“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่”(1) เปิดโลกมุสลิมศึกษาจากอีสานสู่ตะวันออกกลาง

ในงานเปิดตัวหนังสือ “คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่”   ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี  ชี้ให้เห็นว่าคุณจะสูญเสียอะไรหากไม่ซื้อหนังสือเล่มนี้ ด้าน ดร.ศราวุฒิ อารีย์  อธิบายประเด็นอิสลามกับการเมืองในโลกสมัยใหม่ พร้อมธิบายต้นเหตุของการปะทะกันระหว่างโลกมุสลิมกับโลกตะวันตก ในขณะที่  ดร.นิพนธ์ โซะเฮง อธบิบายถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในโลกอิสลาม พลวัตการศึกษาอิสลามในอินโดนีเซีย และกระบวนการสร้างชุมชนมุสลิมในพหุสังคมอีสานภายใต้โลกสมัยใหม่

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2558 ณ หอประชุมอิหม่ามอัลนาวาวีย์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี ในงานเปิดตัวหนังสือ “คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่” มีวงเสวนาโดยมีตัวแทนจาก 5 ประเด็นในหนังสือเล่มดังกล่าว ได้แก่ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ดร.นิพนธ์ โซะเฮง อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อาจารย์โชคชัย วงษ์ตานี และอาจารย์สุไรนี สายนุ้ย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี  ผู้อำนวยการสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี  : คุณจะสูญเสียอะไรหากไม่ซื้อหนังสือเล่มนี้

ดร.สุชาติ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความของนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่ 16 เรื่อง ตามความสนใจของผู้เขียนแต่ละคนโดยจัดกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่มเรื่องคือ อิสลามกับการเมืองในโลกสมัยใหม่ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม อัตลักษณ์ของมุสลิมในกระแสการเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวในสามจังหวัดชายแดนใต้ และสตรีมุสลิม โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า ท่านจะสูญเสียอะไรบ้างจากการไม่ซื้อหนังสือเล่มนี้ อันดับแรกเลยคือ สูญเสียความเข้าใจในจิตวิญญาณของการศึกษาแบบอิสลาม กล่าวคือ ที่มาของบทความต่างๆ ล้วนมาจากความใส่ใจในการตั้งข้อสังเกตไม่ว่าจะเป็นการสังเกตจากพื้นที่หรือเอกสารที่ได้สืบค้นมา จิตวิญญาณต่อมาคือความรู้ในอิสลามมีความเป็นสากล อิสลามสามารถรับความรู้จากอารยธรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจากกรีก เปอร์เซีย โรมัน จีน หรืออื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะความรู้จากชาวอาหรับเท่านั้น หนังสือเล่มนี้มีแนวคิดแบบวิพากษ์ที่พยายามค้นหาคำตอบและมีการถกเถียงต่างๆ พร้อมทั้งผ่านการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง

“จิตวิญญาณแบบอิสลามคือความรู้แบบอิสลามไม่มีอีลีด (ชนชั้นนำ) ที่ผูกขาด ความรู้ในอิสลามจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกันที่จะสามารถค้นคว้าหรือแสวงหา ทำให้ความรู้ของอิสลามขยายไปอย่างแพร่หลาย ที่สำคัญข้อมูลต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนไม่มีการนั่งเทียนเขียนอย่างแน่นอน”

ประการที่สองที่ท่านจะสูญเสียก็คือคือสูญเสียพลังในการอธิบายอิสลามและสังคมมุสลิม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะอิสลามที่เราเห็นในปัจจุบันตามข่าวสารบ้านเมืองหรือตามที่ผู้คนมักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงอิสลามก็คือ ความรุนแรง การกดขี่ผู้หญิง เป็นต้น ภาพเหล่านี้กลายเป็นภาพตัวแทนของอิสลามที่เราได้เห็น หรือกรณีที่ชาวจังหวัดน่านคัดค้านการก่อสร้างมัสยิด เหตุผลแรกเลยเพราะไม่รู้จักและไม่เข้าใจอิสลาม หนังสือเล่มนี้จึงนับได้ว่าเป็นการให้ภาพของอิสลามและสังคมมุสลิมที่มีความน่าสนใจอย่างมาก

