คุยกับ “ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี” ผู้เฝ้ามอง 1 ทศวรรษในฝุ่นควันความรุนแรง

 

11 มิ.ย. 2558  ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี มีโอกาสพูดคุยสรุปภาพรวมในรอบ 10 ปีสถานการณ์ภาคใต้กับ ผศ.ดร.ศรีสมภพ  จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ผู้ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของนักวิชาการที่วิจัยและเฝ้าระวังความรุนแรงมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ปี 2547 อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

10 ปีกับแนวโน้มของเหตุการณ์ ?

          10 ปีที่ผ่านมากร๊าฟของเหตุการณ์มีขึ้นมีลงตลอด  เหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุดก็คือใน 4 ปีแรก 2547 – 2550 บางเดือน 200-300 เหตุการณ์ ทั้งยิง ระเบิด เผาสถานที่ต่างๆ โดยเฉลี่ย 160-170 ครั้งต่อเดือน  พอปี 2551 ก็เริ่มลดระดับจำนวนเหตุการณ์ลง เดือนละ 70 ครั้งโดยเฉลี่ย แต่ก็มีการขึ้นลงอยู่ตลอด พอปี 2557 เหตุการณ์ก็ลดลงมา แต่ก็เพิ่มขึ้นอีกในปี 2558  ตั้งแต่เดือนมกราคม มาจนถึงพฤษภาคม และผมก็คาดว่าจากเดือนนี้ (มิถุนายน) ไปจนถึงเดือนรอมฎอน (กรกฏาคม) 2 เดือนนี้เหตุการณ์น่าจะมีจำนวนที่สูงขึ้น  ซึ่งปกติทุกปีเหตุการณ์ในเดือนรอมฎอนจะมีมากอยู่แล้ว 

เหตุความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่?

          มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายของรัฐบาลต่อปัญหาชายแดนภาคใต้มากกว่า เพราะทุกคนก็คาดว่า หลังจาก คสช.ยึดอำนาจแล้วนโยบายต่างๆ ในการแก้ปัญหาชายแดนใต้คงจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ปรากฏว่า คสช.ประกาศนโยบายยืนยันว่าจะต่อเนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่แล้วเรื่องการสร้างสันติภาพ สันติสุข สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยสันติภาพ รัฐบาลนี้ผมคิดว่าเป็นรัฐบาลทหารเดียวที่ต่อเนื่อง รัฐบาลอื่นที่มาจากการรัฐประหารมักจะคิดทำนโยบายของตัวเองมากกว่าให้แตกต่างจากรัฐบาลก่อน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีเนื้อหารายละเอียดที่แตกต่างแม้ว่านโยบายหลักแล้วจะเหมือนกัน คือมีการพบปะพูดคุยกับขบวนการ  มีการนัดหมายกันอยู่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

แล้วทำไมเหตุการณ์จึงไม่ลดลง?

          เพราะตั้งแต่ประกาศนโยบายแล้ว ปรากฏว่าการพูดคุยที่เรียกว่าสันติสุขกลับไม่ค่อยขยับ  ไม่มีการดำเนินการอย่างในรัฐบาลที่แล้วมีการพูดคุยสันติภาพ 3 ครั้ง ในปี 2556 แล้วหยุดไปเพราะปัญหาการเมือง พอ คสช.ยึดอำนาจในปี 2557 ก็ประกาศนโยบายต่อเนื่องในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ แต่ในทางปฏิบัติกลับทำแค่ในระดับโครงสร้างข้างบน มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ปัญหา ขับเคลื่อนกระบวนการอะไรต่างๆ แต่พอในระดับข้างล่างผู้ปฏิบัติกลับไม่ได้ทำอย่างเป็นรูปธรรมเท่าไร การพูดคุยสันติสุขก็ไม่ได้มีการพูดคุย บอกว่าเป็นเรื่องของปฏิบัติการลับ ผมก็เลยคิดว่านั่นเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหนึ่ง คือดูไม่มีความคืบหน้า ไม่มีพลวัตร ความกดดันและการก่อเหตุก็เลยสูงขึ้นเพราะดูเหมือนกับว่ารัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหานโยบายพูดคุยสันติภาพเมื่อประกาศออกมาก็ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่อย่างนั้นก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างนี้

มีผู้ตั้งข้อสังเกตเรื่องพูดคุยสันติภาพตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วว่ากลุ่มที่รัฐบาลพูดคุยนั้นเป็นตัวจริง  และมีศักยภาพนำกลุ่มขบวนการจริงหรือไม่?

