังคมมุสลิม ความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามศึกษากับมุสลิมศึกษา ทบทวนความเหมือนความต่าง ในองค์ความรู้อิสลามว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง

ข้อเสนอของ ศ.ดร.ฏอริก รอมฎอน ที่เสนอให้ความสำคัญกับนักวิชาการตัวบทและบริบท กรอบการศึกษาที่อยู่ภายใต้อิสลาม ในยุโรปจะอยู่ภายในอิสลามศึกษา หลักสูตรในตะวันตกนั้น อิสลามศึกษาได้ศึกษาคนหรือสังคม มากกว่าการศึกษาในประเด็นศักดิ์สิทธิ์ มีส่วนที่คร่อมกันระหว่างอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาแยกจากกันไม่ออก

อันวาร์มองความศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ว่าอยู่ที่ความเข้าใจว่าอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้และสิ่งไหนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ องค์ความรู้อิสลามได้แบ่งแยกไว้แล้วในตัวเองระดับหนึ่ง ดังเช่นที่อิบนุคอลดูน ระบุถึงทฤษฎีหรือองค์ความรู้ที่มาจากอัลกุรอ่านที่รวมไปถึงประวัติศาสตร์และการใช้ชีวิตของมุสลิมไปพร้อมๆ กัน หากแต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า อุลามาอฺหรือโต๊ะครูพูดอะไรหรือตัดสินอะไรแล้วจะเป็นตัวแทนของมุสลิมทั้งหมดหรือไม่?

อันวาร์สรุปว่าการศึกษาสังคมศาสตร์ที่เมื่อไหร่ไปแตะสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ หรือที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ในอิสลามก็จะเกิดปัญหา การศึกษาสังคมศาสตร์แบบอิสลามจึงควรอยู่ในกรอบมูอาวาละหฺ อิสลามศึกษาเชื่อว่าอิสลามสมบูรณ์แล้ว การมาศึกษาอิสลามด้วยสังคมศาสตร์จึงมีปัญหา ว่าจะอธิบายภายใต้กรอบไหน การเข้าใจองค์ความรู้ที่มีความหลากหลายจะนำไปสู่ปัญหาที่จะเกิดสู่การตัดสินบิดอะหฺหรือชีริกหรือไม่

อิสลามศึกษากับวรรณกรรม

ผศ. สุรัยยา สุไลมาน อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงการโยงวรรณกรรมให้เข้าสู่สังคมมากขึ้น ทำให้ทฤษฎีเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเช่นกันเพื่อทำความเข้าใจตัวบทของวรรณกรรม ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ผศ.สุรัยยา กล่าวว่าในแง่ของมุสลิมศึกษาในงานวรรณกรรมที่เกี่ยวกับมุสลิม สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือจะต้องเอามุมมองของมุสลิมหรือมุมมองของอิสลามเข้าไปศึกษาตัวงานเช่นกัน ซึ่งก็จะได้อีกมุมมองหนึ่งที่อาจจะแตกต่างจากสิ่งที่ได้จากงานวรรณกรรมกระแสหลักโดยทั่วๆ ไป

ผศ. สุรัยยา กล่าวถึงงานวรรณกรรมเรื่อง เดอะ ดีไวน์ คอมเมดี ของดังเต ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นวรรณกรรมเอกของโลกเรื่องหนึ่ง เมื่ออ่านโดยใช้มุมมองแบบมุสลิมหรือแบบอิสลามเข้าไปจับ จะพบสิ่งที่แตกต่างไปจากคนทั่วๆ ไปที่อาจจะมองว่างานนี้เป็นงานที่เสนอแนวคิดของคริสต์ศาสนาในยุคกลาง แต่ถ้ามีความรู้หรือมีความสนใจในเชิงศาสนาเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่างานชิ้นนี้สะท้อนลักษณะร่วมของมนุษย์อย่างหนึ่งในเรื่องของความคิดหรือขนบการเดินทางหลังความตายของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกศาสนามีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งเคยมีงานเปรียบเทียบระหว่างงานชิ้นนี้กับการอิสเราะมิอฺเราะ(การเดินทางขึ้นสู่ฟ้าของท่านนบี) และข้ามาลัยคำหลวง ซึ่งเค้าโครงของทั้งสามเรื่องมีความคล้ายคลึงกัน

ผศ. สุรัยยา กล่าวว่าในแง่ของมุสลิม ความเป็นสากลของอิสลามที่วิทยากรหลายๆ ท่านได้พูดถึง จึงถูกส่งลงมาเพื่อมวลมนุษยชาติ และไม่สามารถแยกตัวของเราเองในฐานะที่เป็นมุสลิมให้ออกจากเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ได้ เพราะเราทุกคนเชื่อว่าถูกสร้างมาจากพระเจ้าเช่นเดียวกัน