อย่างกรณีการเมืองในอิสลามที่ผู้คนมักจะนึกถึงแต่โลกของเผด็จการ แต่ในหนังสือเล่มนี้เราจะได้เห็นขบวนการเคลื่อนไหวของโลกอิสลามที่ไม่ได้หยุดนิ่งตายตัว ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นนั้นหลายสิ่งหลายอย่างเราตอบรับ หลายสิ่งหลายอย่างเราต่อต้าน และหลายสิ่งหลายอย่างเราต่อรอง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นขบวนการเคลื่อนไหวอย่างเป็นพลวัตที่ไม่หยุดนิ่งในโลกอิสลามซึ่งมีความน่าสนใจในหนังสือเล่มนี้

ในประเด็นผู้หญิงที่ถูกมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ถูกกดขี่ เราก็จะได้เห็นการเคลื่อนไหวของสตรีมุสลิมที่เกิดขึ้นแม้แต่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่ได้เป็นแค่เหยื่อ แต่เธอสามารถที่จะสร้างพื้นที่ให้กับตัวเองในการพัฒนาชุมชนและช่วยเหลือสังคม แม้แต่ขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนมุสลิมก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ชวนและตั้งคำถามต่อสังคมมุสลิมได้อย่างน่าสนใจ

ประการสุดท้ายคือท่านจะสูญเสียพรมแดนความรู้ที่อยู่นอกกระแสตำราหลักทั่วไป เพราะหากท่านต้องการที่จะเข้าใจอิสลาม แม้ว่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับอิสลามอยู่มากมาย แต่ความพยายามที่จะอธิบายให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมได้เข้าใจในภาษาที่เป็นทางการยังมีน้อย หนังสือเล่มนี้อาจจะจำกัดอยู่แต่ในแวดวงวิชาการแต่เชื่อว่าคนที่ไม่ใช่มุสลิมเมื่อได้อ่านแล้วจะสามารถเข้าใจสังคมมุสลิมและโลกอิสลามได้ในระดับหนึ่ง

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ : “อิสลามกับการเมืองในโลกสมัยใหม่”

ดร.ศราวุฒิ อธิบายว่า ในกลุ่มที่ว่าด้วย “อิสลามกับการเมืองในโลกสมัยใหม่” มีอยู่ 3 บทความด้วยกัน คือ บทความเรื่อง  “พื้นที่ทางการเมืองแบบอิสลามในโลกสมัยใหม่” ของ ดร.ประทับจิต นีละไพจิตร โดยตนขออ่านใจความที่สำคัญของบทความชิ้นนี้ ความว่า บทความนี้เป็นบทความที่สนใจภาวะทันสมัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชนมุสลิมในประเด็นพื้นที่การเมืองแบบเทวนิยม โดยพยายามเสนอข้อถกเถียงที่ขัดแย้งกับข้อถกเถียงทั่วไปที่มองอิสลามกับมุสลิมในลักษณะที่เป็นเนื้อเดียวกัน ในทางตรงกันข้ามคือในบทสรุปของบทความผู้เขียนเสนอว่า ความลักลั่นของความเป็นสมัยใหม่ต่างหากที่ทวีความเข้มข้นให้แก่พื้นที่ทางการเมืองแบบเทวนิยมที่มีอยู่เดิมในโลกอิสลามให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น

บทความต่อมาเป็นของ ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ ชื่อเรื่องว่า “ประชาธิปไตยในโลกอิสลาม” เป็นประเด็นที่ถกเถียงในโลกอิสลามมาอย่างยาวนาน ประเด็นหลักก็คือ ความล้มเหลวของโลกมุสลิมในการพัฒนาประชาธิปไตยนำไปสู่ข้อถกเถียงที่ว่า อิสลามกับประชาธิปไตยสามารถเข้ากันได้หรือไม่

