อิสรภาพบนเส้นทางอันยาวไกลของ “เนลสัน แมนเดลา” ผู้นำพาแอฟริกาใต้สู่สันติ

เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (ม.อ.หาดใหญ่) ร่วมกับ STEP Project จัดเสวนาสาธารณะ หัวข้อ "บทเรียนจากอัตชีวประวัติของเนลสัน แมนเดลา กับการเดินทางสู่เสรีภาพที่ไม่ง่ายดาย" วิทยากรโดย สมาพร แลคโซ ผู้แปลหนังสือ Long Walk to Freedom โดยมี H.E. Ms. Robina P. Marks เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์และลาว กล่าวปาฐกถาพิเศษ

 

ผู้ร่วมเสวนาคือ อาจารย์รชฏ ศาสตราวุธ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี และ อาจารย์อภิชญา โออินทร์ สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ ดำเนินรายการโดย เหมือนขวัญ เรนุมาศ และ ชัชชล อัจนากิตติ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ โดย H.E. Ms. Robina P. Marks กล่าวว่า ชาวมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศไทยมาโดยตลอด จะต้องคิดในเชิงวิพากษ์ให้มากขึ้น จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคม เพราะทุกคนสามารถเป็น เนลสัน แมนเดลา ได้

สมาพร แลคโซ  : หนังสือที่เล่าทุกเรื่องของแอฟริกาใต้

          สมาพร แลคโซ  กล่าวว่า สนใจประเทศแอฟริกาใต้มานานแล้ว จนเมื่อคิดและมีโอกาสจะแปลหนังสือ เลยคิดที่จะเลือกแปลหนังสือที่เกี่ยวกับแอฟริกาใต้ จึงได้เลือกหนังสืออัตชีวประวัติของเนลสัน แมนเดลา ที่มีชื่อว่า Long Walk to Freedom หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่เล่าวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายของชาวแอฟริกาว่าเป็นอย่างไร ความเป็นอยู่ การนับญาติเป็นอย่างไร อยู่ในบ้านแบบไหน กินอะไรเป็นอาหารหลัก เด็กๆ เล่นอะไร การแต่งงาน ระบบการศึกษา รวมถึงบทกวี เป็นต้น ดังนั้นหากท่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะรู้จักคนแอฟริกันและประเทศแอฟริกาใต้มากขึ้น

          ความโดดเด่นที่สุดในการต่อสู้ของแมนเดลา คือความสำเร็จของท่านได้มาในระหว่างที่ท่านอยู่ในคุก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ และค่อนข้างที่จะแปลกสำหรับคนทั่วไปว่าท่านทำได้อย่างไร ความสำเร็จของท่านเริ่มตั้งแต่การต่อสู้ใหนักโทษได้รับสิทธิที่มากขึ้น เนื่องจากในเวลานั้นนักโทษถูกกีดกันโดยแบ่งแยกตามสีผิว เช่น คนขาวจะได้ขนมปังสองชิ้น คนผิวดำจะได้แค่ชิ้นเดียวหรือไม่ได้เลย เป็นต้น

ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่าในเมื่อการเหยียดสีผิวรุนแรงขนาดนี้ ท่านได้ชัยชนะมาได้อย่างไรโดยที่ไม่ใช่ชัยชนะที่ได้มาจากนอกคุก ท่านทำให้คนผิวดำได้รับสิทธิในคุกมากขึ้น ทำให้นักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัว ทำให้นักโทษที่ลี้ภัยไปยังต่างประเทศได้กลับเข้ามาในประเทศอีกครั้ง จนในที่สุดท่านทำให้นานาประเทศกดดันประเทศแอฟริกาใต้จนมีการเลือกตั้งทั่วไปโดยไม่มีการแบ่งแยกสีผิว เหล่านี้ก็สิ่งที่น่าสนใจและน่าทึ่งมาก โดยที่ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวเหตุการณ์ต่างๆ ไว้อย่างละเอียด

อภิชญา โออินทร์ : ผู้ที่ไม่ได้เกิดมาเป็นผู้นำ แต่เกิดจากการมีปฎิสัมพันธ์และเรียนรู้จากผู้คน