          ผมคิดว่าเป็นตัวจริงน่ะใช่ เป็นคนที่อยู่ในองค์กรระดับนำอยู่ในต่างประเทศ และกลุ่มที่มาพูดคุยก็อยู่ในระดับปฏิบัติการ เพียงแต่ในแง่ของโครงสร้างขบวนการ เช่นขบวนการ BRN โครงสร้างบางส่วนก็กระจาย ไม่ได้คุมแบบรวมศูนย์ หน่วยปฏิบัติการในระดับพื้นที่หลายส่วนก็ไม่ยอมรับการเจรจา พยายามก่อเหตุในช่วงนั้น แต่ก็มีเงื่อนไขที่ยอมรับกันได้ เช่นในปีที่มีการเจรจา ปี 2556 มันมีแพทเทิร์นรูปแบบที่เปลี่ยนไป แม้ในภาพรวมเหตุการณ์จะไม่ลดลง แต่เป้าหมายของการก่อเหตุจะมุ่งไปที่ทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก 60-70 เปอร์เซ็นต์ นี่ตามสถิติ ส่วนเป้าที่เป็นพลเรือน ในเขตเมืองหรือเขตเศรษฐกิจทั้งหลายจะหายไป ทั้งนี้ก็มาจากการพูดคุยเจรจาที่คณะฝ่ายไทยเสนอว่าต้องการให้ขบวนการยุติความรุนแรง แต่ถ้าไม่ได้ก็ขอให้อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ในส่วนของประชาชนก็สบายรู้สึกมีความสุขขึ้น ไม่ต้องกลัวระเบิด แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่โดนหนัก

ทำไมช่วงปีกว่ามานี้ความรุนแรงจึงกลับมาสู่เป้าประชาชนและจำนวนเหตุการณ์มากขึ้นอีก?

          ก็เพราะในปี 2557 มานี้การเจรจาพูดคุยเรื่องสันติภาพยุติลง เหตุการณ์ก็กลับมาเหมือนเดิมจนกระทั่งปัจจุบัน มีระเบิด มีการสังหารผู้หญิง พระ และประชาชนอย่างสะเปะสะปะ ข้อสังเกตอีกอย่าง ในปีที่มีการเจรจาให้ยุติความรุนแรงคือเดือนรอมฎอนของปี 2556 ประมาณเดือนกรกฎาคมของไทย จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงมาต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี นี่ก็แสดงให้เห็นว่ามันมีการจัดการ มีเงื่อนไขที่ตกลงกันได้ และยังแสดงให้เห็นว่าผู้นำขบวนการที่ฝ่ายรัฐไปคุยด้วยน่าจะเป็นตัวจริง

ผ่านมา 10 ปีเหตุการณ์ความรุนแรงยังคงมีอยู่ ถ้ามองไปอีก 10 ปีข้างหน้าเหตุการณ์จะยังคงอยู่ หรือคลี่คลาย ด้วยเงื่อนไขปัจจัยใด?

          ในระยะยาวถ้านโยบายของรัฐในเชิงสันติอย่างแท้จริงไม่เปลี่ยน ไม่มีการพูดคุยสันติภาพ การหาทางออกในทางการเมืองทำไม่ได้ ไม่สามารถพูดคุยกันได้ ก็จะเกิดปัญหา เชื่อว่าในระยะยาวจะมีลักษณะเหมือนเราขึงเชือกยาวๆ มันก็แอ่นลงตกท้องช้างแล้วมันก็จะขึ้นอีก มีแนวโน้มอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องน่ากลัว เป็นความรุนแรงยืดเยื้อ ส่งผลด้านลบระยะยาว อาจไม่มีระเบิด เหตุการณ์ใหญ่ๆ แบบในอิรัก หรืออัฟกานิสถาน มีแต่เหตุการณ์รายวันตายกันวันละคนสองคน ความรุนแรงจะสะสมไปเรื่อยๆ

การเกิดขึ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ส่งผลให้คลี่คลายเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้หรือไม่ หรือเหตุการณ์ความรุนแรงมีผลต่อ AEC อย่างไร?

