“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่” (2) สตรีมุสลิม และการฟื้นฟูอิสลามในโลกสมัยใหม่

 

ในงานเปิดตัวหนังสือ “คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่”   “สุไรนี สายนุ้ย” ชี้ถึงความเคลื่อนไหวของสตรีมุสลิมในบริบทความรุนแรงของโลกสมัยใหม่ “ซากีย์ พิทักษ์คุมพล” ได้อธิบายถึงการปะทะกันระหว่างสิ่งที่เป็นรากเหง้าดั่งเดิมกับความเป็นสมัยใหม่ และชี้ถึงความจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างสังคมศาสตร์กับอิสลามศึกษา ด้าน “โชคชัย วงษ์ตานี” อธิบายถึงการฟื้นฟูอิสลามจากตะวันออกกลางสู่จังหวัดชายแดนใต้ ประเด็นคณะเก่าคณะใหม่ และความหลากหลายของความไม่หลากหลายในจังหวัดชายแดนใต้

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2558 ในงานเปิดตัวหนังสือ “คนหนุ่มสาวมุสลิมกับโลกสมัยใหม่” จากตอนที่แล้วที่ได้นำเสนอการนำเสนอบทความวิชาการของตัวแทนจาก 5 ประเด็นในหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ไปแล้ว 2 ท่านคือ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ และ ดร.นิพนธ์ โซะเฮง เหลือตัวแทนอีก 3 ท่านจากอีก 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อาจารย์โชคชัย วงษ์ตานี และอาจารย์สุไรนี สายนุ้ย

สุไรนี สายนุ้ย : ความเคลื่อนไหวของสตรีมุสลิมในโลกสมัยใหม่

อาจารย์สุไรนี กล่าวว่า หัวข้อใหญ่ของกลุ่มนี้ก็คือ “ความเคลื่อนไหวของสตรีมุสลิมในโลกสมัยใหม่” มีบทความทั้งหมด 3 ชิ้นซึ่งเป็นการศึกษาทบทวนบทบาทของสตรีมุสลิม(มุสลีมะห์)ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก บทความชิ้นแรกคือเรื่อง “พลวัตสังคมสังเวียน: ขบวนการฟื้นฟูอิสลามของผู้หญิงมุสลิมในสังคมไทย” ของ อาจารย์อัมพร หมาดเด็น โดยผู้ศึกษางานชิ้นนี้สนใจศึกษาชีวิตของสตรีมุสลิมในฐานะกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีตัวตนและมีความรู้สึกในท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลกจากการขยายแนวคิดเซคิวลาร์(secularism) จากโลกตะวันตก รวมไปถึงแนวคิดของการฟื้นฟูอิสลามที่แพร่กระจายและมีประวัติศาสตร์ที่เป็นมาอย่างยาวนาน

ผู้เขียนศึกษากลุ่มผู้หญิงมุสลิมสายซุนนะห์และเน้นไปที่การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้หญิงชนชั้นกลางด้วย โดยผู้เขียนมองว่าลักษณะของการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของสตรีมุสลิมมีอยู่ 2 แนวคิด คือ

1. แนวคิดการกลับไปสู่ความเป็นอนุรักษ์นิยมหรือการกลับไปสู่ความเป็นอิสลามบริสุทธิ์ 2.แนวคิดภาวะความเป็นสมัยใหม่ สองแนวคิดนี้ถูกนำมาอธิบายในการเคลื่อนไหวของผู้หญิงมุสลิมโดยเมื่อมาศึกษาในบริบทของสังคมไทยที่เนื้องานส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเคลื่อนไหวเรื่องฮิญาบ แต่มีข้อค้นพบที่น่าสนใจก็คือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของผู้หญิงมุสลิมในประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นด้วยประเด็นความเคลื่อนไหวเรื่องฮิญาบ แต่เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคม

อีกข้อค้นพบที่น่าสนใจในงานชิ้นนี้ก็คือ การเคลื่อนของผู้หญิงมุสลิมเป็นคู่ขนานหรือไปด้วยกันกับการเคลื่อนไหวของผู้ชาย อย่างกรณีเรื่องฮิญาบมีบางกลุ่มที่สวมเพราะเน้นประเด็นความเป็นท้องถิ่น ในขณะที่บางกลุ่มเน้นการปฏิวัติและการฟื้นฟูโดยใช้ความเป็นสมัยใหม่เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะความเป็นอิสลามบริสุทธิ์ เช่น การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น

