ชมของจริง“สันติ(ที่ทำให้มองเห็น)ภาพ” ได้ทาง“ทีวีชุมชน” ช่องทางสื่อสารใหม่ที่ชาวบ้านทำเองได้

 

“ทีวีชุมชน” ช่องทางใหม่ของการสื่อสารยุคดิจิตอลที่ชุมชนทำเองได้ แค่มีใจและอยากทำจริง ไม่ใช่แค่นั่งดู ฟังตัวอย่างจาก “พะเยาทีวีชุมชน-สามเณรชาแนล-สื่อสร้างสุข อุบลราชธานี” ที่มุ่งนำเสนอเรื่องราวจากชุมชนที่สื่อกระแสหลักไม่ทำหรือทำไม่ถึงใจคนชุมชน ไทยพีบีเอสกระตุ้นภาคประชาสังคมชายแดนใต้ลุกขึ้นทำสื่อทีวี เพื่อสื่อสารเรื่องราวของตัวเอง เผยสังคมส่วนใหญ่อยากรู้อีกหลายเรื่อง แต่ติดปัญหารัฐยังไม่นโยบายชัดเจน ยังไม่มีโครงข่ายออกอากาศ

แม้ขณะนี้สถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.สั่งปิด สามารถทยอยออกอากาศได้ตามปกติแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายต่อหลายแห่งที่ยังไม่สามารถเปิดได้อีกครั้งด้วยเงื่อนไขต่างๆ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ถือได้ว่าเป็น “สนามสันติภาพ” เพราะเป็นทั้งช่องทางสื่อสารช่องหนึ่งที่สามารถพูดถึงปัญหาและการแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวเองได้ หรือเรื่องอื่นๆ ทั้งอัตลักษณ์ ภาษา วิถีชีวิต วัฒนธรรม ทำให้เสียงของพวกเขาไม่ถูกกดให้ต่ำลงไปอยู่ใต้ระดับดิน?

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้บางแห่งเริ่มมองปรับตัวและมองหาช่องทางการสื่อสารอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งท่ามกลางวิกฤติก็ยังมีโอกาสที่ชุมชนจะมีสื่ออีกประเภทหนึ่งเป็นของตัวเองได้อีกอย่างไม่ยากเย็นมากนัก เพราะนับตั้งแต่ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) มีแผนการเปลี่ยนผ่านโทรทัศน์ระบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล และมีแผนการกระจายการถือครองคลื่นความถี่ให้กับภาคชุมชน เป็นโอกาสที่ชุมชนจะสามารถเข้ามาใช้คลื่นความถี่ เพื่อการสื่อสารในชุมชน หรือที่เรียกว่า “ทีวีชุมชน” ได้

การเกิดทีวีชุมชนในยุคทีวีดิจิตอลจะทำให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถนำเสนอข่าวสาร กิจกรรมและสาระความรู้ที่เห็นทั้งภาพและเสียงที่ผลิตโดยคนในชุมชนเอง ซึ่งเนื้อหาบางเรื่องสามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้อีกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือทางทีวีระดับชาติหยิบไปนำเสนอต่อ

ในช่วงที่ผ่านมา ในระดับประเทศมีการพูดคุยแนวคิดการทำทีวีชุมชนไปพอสมควร ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาและสื่อในท้องถิ่นพอสมควร ขณะที่บางแห่งได้ทดลองลงมือทำไปแล้ว เช่น พะเยาทีวีชุมชน จ.พะเยา, สามเณรชาแนล จ.เชียงราย และสื่อสร้างสุข อุบลราชธานี ซึ่งหนึ่งในนั้นจะมานำเสนอในงานวันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 นี้ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีด้วย

 

พะเยาทีวีชุมชน

นายชัยวัฒน์ จันธิมา ทีมก่อตั้ง “พะเยาทีวีชุมชน” จ.พะเยา ซึ่งก่อตั้งมาได้ 2 ปีแล้ว เล่าว่า พะเยาทีวีชุมชนเริ่มมาจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีประสบการณ์ด้านสื่อมารวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มที่ชื่อว่า “สถาบันปวงผญาพยาว” โดยมีบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษา

ชัยวัฒน์ จันธิมา

โดยการดำเนินงานและขับเคลื่อนของพะเยาทีวีชุมชน จะเน้นเป็นประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า “การสร้างพื้นที่การสื่อสารสาธารณะชุมชน” ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอก็จะมาจากกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นด้วย เช่น การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เวทีระดมสมอง การสร้างฉันทามติในประเด็นสำคัญๆ ของท้องถิ่น พร้อมกับเชื่อมโยงเนื้อหาไปยังสื่อใหญ่ระดับชาติมานำเสนอด้วย หรือมีการบันทึกเทปรายการเพื่อเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ต่อ