บางคนถึงกับมองว่าอิสลามเป็นอุปสรรคต่อการสร้างและการเติบโตของประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป บทสรุปของบทความชิ้นนี้คือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ขัดแย้งกับหลักการของศาสนาอิสลาม แม้ว่าหลักการของประชาธิปไตยจะไม่ครอบคลุมหลักการทางด้านการเมืองการปกครองในทัศนะของอิสลามทั้งหมดก็ตาม แต่ทว่าความล้มเหลวของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในโลกมุสลิมเป็นผลมาจากบริบทหรือสภาพแวดล้อมทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศของมุสลิมเอง ไม่ใช่มาจากหลักการของศาสนาอิสลาม

ส่วนบทความของตนเองคือเรื่อง “อิสลามกับแนวคิดโลกวิสัยตามแนวคิดกระแสฟื้นฟูอิสลาม : ข้อถกเถียงจาก มุฮัมมัด อิมารอฮ์” โดยพยายามฉายภาพของนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่ของประเทศอียิปต์ในการนำเสนอประเด็นมุมมองของอิสลามที่มองความเคลื่อนไหวหรือเติบโตของแนวคิดเซคิวลาร์ (secularism) ในโลกอาหรับ ตะวันออกกลาง และโลกมุสลิม

ตนคิดว่าแต่ละงานมีความแตกต่างกันแต่สิ่งที่สำคัญก็คือฐานในการทำงานนี้มีเรื่องที่คล้ายกันอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ เกิดลักษณะของการปะทะกันหรือเผชิญหน้ากันระหว่างโลกมุสลิมกับโลกตะวันตกในศตรรษที่ 18 – 20 ฝ่ายหนึ่งกำลังร่วงโรยในขณะที่อีกฝ่ายกลายเป็นผู้นำของวิทยาการและเป็นผู้นำของโลก

การปะทะกันระหว่างโลกมุสลิมกับโลกตะวันตก

ดร.ศราวุฒิ อธิบายต่อว่า ในการปะทะกันระหว่างโลกมุสลิมกับโลกตะวันตกที่โลกตะวันตกเข้ามาครอบครองหรือมีอิทธิพลในโลกมุสลิม การรับมือของโลกมุสลิมเป็นไปใน 3 ลักษณะด้วยกัน คือ ยอมรับหมด เพราะเกิดจากการพ่ายแพ้และเห็นความเติบโตจนเป็นมหาอำนาจของชาติตะวันตก เกิดแนวคิดที่ว่าหากเราต้องการที่จะเอาอย่างเขา เราจะต้องทำให้เหมือนกับที่เขาทำ

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าการที่โลกมุสลิมด้อยกว่าโลกตะวันตกก็เพราะว่าเราหันเหออกจากหลักการที่เที่ยงตรงของศาสนาอิสลาม ฉะนั้นวิธีการแก้ไขความเสื่อมโทรมของโลกมุสลิมนั้นจะต้องย้อนกลับไปสู่อดีต ในขณะเดียวกันคนบางกลุ่มก็ไม่เอาตะวันตกเลย

แนวทางที่สามก็คือพยามยามที่จะคัดแยกว่าวิทยาการที่เป็นความรู้ของตะวันตกเราสามารถเอามาใช้ได้แต่จะต้องรักษาระบบศีลธรรมของโลกอิสลามที่มีดีอยู่แล้วและเหนือกว่าโลกตะวันตกด้วยซ้ำไป “ในระยะหลังของโลกมุสลิมข้อถกเถียงจะวนเวียนอยู่กับสามกลุ่มข้างต้น จนเมื่อมีโครงการนี้ขึ้นมาตนจึงคิดว่า ใช่เลย”