สตรีมุสลิมในบริบทความรุนแรงของยุคสมัย

บทความถัดมาคือเรื่อง “ผู้หญิงมุสลิมในบริบทความรุนแรงของยุคสมัย” ของ ฮาฟิสสา สาและ และเรื่อง “ขบวนการสตรีมุสลิมมลายู: การเปิดพื้นที่ทางสังคม” ของตนเอง โดยจะพูดควบคู่กันเพราะเป็นประเด็นบริบทของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีจุดคล้ายและก็มีจุดต่าง กล่าวคือท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ คนภายนอกอาจมองว่าผู้หญิงมุสลิมในสามจังหวัดเป็นผู้หญิงที่อยู่ในกรอบและเหมือนจะโดนกดขี่ โดยใช้ทัศนะหรือมุมมองของโลกตะวันตก นอกจากนั้นด้วยสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ผู้หญิงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย

ความต่างของสองบทความเกิดจากลักษณะของสังคมสามจังหวัดมีความซับซ้อนและย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง เช่น ผู้หญิงมีบทบาทในบ้านอย่างเดียวจริงหรือไม่ หรือผู้หญิงต้องเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วย แล้วพื้นที่ของผู้หญิงควรอยู่ตรงไหนกันแน่  อาจจะต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อให้ได้คำตอบ เป็นต้น สิ่งที่สองบทความมีเหมือนกันก็คือ ภาพที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อไปสู่ภาพที่ผู้หญิงเคลื่อนไหวทางสังคม โดยงานของตนพบว่าความเป็นชุมชนจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงให้บรรลุเป้าหมาย ทำให้ผู้หญิงจากที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบกลายเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หญิงคนอื่นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน หรือจากที่อยู่แต่ในบ้านกลายเป็นผู้ที่ออกมาทำงานเพื่อสังคมโดยมีชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน ส่วนหนึ่งเป็นการอุดช่องโหว่ของรัฐที่ช่วงแรกมีการสนับสนุนน้อยมาก ดังนั้นการที่ชุมชนสามารถช่วยเหลือกันเองทำให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นมา

ในขณะที่งานของ ฮาฟิสสา จะพูดถึงผู้หญิงในอดีตที่มีส่วนร่วมกับสงครามในรูปแบบต่างๆ อาจไม่ใช่ถือดาบ ขี่ม้า แต่มีส่วนร่วมในด้านอื่นๆ โดยผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นว่าการที่สังคมมองว่าผู้หญิงมุสลิม ทำอะไรไม่เป็นเลยหรืออยู่แต่ในกรอบในบ้านนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องมองอีกมุมและศึกษาไปยังประวัติศาสตร์ให้ดีๆ

อีกประเด็นที่งานสองชิ้นนี้มีความคล้ายกันก็คือ ความเคลื่อนไหวของผู้หญิงมุสลิมจะมีการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ความเป็นมลายูมุสลิมกับศาสนาอิสลาม แต่สิ่งที่ ฮาฟิสสา ตั้งข้อสังเกตก็คือ ในความเป็นมลายูกับความเป็นมุสลิม ผู้หญิงมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเป็นมลายูมากกว่าความเป็นมุสลิม ซึ่งสำหรับตนมองว่าเป็นสิ่งที่เราควรจะหาข้อสนับสนุนเพิ่มเติมว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล : การปะทะกันระหว่างรากเหง้าดั่งเดิมกับความเป็นสมัยใหม่

อาจารย์ซากีย์ กล่าวว่า ในกลุ่มนี้หัวข้อใหญ่ก็คือเรื่อง  “อัตลักษณ์มุสลิมในกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่” มีบทความอยู่ 3 ชิ้น คือ “โลกาภิวัตน์กับการเปลี่ยนอัตลักษณ์มุสลิม : พลวัตของกระแสอิสลาม “บริสุทธิ์” ในสังคมมุสลิมไทย” ของ ฮาฟิส สาและ บทความเรื่อง “เยาวชนมุสลิมกับความเป็นสมัยใหม่: การปะทะต่อรองทางอัตลักษณ์และพลวัตทางสังคม” ของตนเอง และเรื่อง “มุมมองของคนหนุ่มสาวมุสลิมในประเทศไทยผู้ใช้งานอินเตอร์เนทที่มีต่อเครื่องมือค้นหาข้อมูลของกูเกิ้ล” ของ กศิน ตอเล็บ จากบทความ 3 ชิ้นนี้ ตนขอสรุปให้เหลือ 3 คำ คือ “ความไม่ลงรอย” ของกลุ่มที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์ความเป็นสมัยใหม่ คำที่สองคือ “ความท้าทาย”  และคำที่สาม คือ “เทคโนโลยี”