          ก็มีผลในแง่ความกดดันทางการเมือง ทำให้รัฐบาลมาเลเซีย หรือกลุ่มประเทศอาเซียนพยายามผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเขารู้ว่าหากรัฐบาลไทยปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ความรุนแรงยืดเยื้อก็จะกระทบอย่างมากต่อAEC เหตุการณ์ความรุนแรงมีผลทำลายเศรษฐกิจ แม้ว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับสี่อำเภอจะเป็นแค่จุดเดียว แต่ในที่สุดมันก็อาจจะบานปลายออก อาจจะขึ้นไปข้างบน กรุงเทพ สมุย ภูเก็ต ซึ่งขณะนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว หรือไม่ก็อาจจะลามไปทางมาเลเซียเพราะกลุ่มเครือข่ายที่ก่อการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันที่เชื่อมต่อ เขาก็อาจจะควบคุมไม่ได้ ยิ่งมาตอนหลังนี้ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียก็เกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาในประเทศของตน ตามรายงานจากต่างประเทศว่ามีคนของตนบางส่วนไปร่วมกับกลุ่มไอซิซ (ISIS) เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลมาเลเซียกดดันมากว่าต้องช่วยแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลไทยไม่ให้ปัญหายิ่งบานปลายออกไป

10 ปีกับข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมาย ต่อรัฐบาลทหารที่ค่อนข้างรวดเร็วเฉียบขาดในการแก้ปัญหา อาจารย์จะเสนอต่อรัฐบาลอย่างไรในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้?

          ประการแรกก็ต้องเดินหน้านโยบายพูดคุยสันติภาพและต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบ ให้เป็นข่าวสู่สารธารณะ ที่ผ่านมาอาจจะทำอยู่แต่รัฐบาลไม่เปิดเผย ผมคิดว่าแม้บางอย่างอาจจะปิดลับ แต่ก็ไม่ควรจะปิดทั้งหมด ควรจะเปิดได้ในบางจังหวะเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในทางการเมืองว่ามีการพูดคุยเจรจากันอยู่ เพราะมันเป็นความขัดแย้งที่มีลักษณะพิเศษเกี่ยวข้องกับเรื่องชาติพันธุ์และศาสนา มันต้องมีพื้นที่เปิดให้คนส่วนใหญ่ได้รับทราบว่ามีการต่อสู้ขัดแย้งและมีการหาทางออก การพูดคุยกันอยู่อย่างเปิดเผย

          ประการที่สองฝ่ายทหารที่ลงมาปฏิบัติการในพื้นที่ต้องระวัง แม้ว่าที่ผ่านมาก็มีการระมัดระวังเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดกฎหมาย สิทธิของประชาชน การฆ่า การซ้อมทรมานนี่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะมีข้อร้องเรียนของประชาชนอยู่มากในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามนโยบายที่ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ทำอยู่ในขณะนี้ก็เป็นนโยบายที่ดี พยายามให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ เปิดพื้นที่ทางการเมือง

         น่าสังเกตว่าการเปิดพื้นที่ทางการเมืองเรื่องสันติภาพ ภาคประชาสังคม วิชาการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโอกาสดีกว่าพื้นที่อื่นๆ ด้วยซ้ำไปในช่วงรัฐบาลทหาร ที่อื่นหากมีการสัมมนาทางวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ ธรรมศาสตร์ เชียงใหม่ ขอนแก่น ทหารต้องเข้าไปคุม แต่ มอ.ปัตตานีจัดงาน มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามารับฟังเหมือนผู้เข้าร่วมธรรมดา ไม่มีการห้ามพูดหัวข้อนั้นหัวข้อนี้ นี่เป็นจุดที่ดี คือเขาพยายามเปิดพื้นที่ในทางการเมืองไว้ เพราะรู้ว่าที่นี่ต่อสู้กันด้วยอาวุธจริงๆ มีความรุนแรงจริงๆ เกิดขึ้นแล้ว ไม่เหมือนที่อื่น ทางอีสานเสื้อแดงก็ไม่ก่อเหตุ แต่ที่นี่หากเกิดการจับ การฆ่าชาวบ้านในพื้นที่ อีกวันสองวันต่อมาก็ระเบิดตูมขึ้น ตำรวจทหารโดนยิง ถูกตอบโต้จริงๆ จะทำเล่นๆ ไม่ได้

        อีกอย่างคือการเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่นี่ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับเสื้อเหลืองเสื้อแดงอะไร จุดโฟกัสของที่นี่มันอยู่ที่เรื่องสันติภาพ ความรุนแรง การละเมิดสิทธิของประชาชน เป็นปัญหาเฉพาะของที่นี่ ทหารหรือฝ่ายความมั่นคงจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออก มันก็เป็นพื้นที่พิเศษ หากปิดกั้นหรือกดดันมากๆ มันก็ระเบิดและบานปลายและจะขยายตัวเร็วมากเหมือนกับปี 2547-2550 ที่เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมาก พอมาในวันนี้สามารถประคับประคองเหตุการณ์ไว้ระดับนี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วจากการเจรจาพูดคุยเรื่องสันติภาพ อีกอย่างหนึ่งคือรัฐบาลทหารเขาก็กลัวผลกระทบการเมืองระหว่างประเทศมากเป็นพิเศษในพื้นที่ภาคใต้

หากประเมินการทำงานเรื่องสันติภาพมา 10 ปีในพื้นที่ มีความสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยแค่ไหน?