การสร้างรัฐสมัยใหม่ของโลกมุสลิม

ประเด็นที่สองที่คิดว่าฐานคิดของเราคล้ายกันในการเขียนงานประเด็นการเมืองกับโลกสมัยใหม่ ก็คือว่า กระบวนการของการสร้างรัฐของโลกมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลางหลังยุคอาณานิคมมาจนถึงปัจจุบัน กระบวนการสร้างรัฐใหม่ของโลกมุสลิมโดยเฉพาะในตะวันออกกลางเป็นกระบวนการที่ล้มเหลว ความเป็นสมัยใหม่ของโลกมุสลิมจะต้องพึ่งพาจักรวรรดินิยมเดิม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ และอื่นๆ รวมไปถึงกฎหมายและการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นจึงเกิดการบิดเบี้ยวไป และเวลาเกิดการบิดเบี้ยวในลักษณะเช่นนี้แล้ว จึงทำให้โลกมุสลิมโดยเฉพาะในมิติการเมืองกลายเป็นระบอบอำนาจนิยมและกลายเป็นปัญหา

เราเห็นปรากฏการณ์อาหรับสปริงเกิดขึ้น เราเห็นกลุ่มติดอาวุธ IS เกิดขึ้น เราเห็นการต่อสู้ของอิสลามิสต์กับเซคคิวลาริสซ์ในหลายๆ สมรภูมิรบในตะวันออกกลางวันนี้ ประโยคนี้ ศ.ดร.ฏอริค รอมาฎอน เคยกล่าวเอาไว้ นอกจากนั้น ฏอริค พยายามที่จะนำเสนอว่า จริงๆ แล้วปรากฏการณ์ในลักษณะเช่นนี้สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยการคุยกันระหว่างอิสลามิสต์กับเซคคิวลาริสซ์ เราจะต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเซคคิวลาริสซ์ในโลกมุสลิมแตกต่างกับเซคคิวลาริสซ์ของหลายประเทศในตะวันตก เพราะเซคคิวลาริสซ์ในโลกมุสลิมยังมีศาสนาอยู่ ตัวอย่างเช่น กรณีของอดีตผู้นำอียิปต์กามาล อับดุล นัสเซอร์ ที่เคยกล่าวว่าสังคมนิยมของเขาไม่เหมือนกับสังคมนิยมของสหภาพโซเวียต เพราะสังคมนิยมของเขานั้นมีพระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงยังคงคุยกันได้

ดร.นิพนธ์ โซะเฮง : “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในโลกอิสลาม”

ดร.นิพนธ์ อธิบายว่า หัวข้อของกลุ่มนี้คือ “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในโลกอิสลาม” มีบทความอยู่ 3 เรื่อง ที่ร่วมกันคิดร่วมกันเขียน โดยความรู้ที่เกี่ยวกับเคลื่อนไหวทางสังคมมักจะถูกจำกัดตรงที่เราไม่สามารถพูดในมุมที่ครอบคลุม โดยเฉพาะขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมที่ไม่สามารถอธิบายให้ครอบคลุมทุกด้านได้ แต่เราได้หยิบยกมาเพียงบางเรื่องและบางกรณีที่มีความสำคัญ

งานเขียนของตนเองมีชื่อเรื่องว่า “ลัทธิสมัยใหม่นิยมแบบอิสลามกับกระบวนการวางโครงสร้างองค์ความรู้อิสลาม” โดยมีความสนใจเป็นการส่วนตัวว่ามุสลิมกำลังขับเคลื่อนแนวคิดเรื่องความเป็นสมัยใหม่ในแบบฉบับของเราเอง และขอตั้งชื่อเองว่าอิสลามิกโมเดอนิสซึม (Islamic Modernism) โดยมองว่าความเป็นสมัยใหม่นิยมไม่มีใครเป็นเจ้าของไม่ว่าจะตะวันตกหรือตะวันออก ความเป็นสมัยใหม่หรือความสะดวกสบายที่ออกมาทางกายภาพหรือออกมาทางความคิดก็ตามแต่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่มีเจ้าของคือความเชื่อความศรัทธามากกว่า เพราะฉะนั้นอิสลามิกโมเดอนิสซึมในเรื่องของการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นก็เพื่อจะตอบสนองแนวคิด 2 กระแสด้วยกัน คือ

