“ความรู้จะนำสังคมไปสู่สันติภาพ” วาทะ 2 ดร.เปิดตัวหนังสือคนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่

 

 

ปาฐกถา ผศ.ดร. อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา ชี้อัลกุรอานคือคำภีร์ที่ผู้ศรัทธาจะต้องทำความเข้าใจ และด้วยอัลกุรอานจะนำสังคมไปสู่สันติภาพ ด้าน ดร.วิสุทธิ์ บินลาเต๊ะ ย้ำว่าอิสลามมีความเป็นองค์รวมและครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต พร้อมแนะ 5 ประการที่จะสามารถรักษาอัตลักษณ์ของสังคมมุสลิม ในวาระการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่” โดยคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับหลายองค์กรภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2558 ณ หอประชุมอิหม่ามอัลนาวาวีย์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี มีงานเปิดตัวหนังสือ ‘คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่’ และเวทีเปิดประเด็นหัวข้อ “บทสนทนาที่ชายแดนใต้ : คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่” กล่าวปาฐกถาเรื่อง คนหนุ่มสาวมุสลิมกับสันติวิธี โดย ผศ.ดร. อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี และกล่าวสรุป การนำงานวิจัยไปประยุกต์ใช้กับสังคมไทย โดย ดร.วิสุทธิ์ บินลาเต๊ะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้

ผศ.ดร. อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา : “อัลกุรอาน” คำภีร์ที่ผู้ศรัทธาจะต้องทำความเข้าใจ

ดร.อิสมาแอลลุตฟี เริ่มด้วยการอ่านอัลกุรอานสูเราะฮฺ อัล-อันฟาล โองการที่ 24 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการที่จะกำชับพี่น้องมุสลิมให้เข้าใจศาสนาของตนเองว่าเป็นศาสนาที่มีคำภีร์อัลกุรอานที่ได้เรียกร้องเชิญชวน เช่น โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย… เป็นต้น ซึ่งยังไม่เคยพบในหนังสือเล่มอื่นที่มีคำเชิญชวนเช่นนี้ โดยอัลกุรอานเชิญชวนให้ผู้ศรัทธามาสนใจอิสลามที่มีอัลกุรอานเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตและมีนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)เป็นผู้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง แล้วคอยกำกับหรือตีกรอบในเรื่องศาสนาให้สาวกของท่านได้เดินบนหนทางอันเที่ยงตรง

ดร. อิสมาแอลลุตฟี กล่าวต่อว่า อิสลามเริ่มต้นด้วยโองการที่ว่าด้วย “อิกเราะ” แปลว่า “จงอ่าน” โองการนี้ถูกประทานในช่วงที่สังคมมีความมืดบอดและชีวิตของผู้คนไม่ค่อยมีคุณค่าใดๆ อิสลามให้แก้ปัญหาสังคมด้วยการอ่าน วันนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่มีการเปิดตัวหนังสือดีๆ เพื่อที่จะให้ผู้คนได้อ่าน แต่สำหรับมุสลิมก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวนี้จะต้องอ่านคำภีร์อัลกุรอานและทำความเข้าใจอัลกุรอานด้วย เพราะบ่อยครั้งที่เราเห็นผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ศรัทธาแต่ไม่พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองศรัทธา

อย่างน้อยที่สุดจะต้องเรียนอัลกุรอานให้อ่านได้ และจะดีกว่าหากท่องจำเพื่อนำไปใช้อย่างเช่นใช้ในการละหมาด แต่ปัญหาจะอยู่ที่ไม่เข้าใจความหมายของอัลกุรอาน ปกติเราจะไม่พบผู้ที่อ่านหนังสือได้และไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองอ่าน ยกเว้นอัลกุรอานที่อ่านได้แต่ไม่เข้าใจความหมาย กว่าที่นักวิชาการหลายท่านจะเป็นอาจารย์จะต้องทำความเข้าใจกับหนังสือเป็นล้านๆ หน้า แต่เพราะเหตุใดถึงไม่ยอมทำความเข้าใจกับอัลกุรอานกว่าหกร้อยหน้าเอง

