“อาซูรอสามัคคี” อีกหนึ่งวิถีนักศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ ที่ก่อร่างสร้างทางสู่ความสมานฉันท์

สถาบันสันติฯ ม.อ.หาดใหญ่ ร่วมจัดกวนขนมอาซูรอสามัคคี พร้อมเปิดวงเสวนากวนอาซูรอสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร นพ.มูฮัมหมัดฟาห์มี ชี้ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นต้องเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่างเพื่อความเข้าใจกัน ส่วนอิมรอน ซาเหาะ ระบุอาซูรอเกิดได้ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันเพราะทำคนเดียวไม่ได้ ย้ำแนวทางที่แตกต่างไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน นั่นคือภาพเสมือนของสันติภาพในอุดมคติ

ที่ลานอาคารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา เหล่านักศึกษาจากหลากหลายคณะ รวมทั้งอาจารย์บางส่วน เพื่อร่วมกัน “กวนอาซูรอ” ในงาน“อาซูรอสามัคคี ประจำปี 2558”

ที่สำคัญ เจ้าภาพหลักของการจัดงานปีนี้คือ สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าคณะ ร่วมกับชมรมมุสลิม ชมรมสันติศึกษา ชมรมภาษาเเละวัฒนธรรมมลายู กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมชายแดนใต้ หรือ กลุ่ม Kawan-Kawan

งานอาซูรอสามัคคีปีนี้ แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ภาค คือภาคกลางวันเป็นกิจกรรมกวนขนมอาชูรอร่วมกัน ส่วนภาคกลางคืนเป็นกิจกรรมภาคเวที มีการเสวนา และร้องอานาชีดประสานเสียงจากตัวแทนทุกองค์กร

gj

อาซูรอ คืออะไร

อาซูรอในที่นี้หมายถึง “ขนมอาซูรอ” มีที่จากตำนานเรื่องน้ำท่วมใหญ่ในสมัยศาสดานุฮ (โนอา : หนึ่งในศาสนทูตของศาสนาอิสลาม) จนเกิดสภาพขาดแคลนอาหาร  ท่านจึงประกาศให้ผู้ที่มีสิ่งของเหลือพอจะรับประทานได้เอามากองรวมกันและมากวนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานกันทั่วหน้า ส่วนผลให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่ประชาชน

การกวนขนมอาซูรอถือเป็นประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นและเป็นกิจกรรมเพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชนของชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ แต่เป็นคนละอย่างกับ “วันอาซูรอ” ซึ่งตรงกับวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม ซึ่งชาวมุสลิมจะถือศีลอดในวันดังกล่าวด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะจัดงานกวนอาซูรอในเดือนนี้

 

lkft

อาซูรอสามัคคี

นายอารีฟีน มะดุมิง นักศึกษาชั้นปี 2คณะทรัพยากรธรรมชาติ ประธานโครงการกล่าวว่า ชมรมมุสลิม ม.อ.หาดใหญ่จัดกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ทุกปี แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกปีเพราะสถาบันสันติศึกษามาร่วมจัดงานด้วย ส่วนชมรมต่างๆที่ร่วมจัดงานนั้นก็เป็นองค์กรของนักศึกษามุสลิมใน ม.อ.หาดใหญ่ ดังนั้นกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ปีนี้จึงเรียกอีกชื่อว่า “อาซูรอสามัคคี”

อาจารย์โชคชัย วงษ์ตานี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา เป็นประธานเปิดงานในกิจกรรมภาคเวที โดยกล่าวว่า เหตุผลที่สถาบันสันติศึกษาสนับสนุนกิจกรรมอาซูรอสามัคคีปีนี้ก็เพื่ออนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์ของสังคมชาวมลายูมุสลิม

“ที่สำคัญเพื่อเสริมสร้างความสามัคคี ปรองดอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เสริมสร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ อันนำมาซึ่งความสมานฉันท์ของพี่น้อง ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุขต่อไป” อาจารย์โชคชัย กล่าว

 

นำสู่ความสมานฉันท์อย่างไร?

