“กลไก TJ จะนำความจริงไปสู่ความยุติธรรมและสันติภาพปาตานีอย่างไร” โดยศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

กลไก TJ จะนำความจริงไปสู่ความยุติธรรมและสันติภาพอย่างไร อ่านคำอธิบายของผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ชี้พื้นที่อ่อนไหวใช้กฎปะทะอย่างเดียวไม่พอ เผยการค้นหาความจริงกรณีโต๊ะชูดอยู่บน 2 หลักการพื้นฐาน “ปกป้องสิทธิฯและสร้างสันติภาพ” แต่ที่ปาตานียังไม่มีข้อตกลงสันติภาพฯ จึงต้องปรับทุกอย่างให้มุ่งสู่สันติภาพและการปกป้องสิทธิมนุษยชน ย้ำความจริงจากทุกฝ่ายจะช่วยแก้ไขความขัดแย้งได้

การค้นหาความจริงที่ปาตานี จะนำไปสู่ความยุติธรรมและสันติภาพได้อย่างไร ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้จะอธิบายถึงการทำงานของคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีเจ้าหน้าที่รัฐสังหารประชาชน 4 คน ที่บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2558 ตามแนวทาง Transitional Justice หรือ TJ ว่าจะปกป้องสิทธิมนุษยชนและสร้างสันติภาพไปพร้อมกันได้อย่างไร

sri

กลไก TJ เชื่อมความยุติธรรมกับสันติภาพ

ผศ.ดร.ศรีสมภพ บอกว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบ้านโต๊ะชูดยึดแนวทาง Transitional Justice ในการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่สันติภาพ

คำถามคือ - Transitional Justice คืออะไร

Transitional Justice หรือ TJ แปลว่า ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน คือชุดของกลไกชั่วคราวที่ช่วยรัฐและสังคมในการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายภายหลังความขัดแย้ง

ผศ.ดร.ศรีสมภพ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการชุดนั้นด้วย บอกว่า TJ คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในแง่ความยุติธรรม โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การขาดความยุติธรรมคือสาเหตุของความขัดแย้ง หากจะสร้างสันติภาพก็ต้องจัดการกับความอยุติธรรม

โดยส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมใน 3 รูปแบบ ได้แก่

1.ความยุติธรรมแบบแก้แค้นทดแทน (Retributive Justice) คือการลงโทษผู้กระทำผิดโดยกระบวนการยุติธรรม

2.ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) คือการชดเชยเยียวยาเหยื่อของการละเมิดสิทธิ

3.ความยุติธรรมเชิงกระบวนการ (Procedural Justice) คือ การแก้ไขปรับปรุงระบบยุติธรรมและป้องกันไม่ให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

การทำงานของ TJ ดำเนินการผ่าน 4 กลไก ได้แก่ 1.การดำเนินคดี (prosecutions) 2.กระบวนการค้นหาความจริง (truth-seeking) 3.การชดเชยเยียวยา และ 4.การปฏิรูปสถาบันด้านความยุติธรรมและด้านความมั่นคง

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า การนำหลักการของ TJ มาใช้กับที่ปาตานี เป็นการใช้ระหว่างความขัดแย้ง โดยเลือกทำบางอย่างไปก่อน เช่น การตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง ซึ่งที่ผ่านมา มีการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงมาแล้ว 13 ชุด เช่น กรณีกรือเซะ กรณีตากใบ และล่าสุดกรณีบ้านโต๊ะชูด แต่ทั้งหมดยังไม่ถึงขั้นนำคนผิดมาลงโทษได้ ทำได้เพียงแค่เพื่อการชดเชยเยียวเท่านั้น

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า เหตุที่ยังไม่สามารถทำได้ครบทั้ง 3 รูปแบบ เพราะกระบวนการสันติภาพปาตานียังไม่ถึงขั้นตอนการเจรจาสันติภาพที่ต้องมีข้อตกลงสันติภาพ

แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโต๊ะชูดก็สามารถทำได้หลายอย่างแล้ว เพราะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ก้าวหน้ากว่าคณะกรรมการชุดก่อนๆ เช่น ให้ดำเนินคดีอาญาและลงโทษทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิด

ส่วนข้อเสนอต่อการปฏิรูปความมั่นคง เช่น ให้ปฏิรูปงานข่าวกรองของรัฐหรือการข่าวความมั่นคง เพื่อแยกแยะข้อมูลให้ถูกต้องป้องกันการปฏิบัติการที่ผิดพลาด

พื้นที่อ่อนไหวใช้กฎปะทะอย่างเดียวไม่พอ

ผศ.ดร.ศรีสมภพ ยกตัวอย่างการปฏิรูปงานความมั่นคง เช่น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงกับผู้บังคับบัญชาในสนามรบต้องประสานงานกันตลอดเวลา ทั้งก่อนปฏิบัติการ ระหว่างปฏิบัติการ และการตัดสินใจในการยิงปะทะ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