1. ตอบสนองต่อภายในของเราเองหรือโลกมุสลิมของเราเอง กล่าวคือ ตอบสนองต่อลัทธิจารีตนิยมแบบดั้งเดิมของเรา ด้วยความที่เราไม่พยายามติดตามความเป็นสมัยใหม่ เอาแต่ความคิดเดิมๆ โดยไม่พยายามไปข้างหน้า

2. ตอบสนองต่อความเป็นสมัยใหม่นิยมแบบตะวันตก แม้ว่าตะวันตกจะเป็นต้นฉบับของความเป็นสมัยใหม่แต่ทว่าความเป็นสมัยนั้นโลกมุสลิมเคยเป็นมาก่อนแล้ว เราต้องไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งตะวันตกก็เคยอยู่ในยุคมืดเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าข้อถกเถียงนี้ตอบโจทย์ตนเองพอสมควรโดยใช้แนวคิดของมิเชล ฟูโก มาเป็นกรอบคิด แม้บางคนจะมองว่ายังไม่ครอบคลุมแต่อยากให้มองในเชิงของการวิพากษ์ที่เป็นประเด็นสำคัญนั้นคือ “อำนาจ” เพราะกระบวนการที่ฟูโกพูดถึงก็คือกระบวนการวางอำนาจหรือสิทธิต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการเสริมอำนาจ และการสร้างความจริงต่างๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งได้เสริมเติมเรื่องของอำนาจ ที่สำคัญไม่ว่าเราจะอยู่ไหนก็ตามเราไม่อาจหนีประเด็นในเรื่องของอำนาจได้ เราล้วนแสวงหาอำนาจกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมเท่านั้น

พลวัตการศึกษาอิสลามในอินโดนีเซีย

บทความต่อมาคือเรื่อง “พลวัตการศึกษาอิสลามในอินโดนีเซีย” โดย ฟารีดา ปันจอร์ ข้อถกเถียงในบทความชิ้นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะการศึกษาของอิสลามไม่เคยหยุดนิ่งเลยจนกระทั่งปัจจุบันเองก็ไม่หยุดนิ่ง มีพลวัตอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะตอบสนองตามความต้องการของโลกยุคใหม่ หรือพูดง่ายๆ ว่า เพื่อที่จะตอบสนองให้สังคมนั้นมีความเป็นสมัยใหม่หรือมีความทันสมัยในแบบที่ตนเป็น และพลวัตสำคัญของการศึกษาอิสลามในอินโดนีเซียผู้เขียนแบ่งออกเป็นยุค ไม่ว่าจะป็นยุคอาณานิคม ยุคต้น ศ.ศ.ที่ 20 ที่ในยุคต้นๆ ได้รับอิทธิพลมาจากมุฮัมมัด อับดุห และรอชีด ริฎอ   

เราจะเห็นได้ว่าพลวัตการศึกษาในอินโดนีเซียเป็นการต่อรองของ 2 กลุ่มเคลื่อนไหวใหญ่ๆ คือ มูฮัมมาดียะห์กับนะห์ ฎอตุล อุละมาอฺ จริงๆ แล้วมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของดัชต์ ภายใต้ยุคอาณานิคมมีแนวทางการศึกษาแบบตะวันตกที่เข้ามาในอินโดนีเซีย และมีการแบ่งกลุ่มผู้ที่จะเข้าศึกษาในสถาบันต่างๆ เหล่านั้น โดยผู้เขียนมองว่าเป็นการแบ่งชนชั้นด้วยซ้ำไป กล่าวคือ คนที่จะได้เข้าไปในสถาบันการศึกษาแบบตะวันตกถูกจัดวางโครงสร้างเอาไว้แล้วว่าจะต้องเป็นแบบไหน ที่สำคัญการต่อรองเหล่านั้นทำให้เกิดสถาบันต่างๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะสถาบันศึกษาอิสลามชั้นสูงจนกระทั่งมีมหาวิทยาลัยอิสลามในอินโดนีเซีย