ส่วนในวงเสวนาหัวข้อ “อาซูรอ แนวทางสู่สมานฉันท์” ที่โรงยิมเนเซียมใหม่ ภายในม.อ. ที่มีนายแพทย์มูฮัมหมัดฟาห์มี ตาเละ นักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. และนายอิมรอน ซาเหาะ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันสันติศึกษา เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดยนายมูฮัมหมัดริฎวาน สมานุรัตน์ มหาบัณฑิต คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. เริ่มด้วยคำถามว่าอาซูรอจะนำไปสู่ความสมานฉันท์กับอะไร? และอย่างไร? วิทยากรแต่ละคนได้อธิบายอย่างนี้

d

นพ.มูฮัมหมัดฟาห์มี ตาเละ : ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์

“เรามักจะคุ้นเคยกับความขัดแย้งในความเห็นต่างทางการเมืองและศาสนา แต่ในความเป็นจริงมนุษย์สามารถเห็นต่างได้ทุกเรื่อง เช่น วัยรุ่นจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นรถไฟไปฉลองสงกรานต์กันที่หาดใหญ่ แต่ละคนจะแยกกันนั่งตามโบกี้ คือโบกี้ของพวกนิยมดนตรีแนวพังค์ โบกี้ที่นิยมดนตรีแนวร็อก และโบกี้ที่นิยมดนตรีแนวฮาร์ดคอร์ หากบางคนหลงไปนั่งผิดโบกี้ก็จะเกิดเหตุชกต่อยกัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย แต่ด้วยรสนิยมต่างกันทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

ตัวอย่างข้างต้นกำลังจะบอกว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ หากมนุษย์ไม่เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนความแตกต่างก็จะทำให้มีปัญหากันได้ทุกเมื่อ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งก็คือความไม่เข้าใจกัน ไม่มีความรู้ ไม่เปิดเผยความจริง และไม่เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

สิ่งที่เราพบกันบ่อยในมหาวิทยาลัยก็คือนักศึกษาที่จบจากปอเนาะ(โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา) มักจะเกาะกลุ่มกับเพื่อนที่จบจากปอเนาะเหมือนๆ กัน วันดีคืนดีมีนักศึกษาที่จบจากปอเนาะที่สอนศาสนาอีกแบบหนึ่งไปกล่าวหาว่า ปอเนาะที่สอนศาสนาอีกแบบหนึ่งนั้นผิดพลาด นักศึกษาอีกกลุ่มก็จะกล่าวหากลับไปสอนผิดพลาดเช่นกัน จนเกิดการโจมตีกล่าวหาว่าร้ายกันไปมา สังคมก็จะยิ่งไม่เข้าใจมากกว่าเดิม

“เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะเรียนรู้และแก้ปัญหาความไม่เข้าใจกัน ก็คือเราต้องเปิดใจ เปิดพื้นที่ และเปิดเวลาในการมาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น”

 

ต้องเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่าง

“เมื่อเราจะทำกิจกรรมเพื่อรวมกลุ่มคนที่มีแนวคิดทางศาสนาแตกต่างกัน เราก็ควรจัดกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา จะได้ไม่ต้องพูดคุยในเรื่องที่มีความเห็นแตกต่างกัน อย่างกิจกรรมกวนขนมอาซูรอ อาจจะขัดแย้งกันเพียงแค่ว่าบางกระทะอยากใส่หัวมัน บางกระทะอยากใส่ข้าวโพด แต่ก็ไม่ใช่สาระที่จะต้องเอาเป็นเอาตายกัน

กิจกรรมในลักษณะนี้เป็นการเปิดพื้นที่และเวลา เพื่อทำให้คนที่ไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันได้มาพูดคุยกันในมุมมองต่างๆ และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากเราไปตัดสินเพื่อนของเราว่าผิดเพียงแค่เขามาจากอีกปอเนาะหนึ่งที่สอนต่างกัน เพราะการปฏิเสธทุกอย่างในชีวิตคนๆ หนึ่ง เพียงแค่ทัศนคติในบางเรื่องที่แตกต่างกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าเสียใจมาก

“เพราะฉะนั้นการเปิดพื้นที่อย่างที่โครงการอาซูรอสัมพันธ์ได้ทำ จะป็นนิมิตหมายที่ดีที่กิจกรรมเหล่านี้จะต้องมีในสังคมที่มีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ”

 

อิมรอน ซาเหาะ : อาซูรอเกิดได้ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ

จุดเด่นของขนมอาซูรอคือไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปและไม่สามารถทำคนเดียวได้ จะต้องทำหลายๆ คน และมีส่วนผสมที่หลากหลาย ดังนั้นการจะทำขนมอาซูรอได้จะต้องมีการร่วมแรงร่วมใจ อาศัยการพูดคุยแลกเปลี่ยน แบ่งหน้าที่ตามความถนัดหรือความเหมาะสมของแต่ละคน เช่น ผู้หญิงรับหน้าที่เตรียมส่วนผสม ผู้ชายรับหน้าที่กวนขนมซึ่งต้องใช้เวลานานและใช้แรงมาก เป็นต้น