“ขอฝากว่าทุกชีวิตจำเป็นที่จะต้องอ่านอัลกุรอานและทำความเข้าใจต่ออัลกุรอาน เพราะคำสอนของอัลกุรอานจะไม่เหมือนคำสอนอื่นๆ อัลกุรอานจะสอนหลักการ วิธีการปฏิบัติ ในขณะเดียวกันก็บอกกล่าวในสิ่งที่วิญญาณจะได้รับด้วย คำสอนในอัลกุรอานเป็นสิ่งที่มนุษย์จะเลียนแบบไม่ได้ ข้อนี้ชัดเจนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจบัน” ดร. อิสมาแอลลุตฟี กล่าว

วิทยปัญญาของผู้ใหญ่กับความตื่นตัวของคนหนุ่มสาว

ดร.อิสมาแอลลุตฟี กล่าวว่า หนุ่มสาววันนี้เป็นพลังสำคัญของสังคม ชาติ และศาสนา ในสมัยของท่านนบี ผู้ที่จะมาอยู่ใกล้ชิดกับท่านนบีมักจะเป็นคนหนุ่มสาวมากกว่าผู้อาวุโส อิสลามถูกวางรากฐานด้วยพลังของคนหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่ภายใต้การดูแลของผู้อาวุโสนั่นคือท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) สังคมในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างสำหรับสังคมปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างคนหนุ่มสาวกับผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่สำคัญ หนึ่งในวจนะของท่านนบีที่มีใจความว่า “ไม่ใช่พวกของเรา ผู้ที่ไม่เมตตาต่อผู้น้อยและไม่รู้จักเกียรติของผู้ใหญ่”

“หนังสือเล่มนี้ถือว่าดีมากที่ให้นักวิชาการอาวุโสคอยควบคุมดูแลนักวิชาการคนหนุ่มสาว ถือเป็นวิทยปัญญาของผู้ใหญ่กับความตื่นตัวหรือไฟแรงของหนุ่มสาว ที่มีความสำคัญพอๆ กัน เมื่อรวมสองอย่างข้างต้นได้จะทำให้สังคมนั้นเป็นสังคมที่มีพลัง”

ดร. อิสมาแอลลุตฟี กล่าวต่อว่า สังคมในสมัยของท่านนบีก็เป็นการรวมกันของวิทยปัญญาของผู้ใหญ่กับความตื่นตัวหรือไฟแรงของหนุ่มสาว และเป็นสังคมที่ดีที่ไม่อาจมีสังคมไหนเทียบได้ และผลดีไม่ได้เกิดแก่มุสลิมเท่านั้นแต่ศาสนิกอื่นๆ ก็ได้รับประโยชน์จากสังคมที่ดีด้วย ที่สำคัญอิสลามที่ถูกประทานลงมาเพื่อความเมตตาต่อมวลมนุษยชาติหรือเพื่อทุกสิ่งทุดอย่าง ไม่ใช่เพียงเพื่อมุสลิมเท่านั้น นี่คือข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงนี้ถูกบดบังด้วยพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นส่วนน้อยแต่ถูกขยายให้ใหญ่โดยผู้ไม่หวังดี บางครั้งถูกจัดฉากหรือสร้างภาพเหล่านั้นขึ้นมาเองโดยผู้ที่ไม่หวังดีต่ออิสลาม และถือเป็นการสกัดกั้นการมองเห็นภาพของอิสลามที่แท้จริง จนเกิดโรคกลัวอิสลาม(อิสลามโมโฟเบีย) ขึ้นมา

ภาพในแง่มุมดีๆ ของอิสลามไม่ค่อยจะถูกหยิบมานำเสนอโดยสื่อ ทั้งที่ชีวิตของท่านนบีเต็มไปด้วยความเมตตา แต่สื่อก็มักที่จะพยายามหาจุดที่ไม่ใช่ตัวจริง อย่างในยุโรปที่ในหลายประเทศที่พยายามนำเสนอเรื่องที่บิดเบือนเกี่ยวกับชีวิตของท่านนบี สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แม้แต่ในตัฟซีร (อรรถาธิบายอัลกุรอาน) ที่เป็นภาษาอาหรับก็ยังมีการเพิ่มเติมในสิ่งที่บิดเบือนโดยที่อูลามาอฺ(ผู้รู้) ของอิสลามในอดีตไม่ทันได้สังเกต จนเมื่อคนหลังๆ มากรองใหม่จนค้นพบข้อบิดเบือนต่างๆ ไม่แปลกที่หนังสืออื่นๆ จะมีสิ่งที่บิดเบือนปะปนอยู่ แม้แต่ฮาดิษ (วจนะของท่านนบี) ก็มีการปลอมขึ้นมาเป็นแสนๆ เรื่อง จะมีก็แต่อัลกุรอานเท่านั้นที่พระผู้เป็นเจ้าประกันว่าจะปกป้อง จนปัจจุบันไม่มีตกหรือถูกเพิ่มเติมแม้แต่ตัวอักษรเดียว