สิ่งที่งานทั้ง 3 ชิ้นกำลังจะบอกก็คือ อัตลักษณ์ของมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งของเยาวชนภายใต้ความเป็นสมัยใหม่ สิ่งที่เราเห็นก็คือความไม่ลงรอยกันที่เป็นผลมาจากการปะทะกันระหว่างสิ่งที่เป็นรากเหง้าดั้งเดิมกับสิ่งที่มาพร้อมกับความเป็นสมัยใหม่ ความจริงความเป็นสมัยใหม่ คาร์ล แจเปอร์ นักปรัชญาคนสำคัญชาวเยอรมันอธิบายถึงลักษณะความเป็นสมัยใหม่อย่างหนึ่งที่สำคัญมาก คือสิ่งที่ทุกคนขยายตัวออกไป ทำอะไรเหมือนกันทุกอย่าง มีคุณค่าเดียวกันทั้งโลก ความไม่ลงรอยก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากรากฐานดั้งเดิมหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมกับสิ่งที่มาเป็นความสมัยใหม่ อย่างหนึ่งก็คือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (modern science) เช่น เทคโนโลยีต่างๆ

ในงานของ กศิน พูดถึงอินเตอร์เนทมีผลทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า “ความท้าทาย” ท้าทายแม้กระทั่งต่อผู้รู้เอง อย่างการเข้าไปหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตยิ่งประเด็นทางศาสนาสามารถทำได้อย่างง่ายดายกว่าการเดินไปหาโต๊ะครูหรือผู้รู้ เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าเรามี E- โต๊ะครูด้วย อย่าง E-book ต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงจะอยู่ในงานทั้ง 3 ชิ้น แต่สิ่งที่ตนเองต้องการจะพูดก็คือ งานวิจัยทั้งชุดนี้ เป็นงานวิจัยที่วางอยู่บนรากฐานของความเป็นสังคมศาสตร์มากกว่าที่จะเป็นงานวิจัยที่ใช้วิธีวิทยาแบบการศึกษาศาสนา คำถามก็คือข้อต่างของทั้งสองศาสตร์คืออะไร?

การทำงานร่วมกันระหว่างกรอบคิดแบบอิสลามศึกษากับกรอบคิดแบบสังคมศาสตร์

อาจารย์ซากีย์ กล่าวอธิบายว่า จากประสบการณ์ของตนเองที่เคยอยู่ในโลกอิสลามศึกษา ต่อด้วยโลกรัฐประศาสนศาตร์ ปัจจุบันอยู่ในโลกของมานุษยวิทยา สิ่งที่ติดมากับตัวก็คือการตัดสินคุณค่า (value judgement) ในการทำงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ เป็นผลมาจากการที่ถูกฝึกโดยมีกรอบคิดแบบศาสนา มันทำให้เห็นการตัดสินปราฏกการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นโดยที่เราเองไม่รู้ตัว

“นี่คือข้อต่างของงานศึกษาหรือวิธีวิจัยที่วางอยู่บนรากฐานของสังคมศาสตร์สมัยใหม่ที่ตัวเราไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่ความเห็นต่อสิ่งที่เราศึกษา เรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่”

