ประชาสังคมเพื่อสันติภาพ 18 องค์กรแถลงการณ์ยุติคุกคาม ด้านแม่ทัพเปิดห้องประชุมรับฟังเปอร์มัส

 

เครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวน 18 องค์กร อ่านคำแถลงการณ์กรณีมีประชาชน นักกิจกรรมเพื่อสังคม นักสิทธิมนุษยชนเพื่อสันติภาพถูกคุกคามละเมิดสิทธิ แจงยื่นหนังสือขอเข้าพบแม่ทัพภาค 4 เพื่อชี้แจ้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นเวลากว่า 1 เดือน แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ ต่อมาแม่ทัพเชิญกลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเยาวชน นักเรียน ปาตานี (เปอร์มัส) และกลุ่มภาคประชาสังคมเข้าพบปะหารือเพื่อสร้างสันติสุข

เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่องการคุกคามประชาชน นักกิจกรรมเพื่อสังคม นักสิทธิมนุษยชนเพื่อสันติภาพ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2558 ที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี อันเนื่องด้วยในห้วงเวลาที่ผ่านมาเกิดการคุกคามการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนภายใต้การดำเนินการนโยบายการแก้ไขความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งๆ ที่รัฐนโยบายการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ แต่กลับไม่เคารพต่อหลักการมนุษยธรรมและหลักการประชาธิปไตยที่ให้สิทธิในความเท่าเทียมกัน อีกทั้งเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพได้ดำติดต่อขอพบแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับการตอบรับเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว

นายตูแวดานียา  ตูแวแมแง ประธานสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)  กล่าวว่าสาเหตุที่มีการออกแถลงการณ์ในครั้งนี้เพราะไม่มีความไม่แน่นอนว่าเมื่อไรที่จะได้เข้าพบทางแม่ทัพภาค 4 โดยเครือข่ายได้แจ้งผ่านผู้ประสานงานของแม่ทัพตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาแต่ยังไม่มีการตอบรับที่ชัดเจน ในขณะเดียวกันได้มีการดิสเครดิตและการคุกคามนักกิจกรรมและเครือข่ายภาคประชาสังคมในลักษณะของการปิดล้อมตรวจค้นจนกลายเป็นประเด็นและข้อสงสัยต่อสาธารณะและไม่สามารถประเมินสถานะความปลอดภัยที่จะเกิดกับพวกของตนได้ จึงเป็นที่มาของการอ่านแถลงการณ์เพื่อต้องสื่อสารต่อสาธารณะและประเมินสถานการณ์ว่าหน่วยงานฝ่ายความมั่งคงจะตอบรับเมื่อไร อย่างไร

แม่ทัพเปิดห้องประชุมพูดคุย รับฟังข้อเสนอแนะ

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 กลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเยาวชน นักเรียน ปาตานี (เปอร์มัส) และกลุ่มภาคประชาสังคม เข้าพบปะ หารือกับพลโทปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมกับรับฟังข้อเสนอแนะ หารือปัญหาข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในการสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยมี หน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมตอบปัญหาข้อสงสัย เพื่อสร้างความเข้าใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้น

พลโทปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า การร่วมประชุม เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเยาวชน นักเรียน ปาตานี (เปอร์มัส) กับภาครัฐในครั้งนี้ เป็นการเปิดเวทีให้กับกลุ่มตัวแทนเยาวชน ได้มาร่วมสะท้อนความคิดเห็นในเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เจ้าหน้าที่ภาครัฐก็ได้มีโอกาสชี้แจงการปฏิบัติงานทั้งในด้านงานนิติวิทยาศาสตร์และการบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน เน้นความโปร่งใสและเป็นธรรม

 “การประชุมในวันนี้ก็จะสะท้อนไปสู่สังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้และประชาชนทั่วไปในการสร้างความเข้าใจว่า การทำงานของภาครัฐทุกภาคส่วน ได้มีการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง รวมถึงทางภาครัฐได้เข้าถึงจิตใจของทุกภาคส่วน สิ่งที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติงานในขณะนี้ เราพยายามที่จะใช้กฎหมายพิเศษให้น้อยลง และจะต้องมั่นใจก่อน แน่ชัดก่อน ถึงจะเข้าไปปฏิบัติงาน ซึ่งได้เน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ทุกส่วน ว่าพื้นที่แห่งนี้ ไม่ใช่สนามรบ แต่เป็นเวทีการต่อสู้ทางความคิด” แม่ทัพกล่าว