ด้วยอัลกุรอานจะนำสังคมไปสู่สันติภาพ

ดร.อิสมาแอลลุตฟี กล่าวว่า ที่กล่าวมาข้างต้นเพียงเพื่อจะบอกว่ามีแต่อัลกุรอานเท่านั้นที่ไม่ถูกเพิ่มเติมหรือปรุงแต่ง แต่การจะทำความเข้าใจอัลกุรอานนั้นจะต้องระมัดระวัง บรรพบุรุษของเราระมัดระวังเป็นอย่างมากเห็นได้จากการที่อิสลามเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้กว่า 700 ปี แต่ไม่เคยมีการตัฟซีรสู่พื้นที่สาธารณะใดๆ ไม่มีผู้รู้คนไหนกล้าอรรถาธิบายอัลกุรอาน แต่หลังจากที่ตนเองกลับมาก็พยายามสร้างความกล้าหาญที่จะอรรถาธิบายอัลกุรอาน เพราะปัจจุบันวิชาการมีความชัดเจนกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องอาศัยหนังสืออรรถาธิบายเป็นร้อยๆ เล่มเช่นกันในการที่จะทำความเข้าใจ

“ที่กล่าวมาข้างต้นก็เพื่อที่จะบอกว่าเราจะเข้าใจอัลกุรอานอย่างผิดๆ ไม่ได้ เพราะในประวัติศาสตร์สมัยซอฮาบะห์ที่เกิดกลุ่มคอวาริจญ์ที่กบฏต่อผู้นำและสังหารผู้นำก็เกิดจากการเข้าใจอัลกุรอานอย่างผิดๆ นั่นเอง แม้การทำความเข้าใจจะเป็นเรื่องที่ยากแต่การจะพัฒนาสังคมให้ไปสู่สังคมที่ความสันติสุขหรือสันติภาพได้นั้นจะต้องใช้อัลกุรอานเท่านั้น เพราะในอัลกุรอานเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาของพระผู้เป็นเจ้า”

ดร. อิสมาแอลลุตฟี กล่าวต่อว่า จึงอยากจะกำชับให้คนหนุ่มสาวอยู่กับอัลกุรอานให้มากที่สุด อย่างอรรถาธิบายอัลกุรอานของนักเรียนเก่าอาหรับถือเป็นการอธิบายที่ดีที่สุดแล้วที่มีอยู่ ณ วันนี้ แม้จะมีข้อผิดพลาดบางประการแต่ก็พยายามแก้ไขให้สมบูรณ์ที่สุด ท้ายสุดหากในมือของคนหนุ่มสาวไม่มีอัลกุรอานก็จะมีสิ่งอื่นๆ ที่อาจก่อฟิตนะห์หรือทำให้เข้าใจผิดในหลายประการ ที่สำคัญควรพยายามศึกษาว่าหนุ่มสาวในสมัยของท่านบีเขาอยู่กันอย่างไร เราจะเลียนแบบกันอย่างไร

ที่สำคัญศึกษาอัลกุรอานแล้วควรศึกษาซุนนะห์ (แบบอย่าง) ของท่านนบีด้วย เพราะอัลกุรอานกับซุนนะห์นบีก็เหมือนตัวเรากับเงา และการจะเข้าใจอัลกุรอานก็ควรที่จะเข้าใจแบบที่ท่านบนีเข้าใจ เพราะไม่มีใครเข้าใจอัลกุรอานได้ถูกต้องกว่าท่านนบีอีกแล้ว  

เราควรหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับความรู้ ซึ่งความรู้ที่อยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ 1.ความรู้ที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า) 2. ความรู้เกี่ยวกับศาสนาของอัลลอฮฺ (วิถีชีวิตที่พระผู้เป็นเจ้าได้วางให้กับมนุษย์) และ 3.ความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของชาวโลก คนหนุ่มสาวจำเป็นจะต้องตามให้ทันกับความรู้ในประการที่สามนี้ เมื่อทันแล้วก็ต้องเอาศาสนามาประกบ เพราะทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นด้วยศาสนาและจบลงด้วยศาสนา เพราะวิถีชีวิตของเราไม่มีใครที่จะเลียนแบบได้