สิ่งที่เราเห็นในงานศึกษาทั้งหมดพบว่า สิ่งที่เราพยายามจะบอกในงานวิจัยชุดนี้ก็คือ ความซับซ้อนของตัวปรากฏการณ์ที่จำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกรอบคิดแบบอิสลามศึกษากับกรอบคิดของความเป็นสังคมศาสตร์ เพราะโลกทุกวันนี้มีความท้าทายที่เกิดขึ้นทำให้เราไม่สามารถที่จะไปชี้ดำชี้ขาว (ตัดสิน) โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ตัวอย่างกรณีคนที่ตนเองเคยไปคุยด้วยซึ่งส่วนใหญ่นักวิชาการศาสนาจะไม่คุยด้วย เช่น ผู้ชายที่เป็นกระเทยแล้วอยากมีนมโดยมีขีดจำกัดคือไม่แปลงเพศและรู้ด้วยว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นความผิดพลาดในกรอบของศาสนา สิ่งที่เขาพยายามจะทำก็คือการต่อรองกับความผิดด้วยการสำนึกในความผิดของตัวเองกับการพยายามที่จะปฏิบัติศาสนกิจในฐานะที่เป็นมุสลิมคนหนึ่ง คำถามก็คือ ในสภาวะดังกล่าวนี้สังคมมุสลิมที่เผชิญกับปัญหาในลักษณะนี้เราจะอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้อย่างไรด้วยความเข้าใจ และด้วยสายตาที่มองเขาว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นต้น

งานวิจัยของตนก็ยังไม่ได้ตอบปัญหานี้ว่าควรอยู่กันอย่างไร แต่ให้คิดต่อว่าเราจะมองคนเหล่านี้อย่างไร หรือมองเขาเป็นคนชายขอบแล้วโยนเขาใส่นรกอย่างเดียว? อันนี้คือหัวใจหลักหรือสาระสำคัญของงานวิจัยชุดนี้ที่พยายามที่จะบอกว่าเราอยู่ในกรอบของความเป็นสังคมศาสตร์ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับการศึกษาแบบอิสลามศึกษา การทำงานร่วมกันระหว่างสังคมศาสตร์กับอิสลามศึกษาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นความท้าทาย เพื่อที่จะเผชิญและรับมือกับความเป็นสมัยใหม่ที่กำลังถาโถมสังคมมุสลิมในปัจจุบัน

โชคชัย วงษ์ตานี : การฟื้นฟูอิสลามจากตะวันออกกลางสู่ชายแดนใต้

อาจารย์โชคชัย กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนพูดในหัวข้อใหญ่ คือ “ความเคลื่อนไหวในสามจังหวัดภาคใต้” มี 4 บทความคือ  เรื่อง “การเมืองแห่งอัตลักษณ์: ความหลากหลายและพลวัต “มลายูมุสลิมปาตานี” ในโลกสมัยใหม่” ของ เอกรินทร์ ต่วนศิริ เรื่อง “การฟื้นฟูอิสลามกับสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้” ของ อรชา รักดี เรื่อง “สหกรณ์อิสลาม: คำตอบของของมุสลิมไทยต่อเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์” ของ ดร.ธวัช นุ้ยผอม และเรื่อง “ความหลากหลายที่ไม่หลากหลาย: การจัดการในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” ของตนเอง

งานของอาจารย์อรชา เป็นงานวิจัยเชิงเอกสารและสัมภาษณ์ด้วย ความมุ่งเน้นในงานชิ้นนี้ก็คือ สนใจผลกระทบหรืออิทธิพลของกระแสการฟื้นฟูอิสลามในโลกาภิวัฒน์ต่อสังคมและชุมชนที่มาจากรัฐ โดยสนใจเรื่องปรากฏการณ์การฟื้นฟูที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ 20 โดยมองทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหรับ อาเซียน รวมไปถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีการฟื้นฟูอิสลามอย่างไร

หัวข้อสำคัญๆ ของบทความชิ้นนี้ เช่น การฟื้นฟูอิสลามซึ่งผู้เขียนบทความมองว่าเป็นเสียงเรียกของอิสลามไปสู่การฟื้นฟูหรือพัฒนาตนเอง หรือประเด็นการฟื้นฟูอิสลามโดยมองจากเพื่อบ้านหรือจากนอกบ้านสู่ในบ้าน งานชิ้นนี้ศึกษาตั้งแต่ที่ซาอุดิอาระเบีย คือแนวคิดของมุฮัมมัด อับดุลวาฮาบ หรือสำนักคิดอัซซาลาฟุสสอและห์ และศึกษามาสู่เอเชียอาคเนษ์โดยใช้หัวข้อในการศึกษาว่าการฟื้นฟูอิสลามเสียงจากเพื่อนบ้าน ตั้งแต่มาเลเซีย อย่างพรรคอัมโน ศูนย์วิจัยอิสลามในมาเลเซีย พรรคปาส รวมถึงแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากหะซัน อัลบันนา และซัยยิด กุฏบ์ เป็นต้น นำไปสู่การฟื้นฟูอิสลามในมาเลเซียอย่างไร