แถลงการณ์ถูกคุกคามหลายรูปแบบ เรียกร้องรัฐต้องยุติ

สำหรับการอ่านแถลงการณ์ได้กล่าวว่า ในช่วงเวลาของการรอการตอบรับจากแม่ทัพภาคที่ 4 นั้น ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) ได้มีความเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการสื่อสารต่อสาธารณะในสิ่งที่เกิดขึ้นในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามด้วยวิธีการที่สามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบด้วยกัน

1.การคุกคามด้วยยุทธการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมซ้อมทรมาน อาทิ เช่นการตรวจค้นศูนย์ประสานงานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จังหวัดยะลาและสำนักงานศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน (BUMI) ตั้งอยู่ที่พื้นที่อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นต้น

2.การคุกคามด้วยการข่าวแบบปฏิบัติการจิตวิทยาหรือ IO (Information Operation) ปฏิบัติการสารสนเทศ)ในลักษณะการดิสเครดิต ซึ่งน่าเชื่อได้ว่ามีคนของฝ่ายราชการบางคนอยู่เบื้องหลัง อาทิเช่น การเสนอข้อมูลผ่านโซเซียลมีเดียให้ร้ายประธาน PerMAS เป็นการดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทำให้เกิดความเสียหายหรือกรณีการเสนอข้อมูลผ่านเพจเฟสบุ๊คบางเพจที่ให้ร้ายแก่คณะทำงานของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เป็นการดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทำให้เกิดความเสียหายและล่าสุดกรณีการเสนอข้อมูลผ่านเฟสบุ๊คของเพจโพสจังดิสเครดิตผู้อำนวยการ LEMPAR เป็นต้น

3.การคุกคามในลักษณะการบีบบังคับให้อนุญาตตรวจสารพันธุกรรม DNA จากบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ต้องหา จะปรากฏข้อเท็จจริงมาโดยตลอดถึงการขอจัดเก็บ DNA ของบุคคลที่อยู่ภายในบ้านที่เจ้าหน้าที่ เข้าตรวจค้นทั้งที่บุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้ตกอยู่ในสถานะผู้ต้องหาหรือต้องสงสัยแต่อย่างใด มีการเก็บจาก บิดา มารดา ภรรยา พี่น้อง โดยไม่คำนึงถึงหลักความจำเป็นใดๆ แม้จะอาจความชอบธรรมโดยได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ถูกเก็บ DNA นั้นก็เป็นเพียงเอกสารหลักฐานที่บุคคลนั้นอยู่ในสถานะที่จะปฏิเสธไม่ยอมเซ็นเอกสารได้ และฝ่ายเจ้าหน้าที่ทราบและเข้าใจเป็นอย่างดีว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีข้อเสนอให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทบทวนในส่วนของการตรวจสอบการเก็บ DAN เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

4.การคุกคามในลักษณะใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต อาทิเช่น การให้ผู้ที่เคยถูกควบคุมตัวตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และได้รับการปล่อยภัยสามารถใช้ชีวิตอย่างปล่อยตัวสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขแล้ว เข้าร่วมโครงการการพาคนกลับบ้าน เพื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่จะดำเนินการปล่อยตัวสามารถใช้ชีวิตปกติสุขแล้ว เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านเพื่อ ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะดำเนินการปลดหมายจับให้ ทั้งที่หมายจับดังกล่าวไม่มีสภาพบังคับใดๆอีกต่อไปนับตั้งแต่คนคนนั้นถูกจับแล้ว เป็นต้น

เครือข่ายจึงเห็นว่าในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่รอการตอบรับจาก แม่ทัพภาคที่ 4 นั้นจำเป็นที่จะต้องสื่อสารต่อสาธารณะให้รับทราบพร้อมเสนอข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องยุติพฤติกรรมการคุกคามละเมิดสิทธิประชาชนทั่วไป ยุติพฤติกรรมการคุกคามละเมิดสิทธินักกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อสิทธิมนุษยชนและเพื่อสันติภาพในทันที่

2.ให้กำชับ ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติให้คำนึงถึงและเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเคร่งครัด