“การที่ศาสนิกในศาสนาอื่นๆ จะเรียนอัลกุรอานไม่ใช่สิ่งที่ผิด หรือหากต้องการทราบว่า “เลียนแบบไม่ได้” เป็นอย่างไร ก็มาศึกษาวิถีชีวิตของมุสลิมได้ เหมือนนักบูรพาคดีมาเรียนอัลกุรอานจนบางคนสามารถสอนการอรรถาธิบายอัลกุรอานได้ จึงขอเชิญชวนพี่น้องต่างศาสนิกมาร่วมศึกษาอัลกุรอานด้วยกัน” ดร. อิสมาแอลลุตฟี กล่าว

ดร.วิสุทธิ์ บินลาเต๊ะ  : อิสลามมีความเป็นองค์รวมและครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต

ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า เราได้เห็นการนำเสนอต่างๆ ที่ค่อนข้างจะครบถ้วนและรอบด้าน สิ่งที่ตัวแทนของผู้เขียนบทความได้นำเสนอที่มีความหลากหลายของประเด็นและหัวข้อ น่าจะสะท้อนให้เราได้เห็นว่าอิสลามนั้นมีความเป็นองค์รวมและครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง เป็นองค์รวมที่ควรค่าแก่การอ่านอย่างแท้จริง การอ่านหรือการศึกษาในอิสลาม เรามักจะนึกว่าเราจะต้องอ่านคำภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัลกุรอาน) แล่ะอ่านซุนนะห์ของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เท่านั้น แต่การอ่านของคนสมัยใหม่จะต้องอ่านไปในแนวทางที่ท่านนบีสอนให้อ่าน นั่นคือจะต้องอ่านโดยใช้ดุลยพินิจและความคิด เพราะการศึกษาที่ใช้ตัวอักษรเป็นหลักโดยไม่ใช้ดุลยพินิจประกอบมักจะสร้างปัญหาขึ้น ในขณะเดียวกันการใช้สติปัญญาของพวกเราก็ต้องใช้สติปัญญาในกรอบของอัลกุรอานอย่างแท้จริง เพราะอัลกุรอานเป็นกรอบคิดที่สูงส่งและยิ่งใหญ่ที่สุด 

ดร.วิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เราไม่ต้องการการศึกษาที่ใช้สังคมศาสตร์ล้วนๆ แต่สังคมศาสตร์ใช้ได้ในการเป็นกรรมวิธีแต่จะต้องอยู่ในกรอบของอัลกุรอานและซุนนะห์ของท่านนบี(ศ็อลฯ) สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและสถิตเสถียร อย่างบทความที่เกี่ยวกับอินโดนีเซียที่มีพัฒนาการทางด้านการศึกษาที่เห็นภาพชัด หรือหากย้อนไปไกลกว่านั้นเราก็จะเห็นภาพของพัฒนาการทางด้านการศึกษาของอิสลามในสมัยของท่านนบีมาสู่สมัยของซอฮาบะห์ไปสู่สมัยอูมาวีย์และไปสู่สมัยอับบาซีย์

พัฒนาการของการศึกษาในอิสลามมีอยู่ตลอดแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงนั้นคือเป้าหมายทางการศึกษา แต่รูปแบบ วิธีการ เทคนิค หรือกลไกต่างๆ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และเป็นสิ่งที่อิสลามไม่ได้กำหนดตายตัวว่ารูปแบบการศึกษาในอิสลามควรเป็นแบบใด เพียงแต่เป้าหมาย ของการศึกษาจะต้องมีความชัดเจน เพราะการศึกษาใดๆ ก็แล้วแต่เป้าหมายสูงสุดจะต้องนำไปสู่การอิบาดะห์ต่ออัลลอฮฺ