นอกจากนั้นยังต้องมีผู้ที่เชี่ยวชาญสูตรการทำขนมอาซูรอคอยควบคุมและแนะนำเพราะหากผิดสูตรขนมอาจไหม้หรือเสียได้

“สังคมของเราก็เช่นกัน การจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติก็จะต้องรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทำงานตามความถนัดของแต่ละคนไป ที่สำคัญจะต้องรับฟังคำสอนและคำตักเตือนของผู้รู้ด้วย และการทำขนมอาซูรอจะไม่สำเร็จหากมีผู้นำที่เผด็จการ เพราะจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย สังคมใหญ่ก็เช่นเดียวกัน”

 

แนวทางที่แตกต่างไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน

การทำขนมอาซูรอครั้งนี้ทำสองกระทะใบบัวขนาดใหญ่ ใช้สูตรไม่เหมือนกัน กระทะหนึ่งใส่เนื้อวัว ส่วนอีกกระทะหนึ่งไม่ใส่เนื้อใดๆ แม้ทั้งสองสูตรจะไม่เหมือนกัน แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ทำและกวนขนมอาซูรอตามสูตรของตนเองจนสำเร็จ และรสชาติก็อร่อยไม่แพ้กัน คนกินก็เลือกกินตามรสนิยมที่ตนเองชอบ

“สังคมของเราก็เช่นกัน การทำงานศาสนา งานเพื่อสังคม หรือแม้แต่กระบวนการสร้างสันติภาพก็อาจมีสูตรหรือแนวทางในการทำงานแตกต่างกันไป ตามแต่บริบทของสังคมนั้นๆ”

หากคนทำขนมอาซูรอมัวแต่เถียงกันว่าสูตรของใครดีกว่ากัน ขนมอาจจะไหม้ก่อนเสร็จก็เป็นได้ และยิ่งหากมีการสื่อสารออกไปด้วยการกล่าวใส่ร้ายกันไปมาระหว่างสองฝ่ายที่มีสูตรไม่เหมือนกัน อาจทำให้คนที่รับรู้การทำขนมอาซูรอจากสื่อ มองเห็นเพียงแค่อาซูรอเป็นสิ่งที่ไม่ดีเ พราะรับรู้ตามที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันไปมา ส่งผลให้จากขนมอาซูรอที่เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามกลายเป็นงานที่ผู้คนไม่อยากเข้าร่วม

“การทำงานศาสนาหรืองานเพื่อสังคมก็เช่นกัน หากเอาแต่ถกเถียงว่าแนวทางของใครดีกว่ากัน จนถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสีกันไปมา ก็ย่อมส่งผลให้ผู้คนไม่อยากร่วมงานด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วเป้าหมายก็ของงานก็เพื่อเผยแพร่สัจธรรมหรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม”

 

จงเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น

สิ่งที่นักศึกษาทำในวันนี้ได้ข้อคิดอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ หากตั้งใจจะทำขนมอาซูรอก็ควรเชิญผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการทำขนมอาซูรอมาสอนหรือควบคุมการทำขนมอาซูรอ เพราะหากเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการทำต้มยำสุดท้ายวันนี้เราอาจไม่ได้กินขนมอาซูรอก็เป็นได้

“กระบวนการสร้างสันติภาพก็เช่นเดียวหากต้องการสันติภาพก็ต้องเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการสร้างสันติภาพ”

 

ภาพเสมือนของสันติภาพในอุดมคติ

สิ่งที่เห็นจากกิจกรรมกวนขนมอาซูรอสามัคคีครั้งนี้คือ “ภราดรภาพ” กล่าวคือเห็นถึงความเป็นพี่เป็นน้อง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว แม่ค้า อาจารย์และเจ้าหน้าที่จากสถาบันสันติศึกษาต่างมาช่วยนักศึกษากวนขนมกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษาก็มาเยี่ยมให้กำลังใจนักศึกษา

นอกจากนั้นยังเห็นภาพของ“ความเสมอภาค” กล่าวคือทุกคนไม่ว่าจะอยู่สถานะไหนก็ได้กินขนมอาซูรอเหมือนๆ กันทุกคน ไม่มีใครพิเศษไปกว่าใคร

“บรรยากาศของกิจกรรมการกวนขนมอาซูรอที่ได้กล่าวมาข้างต้นเรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศของสันติภาพในอุดมคติก็ว่าได้ ซึ่งภาพรวมของสังคมใหญ่ในปัจจุบันยังห่างไกลบรรยากาศในลักษณะดังกล่าวยิ่งนัก”

kp