          งานทั้งหมดที่เราทำ งานวิจัย งานวิชาการหรือข้อเสนอที่เราทำออกไปผมว่ารัฐบาลเขาฟังนะ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ก็ฟัง ฝ่ายขบวนการก็ฟัง ทุกฝ่ายที่ต่อสู้กันที่นี่รับฟังเรา นี่เป็นจุดที่ดี ทำให้บทบาทของ มอ.ในพื้นที่ความขัดแย้งอยู่ในความสมดุล ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ส่งผลให้นโยบายการแก้ปัญหามีการปรับหลายอย่าง ผมคิดว่านโยบายสันติภาพ การพูดคุยกัน นโยบายการยอมรับเรื่องสิทธิมนุษยชน การละเมิดกฎหมายของรัฐก็ทำเยอะ เพราะเรามีส่วนผลักดัน เสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ ติติงโต้แย้งภาครัฐ รวมทั้งฝ่ายขบวนการด้วยบางส่วนที่หันมาสู่แนวทางสันติ ยอมรับการพูดคุยเจรจา นั่นเพราะเขาเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่มาจากภาคประชาชนจากนักวิชาการเขาก็รับได้ ทุกฝ่ายที่ถืออาวุธรับฟังเรา ก็รู้สึกว่าเรามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามเราก็ต้องรักษาบาลานซ์ (ความสมดุล) ให้ดีเพราะเหมือนเราอยู่ระหว่างเขาควาย

อะไรคือหลักในการรักษาจุดบาลานซ์ที่อาจารย์กล่าวมา?

          เราใช้หลักการทำงานของ Deep  South Watch ที่ว่าเราไม่ใช่องค์กรมวลชนที่ทำงานขับเคลื่อน แต่เป็นองค์กรที่พยายามสร้างพื้นที่เปิดพื้นที่มากกว่า เราเป็นแพลทฟอร์ม เป็นพื้นที่(space) เราไม่ใช่เป็นผู้เล่นหรือเป็นผู้แก้ปัญหา แต่เราสร้างพื้นที่ขึ้นมาแล้วทุกฝ่ายก็ลงสนาม เราไม่พยายามชี้นำว่าเป็นเรื่องของเราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราได้สร้างพื้นที่จัดกิจกรรมในเรื่องเหล่านี้เยอะมากใน 4-5 ปีที่ผ่านมา จัดเวทีสัมมนา อภิปรายกัน ฝ่ายทหาร เจ้าหน้าที่ ประชาชน เยาวชน ก็เข้ามา เขาสามารถจะพูดได้ในเวที ทุกคนได้ประโยชน์ เราระมัดระวังไม่ให้บทบาทเราเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ยกตัวอย่างหากมีแถลงการณ์ของ BRN ออกมาเพียงฝ่ายเดียว เราจะไม่นำเสนอขึ้นเวบไซต์ของเรา แต่ถ้ามีข้อเสนอของ BRN แล้วฝ่ายรัฐก็มีข้อเสนอด้วยหรือมีข้อเสนอของประชาชนด้วย อย่างนี้เราก็สามารถนำขึ้นเวบไซต์ได้ นี่คือสิ่งที่เราได้ชี้แจงให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และในเวบไซต์ของเราก็มีบล็อกให้แสดงความคิดเห็น ทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการ สองฝ่ายก็ได้ติดตามความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายผ่านเวบไซต์ของเรา

          อีกประการหนึ่งในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ เราเน้นที่ความรู้ ทำงานทางวิชาการ ซึ่งจะต้องเป็นเนื้อหาที่มีความสำคัญ งานวิจัย การสัมมนาทางวิชาการ บทความทางวิชาการ ศึกษาปัญหาในพื้นที่ เพื่อให้เกิดแนวคิดการแก้ปัญหาเช่น การกระจายอำนาจ การปกครองพิเศษ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน งานวิชาการจากต่างประเทศ เหล่านี้เป็นงานที่เราทำ เพราะเราถือว่าเราขับเคลื่อนด้วยความรู้