“บางทีข้อโตแย้งต่างๆ ในความเป็นสมัยใหม่นิยม ความเป็นจารีตนิยม น่าจะไม่ใช่ประเด็นหลักหากเราคำนึงถึงเป้าหมายของอัล-อิสลามเป็นใหญ่ และมีความยืดหยุ่นและยอมรับในความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆ ว่ามันจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มันมีพลวัตรที่ไม่อาจหยุดนิ่งตายตัวได้ ความเป็นจารีตนิยมหากสุดขั้วก็จะนำไปสู่ปัญหา ในขณะที่ความเป็นสมัยใหม่นิยมถ้าไม่มีดุลยภาพแน่นอนว่าจะต้องมีการปะทะขัดแย้ง ไม่เฉพาะกับพี่น้องต่างศาสนิก แต่การปะทะขัดแย้งจะนำไปสู้ความแตกแยกของสังคมมุสลิมเอง”

5 ประการที่จะสามารถรักษาอัตลักษณ์ของสังคมมุสลิม

ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของอัตลักษณ์ต่างๆ ในความเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมมุสลิมในประเทศไทย หรือแม้แต่เป็นชนส่วนใหญ่ในประเทศของมุสลิมเอง การจะรักษาอัตลักษณ์เอาไว้ให้ได้จะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 5 ประการ คือ

1. คนในสังคมนั้นๆ จะต้องมีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ถ้าอุดมการณ์ยึดมั่นในสิ่งที่ฉาบฉวยหรือไม่สามารถที่จะหาเหตุผลมารองรับได้ แน่นอนว่าอุดมการณ์เหล่านี้จะทำให้อัตลักษณ์ที่เกิดขึ้นมีความอ่อนแอสูง และจะถูกกลืนกลายไปในกระแสของสังคมร่วมสมัยได้ง่ายดายมาก

ความจริงความหลากหลายทางเชื้อชาติเป็นอากีดะห์ (หลักความเชื่อ) อย่างหนึ่ง ในเมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างและสอนเอาไว้ว่า พระองค์ทรงสร้างความหลายในแง่ของเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ ความเป็นกลุ่มชนต่างๆ ดังนั้น ความหลากหลายเหล่านี้จะต้องเป็นหนึ่งในอากีดะห์ที่มุสลิมจะต้องยอมรับและจะต้องไม่นำมาเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความเป็นเชื้อชาตินิยม เพราะจะนำไปสู่การปะทะขัดแย้งทางเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์ได้

การที่คนเรามีอุดมคติที่ค่อนข้างจะตื้นเขินหรือมีอุดมการณ์ที่เห็นแค่เพียงวัตถุอย่างเดียวอย่างในโลกสมัยใหม่นิยมเป็น มันทำให้ชนกลุ่มน้อยอย่างมุสลิมจะต้องปะทะสังสรรค์ที่ค่อนข้างจะมีความแหลมคมมาก คำถามก็คือการศึกษาของมุสลิมจะสร้างอุดมการณ์และอุดมคติในการดำเนินชีวิตอย่างไร? และการศึกษาในแบบจารีตินิยมจะสร้างอุดมคติที่แข็งแกร่งได้หรือไม่?

การสอนในแบบที่ท่านนบีสอนให้ซอฮาบะห์ใช้ดุลยพินิจก่อให้เกิดอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเรารับวัฒนธรรมของกรีกหรือโรมันมา กลายเป็นว่าเราจะต้องใช้ปรัชญาในการทำความเข้าใจ ก็เป็นสิ่งที่เราทำได้เพราะอิสลามมีความยืดหยุ่นอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ปรัชญากรีกหรือโรมันมาสอนให้เราต้องใช้ตรรกวิทยาต่างๆ ในการทำความรู้จักพระผู้เป็นเจ้า แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนมาจนถึงปัจจุบันที่วัฒนธรรมมีการปะทะสังสรรค์ที่เข้มข้น สิ่งที่เราสอนๆ กันอยู่ในปัจจุบันจะสามารถสร้างอุดมการณ์ที่เข้มแข็งได้เพียงพอที่จะไปปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรมแบบสมัยนิยมได้หรือไม่?