นายชัยวัฒน์ บอกว่า กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ก็เพื่อให้คนในชุมชนได้คุ้นชินกับกระบวนการทำงานของสื่อโทรทัศน์ไปด้วย

เนื้อหาสาระหลักๆ ที่นำเสนอทางพะเยาทีวีชุมชน ได้แก่ 1.เนื้อหาเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรม คุณค่าทางอัตลักษณ์ 2.จัดเวทีสาธารณะเปิดเสวนาในชุมชน การสนทนาเรื่องอนาคตหรือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น และ 3.เนื้อหาสาระทางวิชาการบ้าง

เขาบอกว่า องค์ประกอบของทีวีชุมชนก็มีความชัดเจนในความหมายอยู่แล้ว คือมีคำว่า “ทีวี” กับ “ชุมชน” โดย “ชุมชน” เป็นเจ้าของสาร เจ้าของเนื้อหา เจ้าของประเด็น ส่วน “ทีวี” เป็นช่องทางหรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งทีวีส่วนใหญ่ชุมชนไม่ได้รับโอกาสที่จะออกสื่อแต่เป็นได้แค่ผู้ชมเท่านั้นเอง

“ทีวี เป็นพื้นที่สื่อที่เข้าถึงคนในชุมชนชนบทได้ทุกๆ เพราะมีทีวีกันเกือบทุกครัวเรือน จึงเป็นสื่อที่เข้าถึงได้มากกว่าวิทยุหรือหนังสือพิมพ์ เราอยากทำทีวีชุมชนเพราะต้องการมีช่องทางการสื่อสารของตัวเอง” นายชัยวัฒน์ กล่าวพร้อมพูดถึงเป้าหมายที่อยากเห็นก็คือ

“อยากมีพื้นที่สำหรับการสื่อสารภายในชุมชน เป็นการจัดระบบภายในชุมชนของเรา อยากให้คนในชุมชนได้เกิดความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน”

แต่การดำเนินการก็ย่อมมีอุปสรรคอยู่ด้วย ซึ่งนายชัยวัฒน์ บอกว่า มี 4 อย่าง ได้แก่ 1.ปัญหาคนทำงานไม่ต่อเนื่อง เพราะนักศึกษาที่มาฝึกงานไม่ได้มาทำงานประจำ 2.อุปกรณ์ในการทำงานและงบประมาณที่ไม่เพียงพอในการผลิตสื่อต่างๆ 3.บางพื้นที่ไม่มีสัญณาณ จึงไม่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้ 4.ตั้งมาแล้ว 2 ปี แต่มีช่องสัญญาณแคบมาก

 

สามเณรชาแนล

พระอธิการสมชาติ  ฐิติปญโญ ผู้บริหาร “สามเณรชาแนล” อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย  เล่าความเป็นมาของสามเณรชาแนลว่า ปกติจะสอนเรื่องศาสนาและบรรณยายธรรม แต่ไม่ได้ใช้สื่อเพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจ และจึงเริ่มก่อตั้งสามเณรชาแนลขึ้นมาโดยทำเป็นวิทยุก่อนแต่ด้วยข้อจำกัดคือไม่สามารถสื่อสารด้วยภาพได้ จึงเริ่มมีแนวคิดที่จะตั้งทีวีเพื่อสื่อทั้งภาพและเสียงไปพร้อมกัน เริ่มจากผลิตสื่อวีดีโอแล้วฉายให้กับเณรหรือผู้ที่สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องศาสนา

พระอธิการสมชาติ  ฐิติปญโญ 

ช่วงแรกทดลองทำสารคดีก่อน โดยสอนเณรผลิตวีดีโอเอง ตัดต่อเอง ทำเองหมดทุกอย่าง จากนั้นทำโครงการเดินสายฉายสื่อ บรรณยายธรรมแบบดีลีเวอรี่ไปตามสถานที่ต่างๆ โดยมีรถดุ๊กดิ๊ก (รถอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆ) ไปด้วยตลอด เดินสายตามงานต่างๆ ที่ผ่านมาเคยทำสื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ แต่ชุมชนเข้าไม่ถึงเว็บไซต์จึงเปลี่ยนเป็นเดินสายฉายสื่ออย่างที่เป็นในปัจจุบัน

พระอธิการสมชาติ ปัญหาและอุปสรรคส่วนใหญ่ เกี่ยวกับการทำซอฟแวร์เพราะไม่มีเวลาทำเท่าไหร่ และเณรแต่ละรุ่นก็จะมีความสามารถไม่เหมือนกัน คนเก่งๆ ก็เรียนจบแล้วบ้าง มีบางส่วนที่กำลังฝึกและเป็นเด็กใหม่ทำให้ผลงานบางชิ้นออกไม่ค่อยดีนัก