หัวข้อต่อมาคือการพูดถึงการฟื้นฟูอิสลามในบ้าน อย่างกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเรามีความเชื่อมโยงกับที่อื่นๆ อย่างไร ผ่านปอเนาะต่างๆ หรือผ่านสถาบันการศึกษาของ ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา โดยที่ผู้เขียนได้เน้นไปที่ประเด็นสำคัญอย่างสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ “ผ้าฮิญาบ”

ฮิญาบนำไปสู่การฟื้นฟูอิสลามในพื้นที่นี้อย่างไร โดยการยกงานของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของนักศึกษามุสลีมะห์ ในมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาเมื่อปี 1988 (พ.ศ. 2531) ว่ามีจุดเปลี่ยนอย่างไรต่อกระแสการฟื้นฟูอิสลามโดยเชื่อมโยงไปถึงการขับเคลื่อนของสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) โดยตั้งหัวข้อว่า จาก ยมท. ถึงกลุ่มต่อสู้ โดยที่ส่วนหนึ่งที่งานชิ้นนี้ก็ไปดูที่การเกิดหรือที่มาของการเคลื่อนไหวของขบวนการ BRN ว่าเป็นการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเพื่อฟื้นฟูอิสลามด้วยหรือไม่

ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ทิ้งท้ายไว้ว่า บทเรียนที่สำคัญไม่ใช่แค่เพียงรัฐเท่านั้นที่ควรตระหนักรับรู้ แต่คนทั่วไปทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมควรศึกษาผ่านการเรียนรู้การฟื้นฟูอิสลามที่เกิดขึ้น การจะยืนยัดฟื้นฟูอิสลามได้จะต้องใช้ความเข้าใจ ความอดทน และการมีจิตใจที่กว้าง เพื่อที่จะทำให้เราได้ร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ มีความสมานฉันท์ และมีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมด้วยการศึกษาผ่านการฟื้นฟูอิสลาม

สหกรณ์อิสลาม : การสร้างความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจด้วยหลักการศาสนา 

บทความชิ้นที่สองคือ บทความของ ดร.ธวัช ที่ศึกษาเรื่องสหกรณ์อิสลาม โดยมองว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา สังคมไทยเริ่มพูดถึงศาสนาอิสลามเพิ่มมากขึ้นและเป็นช่วงที่มีการพยายามฟื้นฟูอิสลามด้วยการนำหลักการอิสลามมาใช้ในด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์ในงานก็คือศึกษาประวัติการก่อตั้งสหกรณ์อิสลาม อีกประเด็นคือการประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในมิติของอิสลาม ข้อค้นพบหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในตอนที่ศึกษาพบว่าการดำเนินงานสหกรณ์ผ่านความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนา นักการศาสนา นักธุรกิจมุสลิม โดยที่ระยะแรกในการดำเนินงานพวกเขาก็ไม่มั่นใจว่าสหกรณ์จะปลอดดอกเบี้ยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และยังไม่มั่นใจว่าจะดำเนินการให้ตรงตามหลักการศาสนาอิสลามได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่ก็เลือกที่จะดำเนินการไปพร้อมกับการเรียนรู้กันไป

ข้อค้นพบอีกประการที่น่าสนใจก็คือ การดำเนินงานของสหกรณ์หลีกเลี่ยงดอกเบี้ยในทุกกิจกรรมโดยใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยใช้หลักการศาสนาอิสลาม เช่น มูฎอรอบะห์ รอบาอะห์ ชากาอะห์ ตะกาฟุล เป็นต้น และได้ข้อสรุปจากการศึกษาว่า สหกรณ์อาจจะประสบปัญหาอยู่บ้างโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรมนุษย์และการเข้าใจหลักการในการดำเนินงานของสหกรณ์อิสลาม แต่สหกรณ์ก็มีความพยายามในการที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เหล่านั้นเพื่อที่จะทำให้สหกรณ์สามารถที่จะรับใช้สังคมในทางเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์และทำให้สังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือในประเทศไทยในภาพรวมมีความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจ    