กล่าวโดยสรุปก็คือ เป็นการปรับเปลี่ยนการศึกษาของอิสลามให้เป็นไปตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของอินโดนีเซียเอง และข้อค้นพบที่สำคัญของบทความชิ้นนี้ก็คือ จะเห็นได้ว่าการศึกษาในอินโดนีเซียเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่มีระบบสามัญเพิ่มขึ้น 70% และการศึกษาทางศาสนาลดลงถึง 30% แต่การเพิ่มขึ้นและลดลงเป็นไปในเรื่องของการบูรณาการทางการศึกษา

กระบวนการสร้างชุมชนมุสลิมในพหุสังคมอีสานภายใต้โลกสมัยใหม่

บทความชิ้นสุดท้ายของกลุ่มนี้คือเรื่อง “กระบวนการสร้างชุมชนมุสลิมในพหุสังคมอีสานภายใต้โลกสมัยใหม่” โดย อาจารย์อิมรอน โสะสัน งานชิ้นนี้ได้ศึกษากระบวนการสร้างชุมชนของชาวมุสลิมอีสานท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่สำคัญงานชิ้นนี้พยายามศึกษาปฏิสัมพันธ์ของชุมชนมุสลิมกับชุมชนอื่นที่ไม่ใช่มุสลิมถึงการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยที่มุสลิมเป็นส่วนน้อยในภาคอีสาน

การอธิบายในงานเขียนนี้ใช้ทฤษฎีที่สำคัญคือ ทฤษฎีพหุนิยมซึ่งเป็นทฤษฎีที่พูดถึงการยอมรับความหลากหลายที่เกิดขึ้นในสังคม เป็นลักษณะที่เด่นในสังคมสมัยใหม่ เพราะหากสังคมสมัยใหม่ไม่ยอมรับความหลากหลายก็จะเป็นสังคมสมัยใหม่ไม่ได้ ผู้เขียนพยายามศึกษาลักษณะเด่นที่เกิดในสังคมอีสาน ข้อค้นพบหรือข้อสรุปที่สำคัญคือ มีกลไกอยู่ 3 ประการด้วยกันที่จะก่อเกิดความเป็นพหุนิยมในสังคมอีสาน

1.การสร้างคุณค่าและความศรัทธาร่วมกัน กล่าวคือ คุณค่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในสังคมจะไม่เกิดการยอมรับหรือศรัทธาได้ หากไม่เกิดจากการสร้างร่วมกันของคนในสังคม ดังนั้นสังคมมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมจึงมีการสร้างที่มีปฏิสัมพันธร่วมกัน 2. การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิม แน่นอนว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญ และ  3.การดำรงรักษาและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งเราอาจจะไม่เห็นเหมือนกับที่อื่นอย่างภาคใต้ที่มีความเข้มแข็งในทางอัตลักษณ์ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ดีตนมองว่าผู้เขียนได้สรุปหัวข้อที่น่าสนใจมากประการหนึ่งว่า ถ้าชุมชนได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชนอื่นมากขึ้น ชุมชนมุสลิมเองก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาหลักคำสอนของศาสนาอิสลามมากขึ้นเช่นกัน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ตนคิดว่าการที่จะทำให้อิสลามไม่หยุดนิ่งในการเรียนรู้และเผยแผ่ความยิ่งใหญ่ของอิสลาม มุสลิมจะต้องไม่ปิดกั้นตัวเอง ต้องกล้าที่จะเผชิญกับโลกภายนอกและปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะอิสลามคือเราะห์มาตัลลิลอาลามีน (เป็นความเมตตาต่อมวลมนุษยชาติ)ไม่ใช่เพื่อชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ความรู้จะนำสังคมไปสู่สันติภาพ” วาทะ 2 ดร.เปิดตัวหนังสือคนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่