“เพราะความขัดแย้งที่ปาตานีมีความอ่อนไหวมาก เพราะเป็นความขัดแย้งทางชาติพันธ์ ศาสนาและการเมือง จึงไม่ใช่สนามรบธรรมดาที่ใช้กฎการปะทะของทหารอย่างเดียว เพราะพื้นที่ที่มีความขัดแย้งลักษณะนี้ การปฏิบัติการทางทหารอาจจะเหมาะสมก็จริง แต่ในทางการเมืองอาจจะไม่เหมาะสม”

“ไม่เหมาะสมเพราะเสี่ยงที่จะยิงไปโดนผู้บริสุทธิ์หรือพลเรือน จึงต้องระวังอย่างมาก ดังนั้นผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องรับรู้ในทุกๆขั้นตอนการปฏิบัติการทางทหารในสนามรบ”

กลไก TJ ชี้จุดให้กระบวนการยุติธรรมทำงานต่อ

ผศ.ดร.ศรีสมภพ บอกว่า คณะกรรมการชุดนี้จึงทำได้ทั้ง 3 อย่าง คือ ความยุติธรรมเพื่อลงโทษแม้ไม่ได้ทำงานต่อไปจนถึงขั้นนำคนผิดมาลงโทษ เพราะไม่มีอำนาจทางกฎหมาย แต่ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสามารถชี้จุดที่มีความชัดเจนและจุดที่น่าเคลือบแคลงใจของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

“จุดที่ไม่ชัดเจน ทางพนักงานสอบสวนจะต้องรับไปสอบสวนต่อเพื่อหาคนผิดมาลงโทษ อีกข้อเสนอ คือให้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนี้ต่อสาธารณะด้วย เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมด”

2 หลักการ“ปกป้องสิทธิฯและสร้างสันติภาพ”

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า แม้ว่าการค้นหาความจริงกรณีบ้านโต๊ะชูดไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการดำเนินได้โดยตรง แต่ก็สามารถนำไปสู่ทั้งการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและเพื่อการปฏิรูปเชิงสถาบันยุติธรรมและสถาบันความมั่นคง เพื่อส่งเสริมให้เกิดสันติภาพด้วย

“คณะกรรมการชุดนี้ทำงานบน 2 หลักการ คือ หลักปกป้องสิทธิมนุษยชนและหลักการสร้างสันติภาพ”

ต้องทำควบคู่กับกระบวนการสันติภาพ

คำถามคือ – จะสร้างกลไกเพื่อให้การค้นหาความจริงนำไปสู่การพิจารณาคดีได้หรือไม่ในตอนนี้ ?

ผศ.ดร.ศรีสมภพ บอกว่าทำได้ แต่ต้องทำควบคู่กับกระบวนการสันติภาพ”

หมายความว่า หากกระบวนการสันติภาพยังไม่สามารถแก้ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งได้ กลไก TJ ก็ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่เช่นกัน เพราะถ้าค้นหาความจริงไปตัดสินว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดในตอนนี้ กระบวนการสันติภาพก็จะติดขัดทันที่ เดินหน้าไปต่อไม่ได้

“เพราะทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรงเหมือนกัน ฝ่ายขบวนการก็ฆ่าคน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ฆ่าคน และยังไม่ได้มีข้อตกลงกันว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร จึงต้องให้มีกระบวนการสันติภาพก่อน แล้วจึงค้นหาความจริงไปพร้อมกัน”

“เพราะกระบวนการสันติภาพเป็นการตกลงร่วมกัน หรือหาทางออกร่วมกัน เช่น การนิรโทษกรรม ดังนั้นจะไปลงโทษตอนนี้ไม่ได้ครับ หากลงโทษระหว่างการเจรจาจะไปกระทบกับการพูดคุยสันติภาพได้”

ผศ.ดร.ศรีสมภพ ชี้ว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นที่ปาตานี ต้องแก้ไขในระยะยาวเช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น ความอยุติธรรม อัตลักษณ์ เป็นต้น เพราะการต่อสู้ที่นี่มาจากสาเหตุทางการเมือง ดังนั้นการฆ่าในที่นี้จึงไม่ใช่อาชญากรรม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นระบบสังคมที่มีความขัดแย้งกัน

“นี่คือระยะเปลี่ยนผ่าน จึงเรียกว่าความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน เพราะมีอะไรบางอย่างที่ต้องละเว้น บางอย่างไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ เพราะฉะนั้นต้องข้อตกลงจากการพูดคุยสันติภาพกันเสียก่อน”

ด้วยเหตุนี้ เรื่อง TJ จึงถูกใส่ในกระบวนการสันติภาพของมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ติมอร์เลสเต และที่อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในกระบวนการสันติภาพ

ต้องปรับทุกอย่างไปสู่สันติภาพและปกป้องสิทธิมนุษยชน

คำถามคือ – ดูเหมือนว่าสังคมเรียกร้องความยุติธรรม แต่ในกระบวนการสันติภาพบอกว่า จะหาว่าใครผิดใครถูกมาลงโทษยังไม่ได้ ฟังดูแล้วขัดแย้งกัน?