คณะเก่าคณะใหม่ : ปรากฏการณ์ทางสังคมจังหวัดชายแดนใต้

บทความชิ้นที่ 3 เรื่อง “การเมืองแห่งอัตลักษณ์: ความหลากหลายและพลวัต “มลายูมุสลิมปาตานี” ในโลกสมัยใหม่” ของ เอกรินทร์ ต่วนศิริ เป็นบทความน่าสนใจเพราะไปในที่ที่คนไม่ค่อยไปกัน คือศึกษาความเป็นคณะเก่าคณะใหม่ บทความชิ้นนี้วางอยู่บนฐานปรากฏการณ์ทางสังคมหมายถึงพูดถึงเรื่องคณะเก่าคณะใหม่หรือสายใหม่สายเก่าในรอบไม่ต่ำกว่า 3 ศตวรรษที่ผ่านมาที่เป็นเรื่องปกติ แต่มีนักวิชาการต่างประเทศเท่านั้นที่กล้าเขียน ในโลกวิชาการภาษาไทยไม่ค่อยมีให้พบเห็น ในช่วงแรกที่บทความชิ้นนี้ออกม่สู่สายตาสาธารณะก็มีผลกระทบต่อหลายคนเช่นกัน อย่างบางคนรีบออกมาปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่สายเก่าหรือไม่ใช่สายใหม่

บทความชิ้นนี้ศึกษาโดยใช้ทฤษฎีการเมืองแห่งอัตลักษณ์และพูดถึงประเด็นความหลากหลายมาหนุนเสริมคำอธิบายเหล่านั้นด้วย บทความชิ้นนี้พบว่าปรากฏการณ์ความขัดแย้งในความเป็นสายใหม่สายเก่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังคงอยู่ แต่ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างในระดับชาวบ้านก็ยังมีการพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่จะถูกหรือผิดผู้ศึกษากล่าวว่าไม่อาจทราบได้ นอกจากนั้นยังพบว่ามีการตีความศาสนาในแง่ที่แตกต่างกันที่ไม่ใช่แค่สายเก่าสายใหม่ แต่มีทั้งสายซุนนะห์ สายดะวะห์ เป็นต้น สุดท้ายสิ่งที่ผู้ศึกษาเรื่องนี้ทิ้งทายในบทความก็คือ บทความชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการให้เห็นความหลากหลายของมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ในรอบความขัดแย้งที่ผ่านมารัฐเองก็สถาปนาและช่วงชิงความของมุสลิมที่ดีในแบบของรัฐ แน่นอนว่าทั้งมุสลิมสายเก่าสายใหม่พยายามจะบอกว่ามุสลิมที่ดีนั้นเป็นอย่างไร รัฐเองก็พยายามที่จะทำในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน กล่าวคือ รัฐเองก็พยายามเข้ามามีปริมลฑลของความเปลี่ยนแปลงของการตีความข้างต้น บทความนี้ได้เปิดเผยผ่านผู้ให้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งว่า เดี่ยวนี้รัฐก็มีอูลามาอฺ(ผู้รู้)ที่เป็นของรัฐเอง หมายถึงรัฐพยายามที่จะให้มีการตีความในแบบของรัฐ อย่างกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ รัฐเองก็ใช้ผู้นำศาสนาเป็นเรื่องมือในการอธิบายการยิงถล่มมัสยิดในวันนั้น

ความหลากหลายของความไม่หลากหลายในจังหวัดชายแดนใต้

บทความชิ้นสุดท้ายเป็นของตนเองที่ศึกษาความหลากหลายของความไม่หลากหลาย ในบทความชิ้นได้ทำสองสามอย่าง คือ เวลาเราพูดถึงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เรามักจะพูดถึงประเด็นความหลากหลายกันเยอะมาก คำถามก็คือหลากหลายอย่างไร เช่น มุสลิมมีอยู่หลายกลุ่มที่นอกจากมลายูแล้วยังปาทาน มุสลิมเบงกาลี หรือจีนก็มีหลายกลุ่มมาก แต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกัน เป็นต้น

บทความชิ้นนี้พยายามฉายภาพว่ามีกลุ่มไหนหรือมีที่ยืนสำหรับกลุ่มไหนบ้างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวซาไก สิ่งที่พบก็คือความหลากหลายมักจะไม่ค่อยได้ถูกพูดในระดับหน่วยงานราชการระดับล่างหรือระดับชาวบ้านเองก็ไม่ค่อยพูดถึงประเด็นความหลากหลาย แต่ฝ่ายที่มักจะพูดถึงความหลากหลายมักจะเป็น ศอ.บต. ที่เวลาออกจุลสารหรือวารสารก็มักจะอธิบายว่าความหลากหลายนั้นเป็นสิ่งที่ดีในหลายๆ ด้าน เป็นต้น

