ผลสำรวจ ม.อ.ปัตตานีเผยข้อเสนอประชาชนชายแดนใต้ต่อการพูดคุยสันติสุขที่เคแอล

ม.อ.ปัตตานีเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่สอบถามทัศนะต่อกระบวนการสันติภาพและสภาพปัญหาที่ชาวบ้านเผชิญมานานากว่าสิบปี ระบุข้อเสนอต่อรัฐบาลและกลุ่มมาร่าปาตานีที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพูดคุยปลายเดือนนี้ ประชาชนเน้นการหาทางออกโดยที่ไม่ใช้กำลัง แนะจับมือกันร่วมแก้ปัญหาสังคม ลดปฏิบัติการรุนแรงทั้งสองฝ่าย และทำให้การพุดคุยมีความต่อเนื่อง เรียกร้องทั้งสองฝ่ายจริงจังในการพูดคุยสันติภาพ

01

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เวลา 10.00 น. สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) จัดแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ภายใต้ “โครงการการสำรวจแนวโน้มทัศนคติของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบ, ความยุติธรรม, ปัญหาสังคม และการสร้างสันติภาพ” ที่ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ และนักจำนวนมาก

งานสำรวจดังกล่าวได้สุ่มตัวอย่างประชากรจำนวน 2,104 ตัวอย่าง กระจายอยู่ในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิงร้อยละ 45.1 เป็นเพศชายร้อยละ 54.9 มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 42.8 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมร้อยละ 75.1 เป็นพุทธศาสนิกร้อยละ 24.9 การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ทุนในการดำเนินโครงการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยลงเก็บข้อมูลในห้วงวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาส่วนใหญ่ในเดือนรอมฎอนตามปฏิทินอิสลาม

02

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า งานสำรวจครั้งนี้เป็นงานที่ทาง มอ.ได้จัดทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อสองปีก่อน โดยเป็นการประเมินทัศนะของประชาชนที่มีต่อกระบวนการสันติภาพในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อมั่นต่อกระบวนการและความคิดเห็นต่อข้อเสนอทางการเมืองต่างๆ ซึ่งในครั้งนี้ก็เช่นกัน ผลของการสำรวจน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มเห็นต่างที่เรียกตัวเองว่ามาร่าปาตานี (Mara Patani) ตลอดจนรัฐบาลมาเลเซียซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพูดคุยเพื่อสันติสุขรอบใหม่ที่มีความคืบหน้าไปอย่างมาก และการประชุมในครั้งต่อไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์จะกำหนดให้มีอีกครั้งในวันที่ 25 สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ ผลการสำรวจในประเด็นข้อเสนอแนะต่อการพูดคุยเพื่อสันติสุขนั้น ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนต่อประเด็นต่างๆ การเสนอให้ร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่ประชาชนในพื้นที่เป็นกังวลและมีผลกระทบกว้างขวาง ตัวอย่างเช่นการแก้ปัญหายาเสพติดร่วมกัน ในขณะเดียวกัน ข้อเสนอที่ให้มีการลดความรุนแรงจากทุกฝ่ายและหลีกเลี่ยงการก่อเหตุรุนแรงหรือปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่เป็นผู้บริสุทธิ์ก็เป็นข้อเสนอที่ได้รับการเลือกตอบจำนวนมาก นอกจากนี้ ประชาชนยังสนับสนุนให้มีการผลักดันกลไกยุติธรรมทางเลือก เช่น การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่มีความสงสัยเคลือบแคลง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เป็นต้น การยอมรับให้มีการอยู่ร่วมกันระหว่างคนต่างศาสนาและวัฒนธรรม การเรียกร้องให้มีการสร้างความไว้วางใจกันก่อนที่จะจัดการกับปัญหา ตลอดจนข้อเสนอแนะที่ผลักดันให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวกลายเป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย

การสำรวจในครั้งนี้ยังให้ผู้ตอบแบบสอบถามพิจารณาข้อเสนอแนะต่อฝ่ายต่างๆ โดยแบ่งออกเป็นข้อเสนอต่อรัฐบาล ข้อเสนอต่อกลุ่มผู้เห็นต่าง และข้อเสนอต่อภาคประชาสังคม โดยข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้น ประชาชนเน้นหนักไปที่ความจริงใจและจริงจังในการแก้ปัญหา การสร้างความต่อเนื่องในกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่าง การเปิดใจรับฟังข้อเสนอต่างๆ และหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน ในขณะที่ข้อเสนอต่อกลุ่มที่เห็นต่างนั้นมีทั้งการเสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้จากการทหารไปเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี การยอมรับแนวทางการแก้ปัญหาด้วยวิธีการพูดคุยเจรจา ตลอดจนการยุติความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้มีการแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจและจริงจังเช่นเดียวกับการเสนอต่อรัฐบาลไทยอีกด้วย

ในประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นไว้วางใจ ผลการสำรวจพบว่าประชาชนถึงร้อยละ 76.9 ที่ให้คะแนนผ่านเกณฑ์ความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อกระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่กับกลุ่มเห็นต่าง ซึ่งมีคะแนนที่สูงกว่าการสำรวจในช่วงระหว่างที่มีการพูดคุยสันติภาพในปี 2556 ทั้งๆ ที่มีการดำเนินการที่ไม่ค่อยเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก นอกจากนี้ยังประชาชนมีถึงร้อยละ 80.2 ที่เชื่อมั่นว่ากระบวนการในครั้งนี้จะมีความต่อเนื่องและสามารถเดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้ ผลการศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของฝ่ายต่างๆ ในการพูดคุยเพื่อสันติสุขนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากพบว่าประชาชนในพื้นที่ถึงร้อยละ 81.2 มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของฝ่ายรัฐ ในขณะที่มีถึงร้อยละ 74.8 ที่เชื่อมั่นต่อกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างจากรัฐในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ/สันติสุข นอกจากนี้ยังพบว่า ประชาชนในพื้นที่ร้อยละ 80.6 มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของประเทศมาเลเซียในบทบาทผู้อำนวยความสะดวก