ผศ.ดร.ศรีสมภพ ตอกว่า “ใช่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาร่วมกัน เพราะแม้มีกระบวนการสันติภาพปาตานีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีข้อตกลงอะไรในเรื่องนี้”

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบ้านโต๊ะชูดก็ได้ยกระดับเรื่อง TJ ให้เด่นชัดขึ้นมาดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะและกระบวนการทำงาน ก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งทุกเรื่องต้องปรับและพัฒนาให้ไปตามแนวทางสันติภาพและการปกป้องสิทธิมนุษยชน

“เพราะทั้งคำแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ย้ำเรื่องความยุติธรรมและได้กล่าวขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนดร.อิสมะแอลุตฟี จะปะกิยา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฎอนี ที่เป็นกรรมการชุดนี้ด้วย ก็ย้ำอีกครั้งว่า เราต้องการให้เกิดกระบวนการสันติภาพ”

ผศ.ดร.ศรีสมภพ บอกว่า ที่ผ่านมา เมื่อมีผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงออกแล้วก็จ่ายเงินเยียวยา แล้วก็จบกัน ไม่ได้นำมาใช้พูดคุยกันต่อ ความคิดต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไป

“การเปลี่ยนความคิดเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะกระบวนการสันติภาพเป็นเรื่องความคิด ซึ่งตอนนี้ทั้งการคิด การพูด ภาษาที่ใช้ ถ้อยคำที่ใช้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แสดงว่ามีความก้าวหน้ามากขึ้น แม้บางเรื่องทำได้เพียงแค่แตะเท่านั้น เช่น การลงโทษคนผิดที่ละเมิดสิทธิประชาชน”

แต่ที่ปาตานียังไม่มีข้อตกลงสันติภาพฯ

คำถามคือ - ในเมื่อกระบวนการสันติภาพปาตานีตอนนี้ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ แล้วจะทำอย่างไร

ผศ.ดร.ศรีสมภพ ตอบว่า ต้องแยกแยะว่ามีการทำผิดทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างชัดเจนหรือไม่ ถ้าการละเมิดสิทธิเป็นการทำผิดกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ก็ต้องดำเนินคดีอาญาตามปกติ

ส่วนกลไกการค้นหาความจริงตามแนวทาง TJ เป็นกระบวนการเฉพาะ ซึ่งอาจทำได้เฉพาะเหตุการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิประชาชน และบางเหตุการณ์ทำไม่ได้หรือไม่จำเป็น เพราะสามารถดำเนินคดีตามปกติ

ความจริงจากทุกฝ่ายจะช่วยแก้ไขความขัดแย้งได้

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวถึงการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิดกฎหมายกรณีโต๊ะชูด หากเจ้าหน้าที่ทำผิดจริง จะทำลงโทษได้ 2 อย่าง คือ การลงโทษทางวินัยหรือสั่งย้ายออกจากพื้นที่ อีกทางหนึ่งคือศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมายข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา โทษคือประหารชีวิต

ส่วนผู้เสียชีวิตก็ถูกตั้งข้อหาด้วยคือ ข้อหาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ หากศาลพิพากษาว่า ผู้เสียชีวิตต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่จนถูกวิสามัญฆาตกรรม เจ้าหน้าที่ก็ไม่ผิด แต่คณะกรรมการสรุปไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานและไม่มีประจักษ์พยาน รวมทั้งมีเวลาตรวจสอบน้อย ไม่มีอำนาจที่จะชี้ผิดใคร และไม่มีความชำนาญมากขนาดนั้น จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจและอัยการต้องสอบสวนต่อไป โดยให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

กรณีแบบนี้ ตำรวจและอัยการต้องระมัดระวังมาก เพราะหากไม่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คำตัดสินที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความขัดแย้งต่อไป แต่หากให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย คำนึงถึงข้อมูลความเป็นจริงจากทุกฝ่าย ผลการตัดสินจะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

หวังว่าความจริงที่ปาตานีนำไปสู่ความยุติธรรมและสันติภาพที่จริงได้ในไม่ช้า ไม่อย่างนั้นแล้ว ประโยคสั้นๆ ที่ว่า “ไม่มีความยุติธรรมก็ไม่มีสันติภาพ” จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อไป

 

อ่านข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

เรียนรู้อีกครั้ง 'กลไก TJ เชื่อมความยุติธรรมกับสันติภาพปาตานีอย่างไร' โดย 'ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี'

“เมื่อความจริงไปไม่ถึงความยุติธรรม” จึงต้องมีกลไก TJ เพื่อความพร้อมสู่สันติภาพ

“ทำไมความจริงยังไปไม่ถึงความยุติธรรม” เผยข้อค้นพบจากการสำรวจกลไกยุติธรรม เพื่อสร้างความพร้อมสู่สันติภาพ

ความยุติธรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านควรมีบทบาทอย่างไรในชายแดนใต้

สี่ศพทุ่งยางแดง: เมื่อความจริงเป็นจุดเริ่มต้นของความยุติธรรม

ภาพงานแถลงผลสอบข้อเท็จจริงกรณีบ้านโต๊ะชูด/ทุ่งยางแดง