อีกสองอย่างที่ทำในบทความชิ้นนี้ก็คือ อย่างแรกเลยตนนึกถึงวิชาที่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานนี้ก็คือวิชารัฐศาสตร์ของอาจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา โดยที่ท่านตกผลึกทางความคิดมาจากอาจารย์เสนีย์ มะดากะกุล โดยท่านเคยกล่าวว่า ถ้าจะทำงานการเมืองกับคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจเป็นอันดับแรกก็คือ คนริมทะเล คนอยู่บนบกหรือยู่ตามท้องทุ่งนา กับคนฝั่งยะลา เบตง สุคีริน แค่คนสามพื้นที่ดังกล่าวก็ต่างกันเยอะ ทั้งรสชาติอาหาร วิธีคิด ภาษา ความจำและการลืม ตัวอย่างเช่น ถ้าจะทำงานการเมืองและไปหาเสียงควรจะไปหาใครก่อนระหว่างคนริมทะเลกับคนบนภูเขา ใครจำและลืมนักการเมืองได้ง่ายกว่ากัน ปรากฏบทสะท้อนในตัวงาน เช่น คนริมทะเลตั้งแต่หนองจิกยันตากใบพบว่าเป็นคนที่ลืมง่าย สายป่านสั้นและโลกหมุนเร็ว แต่ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปยังบันนังสตา ยะหา ฯลฯ คนเหล่านี้ความจำยาว ไม่ต้องไปหาบ่อย ไปทำความดีครั้งหนึ่งจะอยู่ได้นานมาก จึงทำให้เห็นถึงความต่างของความหลากหลายในหลายๆ เรื่อง

อีกประการที่พยายามทำก็คือ การได้เห็นถึงวิธีการจัดการความหลากหลายของชนกลุ่มน้อยในมาเลเซียหลายประการ เช่น การเอาเด็กทุกสีผิวในมาเลเซียมาใส่ชุดวิชาชีพ แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของมาเลเซียที่พยายามจินตนาการบางอย่าง เป็นต้น ที่สำคัญเขาทำให้คนทุกชาติพันธุ์มีความหวังในการส่งลูกไปเรียนในที่ต่างๆ ทำให้เห็นว่าการจัดการความหลากหลายของเขามีผลในทางปฏิบัติ สุดท้ายข้อค้นพบสำคัญประการหนึ่งก็คือ ที่รัฐเปรัค รัฐบาลทำงานกับชาวซาไกโดยการส่งเสริมให้ชาวซาไกสองคนชายหญิงตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วให้ไปเรียนจนจบปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ และนำกลับมาเป็นดีเจในการสื่อสารข่าวเพื่อให้ผู้คนได้รู้ว่ารัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาผู้คนเหล่านี้อย่างไร

อีกประการที่ทำก็คือการไปสัมภาษณ์คนจีน ซึ่งเขาภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นคนไทยและมีความรู้สึกว่าเขามีที่ยืนมากในสังคมเพราะใครที่มีอำนาจในสังคมขณะนี้ล้วนแล้วมีความเชื่อมโยงกับคนเชื้อสายจีน คนมลายูมองว่าตนเองเป็นคนชั้นสอง เมื่อถามชาวซิกข์เขาจะตอบว่าพวกเขาไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดแต่ก็มีความรู้สึกเวลารัฐให้อะไรกับคนเพียงบางกลุ่มในขณะที่พวกเราไม่ได้อะไรเลย เป็นความท้าทายของรัฐว่าจะจัดการกับความหลากหลายอย่างไร เพราะดูเหมือนกับว่ารัฐจะให้สิ่งต่างๆ แก่ชาวพุทธและชาวมุสลิมมากกว่ากลุ่มอื่น และดูเหมือนชาวมุสลิมจะถูกเอาใจมากกว่าด้วยซ้ำไป 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“แนวคิดนักวิชาการมุสลิมรุ่นใหม่”(1) เปิดโลกมุสลิมศึกษาจากอีสานสู่ตะวันออกกลาง