ถ้าเราคิดเพียงแค่จะสอนในเรื่องของซุนนะห์ของท่านนบีในแบบที่เอาแต่เรื่องของตัวอักษร ไม่ได้คำนึงถึงบริบททางสังคมหรือไม่ได้พินิจในแบบองค์รวมให้มากขึ้น แล้วจะทำให้สังคมของเรารักษาความเป็นปึกแผ่นเอาไว้ได้หรือไม่? เหล่านี้คือสิ่งที่คนหนุ่มสาวนักคิดนักเขียนทั้งหลายจะต้องใคร่ครวญ

2. ต้องมีระบบทางสังคม เช่น ประเด็นการเคลื่อนไหวของผู้หญิงเป็นประเด็นทางสังคม อาจจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างจะมีการกดขี่ผู้หญิงอยู่จริงๆ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของผู้หญิงเป็นตัวสะท้อนว่าพวกเขาต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่พึงมีพึงได้ เช่นเดียวกับคนในสามจังหวัดที่จำเป็นจะต้องต่อสู้เพราะรู้สึกว่าตนเองถูกกดขี่โดยระบบของรัฐนั่นเอง เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าภาวะที่ถูกกดดันจะสร้างการต่อสู้หรือสร้างการเคลื่อนไหวขึ้น

แต่ถ้าเราเป็นสังคมที่นิ่งเงียบ ไม่มีการต่อสู้หรือไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แน่นอนว่าเราจะกลายเป็นเหยื่อของระบบที่เป็นอยู่ไปทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นระบบของสังคมที่จะให้ความเป็นธรรม งานวิจัยหรืองานเขียนต่างๆ จะต้องนำไปสู่ระบบสังคมที่ยืนอยู่บนหลักการของอิสลามที่แท้จริง เป็นระบบสังคมที่เราร่วมกันได้ในแง่ของอูโซลเพราะเมื่อมีอูโซลร่วมกันก็ถือเป็นมุสลิมร่วมกัน ส่วนปัญหาปลีกย่อยที่มีความแตกต่างกันบ้างก็ถือเป็นความหลากหลายในทางธรรมชาติที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้น เพื่อให้คนมีความแตกต่างหลากหลายได้

3. ต้องมีระบบเศรษฐกิจของเราเอง อัตลักษณ์จะไม่เข้มแข็งได้หากเราคิดเพียงว่าอิสลามคือการไปละหมาดในขณะที่ระบบเศรษฐกิจเราเชื่อมั่นและดำเนินการตามทุนนิยม สังคมจะไปไม่รอดแน่นอน เพราะความเชื่อมั่นในระบบทุนนิยมจะไปกัดกร่อนความศรัทธาของเราที่มีต่อศาสนา ในสังคมมุสลิมทุกวันนี้ประสบปัญหาเช่นนี้ กล่าวคือเรามีการทำอีบาดะห์ที่ตายตัว แต่ไม่มีการสร้างอีบาดะห์ที่เป็นระบบสังคมหรือระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า เช่น บทความในหนังสือเล่มที่เปิดตัวนี้ที่มีการพูดถึงการสร้างสหกรณ์อิสลามเพื่อที่สร้างระบบการเงินที่มีคุณธรรมและหลีกเลี่ยงระบบดอกเบี้ยที่เอารัดเอาเปรียบผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องสนนับสนุน เป็นต้น ระบบสหกรณ์อิสลามปัจจุบันก็ยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ยังต้องอาศัยการทำความเข้าใจอีกมาก ดังนั้นจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่อยู่บนหลักการของซากาต หรืออยู่บนหลักการของการให้ และการพัฒนาต่างๆ ที่มีคำว่าคุณธรรมมานำหน้า

4. ต้องมีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลง ในหนังสือเล่มนี้ เราเห็นถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลง ทั้งระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ระบบสังคมและการคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ต้องเข้าใจว่าการพัฒนาเป็นซุนนะตุลลอฮฺ(วิถีทางแห่งอัลลอฮฺ) สังคมใดก็ตามที่ยึดแค่ความเป็นจารีตและไม่รู้จักยืดหยุ่นให้ร่วมสมัย สังคมเหล่านี้อาจสูญเสียอัตลักษณ์ไปในที่สุด กลายเป็นการสร้างคนอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมาที่มีความยึดมั่นถือมั่นในโลกนิยมอย่างตกขอบอย่างสุดขั้วด้วย