พระอธิการสมชาติ บอกว่า ทีวีชุมชนมีส่วนช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไรนั้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดเชียงรายไม่ได้รุนแรงเหมือนกับใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บทบาทด้านนี้จึงไม่ชัดเจนมาก แต่การที่เราผลิตสื่อเพื่อให้คนเข้าถึงธรรมมะ ทำตามหลักคำสอนทางศาสนาก็เชื่อว่าความขัดแย้งจะแก้ไขได้ ไม่ว่าศาสนาใด เพราะทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี

“สังคมปัจจุบันมีการบริโภคสื่อเยอะ แต่ขาดการควบคุม เพราะฉะนั้นใครจะมาควบคุมนอกจากตัวเราเอง เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ควรจะบริโภคสื่อด้วยปัญหา  จึงจัดตั้งสามเณรชาแนลขึ้นมา เพื่อทำการสื่อสารภายในชุมชน และเผยแผ่หลักธรรมทางพุทธศาสนา”

 

สื่อสร้างสุข อุบลราชธานี

นายนพรท พันธุ์เพ็ง ประธานมูลนิธิสื่อสร้างสุข อุบลราชธานี เล่าถึงความเป็นมาของทีวีชุมชนสื่อสร้างสุข อุบลราชธานี ว่า สื่อสร้างสุข หรือเรียกว่า สสส.อุบลราชธานี เกิดขึ้นโดยนายสุชัย เจริญมุขยนันท์ เลขาธิการสื่อสร้างสุขคนปัจจุบันเป็นผู้ริเริ่ม โดยรวมกลุ่มผลิตสื่อมัลติมีเดีย หรือสื่อหลากหลายรูปแบบเมื่อ 2 ปีก่อน โดยหวังที่จะให้เกิดการสร้างสุขให้กับคนในชุมชนโดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร

นพรท พันธุ์เพ็ง (ขวา)

สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ผลิตสื่อหลายรูปแบบ เช่น รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์เผยแพร่ผ่านช่องทางทีวีชาแนล ทีวีออนไลน์ และเคเบิ้ลทีวี สื่อสร้างสุขยังรับฝึกอมรบเพื่อการเรียนรู้และฝึกอบรมเพื่อผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ และรับผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ เป็นสถาบันฝึกอบรมและผลิตสื่อทุกประเภทด้วยคุณภาพและคุณธรรม

นายนพรท บอกว่า สื่อสร้างสุขอุบลราชธานีมุ่งเน้นการผลิตนักสื่อสารที่มาจากนักศึกษาเข้ามาฝึกงานหรือเป็นจิตอาสา สำหรับนักศึกษาที่สนใจสามารถเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานด้านสื่อเพื่อรับใช้ประชาชนต่อไป ในการรับสมัครนักศึกษานั้นจะต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้แล้ว โดยมุ่งหวังที่จะให้นักศึกษาใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเข็มแข็งให้แก่คนในชุมชนท้องถิ่น

เนื้อหาสารที่นำเสนอส่วนใหญ่เป็นปัญหาของคนในพื้นที่มากกว่า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันคนในพื้นที่กำลังประสบกับเหตุการณ์อะไรบ้าง เช่น ปัญหาการปราบปรามทุจริต ปัญหาการคอรัปชั่น ปัญหาที่ดิน ปัญหาน้ำท่วมที่ประชาชนไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ  ปัญหาโรงงานปล่อยน้ำเสีย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวบ้าน จึงเกิดความขัดแย้งในพื้นที่  การสื่อสารหรือการข้าถึงประชาชนทำให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไข

“อุปสรรคในการดำเนินงานมีมาก แต่อย่างแรกใจเราต้องมาก่อน ถ้าเรามีใจอะไรๆ ก็จะง่ายเอง ต่อให้มีเครื่องมือต่างๆ แต่ยังไม่มีใจก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ความยากง่ายหรือเทคนิคการทำงานก็จะตามมาเอง ลองผิดผิดลองถูกบ้างเป็นธรรมดา เราต้องเป็นตัวอย่างให้ชุมชนและประชาชน เพราะประชาชนเป็นส่วนที่สำคัญมาก เราจะต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ การร่วมมือจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน” นายนพรท กล่าว

“ที่ผ่านมา ผลการตอบรับเป็นที่พอใจมากสำหรับประชาชน แต่เรทติ้งไม่ค่อยดีเท่ากับรายการวิทยุ เพราะทีวีของเราจะเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนมาก ทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าไม่ถึงตรงนี้ได้” นายนพรท กล่าว

 

ระดับนโยบายยังไม่ชัดเจน

นายสมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ Thai PBS ในฐานะที่มีส่วนสนับสนุนการเกิดขึ้นของทีวีชุมชน กล่าว่า ปัจจุบันการตั้งที่วีชุมชนตั้งได้ง่าย ใครก็สามารถทำได้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องโครงข่ายในการออกอากาศอยู่ แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีโครงข่ายที่ทำให้ทีวีชุมชนออกอากาศได้กว้างมากขึ้น

สำหรับแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาทีวีชุมชนมีอยู่ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ระดับพื้นที่เครือข่าย/ประชาชน ซึ่งแต่ละเครือข่ายมีแผนที่ชัดเจนมากที่มานำเสนอต่อ Thai PBS ให้ไปช่วย เป็นแผนที่สามารถทำได้จริง เพราะเป็นความต้องการของคนในพื้นที่ที่อยากจะพัฒนาศักยภาพ

“เราจะเห็นได้ว่า ศักยภาพของแต่ละเครือข่ายมีหลายระดับมาก จากระดับนักข่าวพลเมืองไปจนถึงเป็นผู้ผลิตรายการ ซึ่งจะต้องใช้ทักษะขั้นสูงขึ้น การผลิตสื่อสอดคล้องกับประเด็นหรือวาระที่พื้นที่ที่จะสื่อสาร”

2.ระดับชาติหรือระดับภาค ทาง Thai PBS รองรับในส่วนนี้ได้ เพียงแต่เราต้องมีกระบวนการในการช่วยพัฒนาตัวคุณภาพงานและอาจจะออกแบบให้สอดคล้องกับวาระของแต่ละเครือข่ายในพื้นที่

3.ระดับนโยบาย เรายังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับทีวีชุมชนและยังมองไม่เห็นในเชิงนโยบายชัดๆว่า จะหนุนเสริมผู้ที่สนใจเป็นสื่อทีวีชุมชนและทำงานอย่างเต็มศักยภาพได้อย่างไร

 

“ชุมชนต้องเชื่อว่าทำได้จริง”

“คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าชุมชนทำสื่อได้ เราต้องทำให้เชื่อว่าชุมชนสามารถทำได้ อาจจะต้องใช้ระยะเวลาหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะชุมชนคือพื้นที่หนึ่งที่สามารถผลิตรายการได้ การทำทวีชุมชน อยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าเราคิดว่าทำได้ เราก็จะทำได้ อย่างเช่น เครือข่ายสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพในการออกเสียง ถ้าจะทำทีวีชุมชนก็ทำได้” นายสมเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหลายเรื่องที่สามารถนำเสนอได้ผ่านทีวีชุมชน คนนอกพื้นที่อยากเห็นหลายอย่างที่คนในพื้นที่สื่อสารออกมา เช่น การเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ซึ่งคนในพื้นที่เศร้าใจเรื่องชื่อหมู่บ้านของตัวเองที่รัฐเขียนมาให้ พอได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านทุกคนต่างดีใจมาก ซึ่งคนนอกไม่เข้าใจว่าจะอะไรกันนักหนากับแค่ชื่อหมู่บ้าน แต่ความจริงมันไม่ใช่แค่ชื่อแต่เป็นอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่

“ถ้าได้เผยแพร่หรือออกสื่อแบบ นี้ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีเพื่อนในสังคมที่หลากหลายมาก ไม่ใช่เฉพาะคนที่แต่งตัวเหมือนเรา คิดเหมือนเรา แต่ยังมีคนที่มีชีวิตที่แตกต่าง สังคมที่แตกต่างกับตัวเรา ถ้าเราเข้ากันได้และเข้าใจกันเราจะอยู่อย่างสันติได้ ที่ผ่านมาเราคิดว่าทุกคนต้องเหมือนเรา ปฏิบัติเหมือนเรา ซึ่งการสื่อสารตรงนี้จะช่วยเราได้มาก” นายสมเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า เมื่อมีทีวีชุมชน ชุมชนต้องยอมรับ เพราะมันไม่ใช่แค่ทีวี แต่มันสามารถอธิบายให้เห็นว่าเขามีตัวตนในสังคม เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นคนในทีวีจำนวนหนึ่งเท่านั้น ส่วนคนในชุมชนเป็นแค่คนดูเฉยๆ แต่เมื่อไหร่ที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของสื่อ ซึ่งสื่อก็คือเป็นพื้นที่ในสังคม การที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสื่อก็บ่งบอกว่าเรามีตัวตนในสังคม

แม้อนาคตของวิทยุชุมชนในชายแดนใต้ในการสร้างและรักษาบทบาทการเป็นสนามสันติภาพอาจจะหดแคบลง แต่การเกิดขึ้นของทีวีชุมชนในยุคดิจิตอล อาจกลายเป็นสนามสันติภาพเพิ่มขึ้นมาอีกสนามที่น่าจะคึกคักมากขึ้น และอาจมองเห็นภาพสันติภาพ ในระดับ High-Definition (HD) ก็เป็นได้