กล่าวง่ายๆ ก็คือ การทำให้เป็นสังคมจารีตอย่างสุดขั้วก็จะสร้างอีกกลุ่มที่มีความทันสมัยสุดขั้นเช่นกัน ซึ่งจะหาความเป็นกลางหรือดุลยภาพย่อมหาไม่ได้ สิ่งที่ต้องการก็คือหลักหรือหนทางแห่งดุลยภาพของเรา การพัฒนาใดๆ ก็ตามแต่ก็ต้องเดินไปหนทางแห่งดุลยภาพ อย่างการเรียกร้องสิทธิให้ผู้หญิงต่างๆ เราก็ไม่อาจเดินตามเส้นทางของชาวตะวันตกได้ เพราะการเรียกร้องสิทธิสตรีของชาวตะวันตกอย่างสุดขั้วมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเคยกดขี่ผู้หญิงมาก่อนอย่างสุดขั้วเช่นกัน ในขณะที่มุสลิมเคยมีระบบสังคมที่มีความเป็นธรรมและมองในความเป็นธรรมชาติของผู้หญิง และมอบบทบาทและหน้าที่ที่เหมาะกับธรรมชาตินั้น

“ความรู้ทั้งหลายที่เรานำมาเสนอ จะทำอย่างไรให้เป็นการนำไปสู่อีบาดะห์ให้ได้ มันจะต้องมีแหล่งอ้างอิงสุดท้ายนั่นก็คืออิสลาม นั่นคือการที่จะทำให้ความรู้กลายเป็นอีบาดะห์อย่างแท้จริง”

5. ต้องมีความเป็นเอกภาพ กล่าวคือต้องมีความเป็งองค์รวมในงานทั้งหมดของเรา อากีดะห์ของเราหรือสิ่งที่เรายึดมั่นจะต้องมีอากีดะห์ที่เป็นองค์รวม ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาใดๆ ต้องมีความเป็งองค์รวมที่มีความสอดคล้องกัน งานเขียนที่เกี่ยวกับคณะเก่าคณะใหม่ที่กลายเป็นข้อขัดแย้งที่มีการปะทะกันทางความคิดในสังคม แต่ละฝ่ายมีความตกขอบสุดขั้วอยู่ในตัวทั้งสิ้น เพราะหากเราเดินบนทางสายกลางอย่างแต่จริงความต่างระหว่างซาลาฟียะห์กับซูฟียะห์จะไม่มีการปะทะขัดแย้งกัน เพราะจะมีจุดร่วมของมันอยู่เสมอ

ความเป็นจารีตนิยมกับความเป็นสมัยใหม่นิยมเองก็เช่นกัน หากเดินบนหลักการสายกลางที่แท้จริงจะไม่มีการปะทะขัดแย้ง เพราะที่มีการปะทะขัดแย้งกันต่างก็มีความตกขอบกันทั้งสิ้น ความตกขอบในที่นี้หมายถึง การนำประเด็นปลีกย่อยบางประเด็นมาถือเป็นเรื่องใหญ่ และขับเน้นเฉพาะประเด็นนั้น จนกระทั่งลืมมององค์รวมของอิสลามไป หรือลืมมององค์รวมของสังคมหรือลืมความเป็นญามาอะห์ไป

สิ่งที่นักสังคมศาสตร์มุสลิมจะต้องนำไปประยุกต์ใช้

หากจะเอางานทั้งหมดที่แตะทุกๆ มิติ มาหลอมรวมไว้ใน 5 หมวดคือ หมวดอากีดะห์ที่ถูกต้อง หมวดระบบสังคมที่มาจากอากีดะห์นั้น หมวดระบบเศรษฐกิจที่มาจากอากีดะห์นั้น หมวดของการพัฒนาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในขณะเดียวกันก็ยังรักษาคุณค่าที่คงสถิตเอาไว้ไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และหมวดว่าด้วยการทำทุกอย่างอย่างสอดคล้องกัน หากพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์แน่นอนว่าจะเป็นสังคมหนึ่งที่จะดำรงความเข้มแข็ง และการเคลื่อนไหวใดๆ ก็จะไม่สร้างความแตกแยกขัดแย้ง ที่สำคัญในยามที่เราถูกกดขี่ข่มเหงเราก็สามารถที่จะสร้างโอกาสเพื่อที่จะยืนหยัดตัวเองให้ขึ้นมาได้

ข้างต้นเหล่านี้คือสิ่งที่นักคิดนักเขียนในทางสังคมศาสตร์ทุกคนที่เป็นมุสลิมจะต้องนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เกิดสิ่งเหล่านี้หรือ 5 ประการข้างต้นขึ้นมา และสุดท้ายแล้วงานเหล่านี้จะเป็นงานวิจัยที่ใช้ได้จริงไม่ใช่งานที่มีไว้เพื่อเก็บไว้บนหิ้งเท่านั้น