          อาจารย์อภิชญา ได้พูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นหนังสือที่แตกต่างจากหนังสืออื่นๆ ที่พูดถึงเนลสัน แมนเดลา และเป็นหนังสือที่พิเศษเพราะแมนเดลาเขียนเอง โดยเขาเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ในช่วงที่เขาอยู่ในคุก เป็นหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจแมนเดลาไปอีกแบบ เล่มอื่นๆ อาจจะกล่าวว่าแมนเดลาเป็นรัฐบุรุษ แต่เล่มนี้นี้เขาเล่าตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยเด็ก เนลสัน แมนเดลา ไม่ได้พูดถึงแต่ตนเองว่าทำอะไร ทำอย่างไร แต่ทุกครั้งจะเป็นการเดินทางการออกไปพบปะผู้คน เขาจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้พบปะผู้คน เล่าตั้งแต่โลกเล็กๆ ที่เขาพบปะผู้คนในหมู่บ้าน จนกระทั่งเข้าไปโรงเรียน เขามองว่าสังคมในโรงเรียนไม่เหมือนกับสังคมที่บ้าน  เพราะว่าสังคมที่บ้านเขาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ พอเข้าไปในโรงเรียนเป็นโลกใหม่ที่เขาจะต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะมีเชื้อสายราชวงศ์หรือตระกูลกษัตริย์

          อาจารย์อภิชญา เล่าต่อว่า เนลสัน แมนเดลา คิดว่าเขาไม่ได้เกิดมาเป็นผู้นำเลย แต่มันเกิดขึ้นจากการมีการปฎิสัมพันธ์และเรียนรู้จากผู้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นว่าโลกทัศน์ของความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดมาเป็นเลยแต่ต้องเกิดจากการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา มีอยู่วันหนึ่งที่เขาออกจากบ้านเล็กๆ เพื่อไปฟังแถลงการณ์ของผู้นำคนหนึ่งที่เกี่ยวกับความโหดร้ายในระบอบการเหยียดสีผิว และเป็นครั้งแรกที่เขามองว่าสังคมที่เขาอยู่นั้นเป็นสังคมที่ไม่สงบสุขในหมู่บ้านเล็กๆ เนลสัน แมนเดลา จึงมองว่า การเป็นผู้นำอาจต้องมีพรสวรรค์บางอย่าง รวมถึงการเปิดพื้นที่เพื่อปฏิสัมพันธ์เรียนรู้และฝึกฝนตัวเองให้มากขึ้น และที่สำคัญแมนเดลามักจะถกเถียงกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

          อาจารย์อภิชญา เล่าต่ออีกว่า แมนเดลา ในช่วงที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฟอร์ตแฮร์ เมื่อปี ค.ศ. 1939 เขาเริ่มต่อสู้กับผู้มีอำนาจเป็นครั้งแรก โดยเรียกร้องเกี่ยวกับหอพักนักศึกษา การคว่ำบาตรการเลือกตั้งสภาผู้แทนนักศึกษาของฟอร์ตแฮร์ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เขาต้องตัดสินใจทางจริยธรรมครั้งสำคัญ โดยเขาเลือกที่จะรักษาหลักการทางจริยธรรมและความไว้วางใจที่มวลชนมีต่อเขา

          “หนทางไกลสู่เสรีภาพ ไม่เพียงบอกเล่าเส้นทางการต่อสู้เพื่อขจัดการเหยียดผิวใน แอฟริกาใต้ แต่ยังสะท้อนโลกทัศน์ ซึ่งเติบโตและขยายอาณาจักรไปพอๆ กับระยะทางที่จากบ้านเกิดมาของ เนลสัน  แมนเดลา ผู้นำการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก”

          อาจารย์อภิชญา อธิบายถึงแนวคิดของเอ็ดเวิร์ด อาซ่า ที่พยายามทำความเข้าใจว่าตัวแปรอะไรบ้างที่ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและมีวิธีการจัดการกับตัวแปรเหล่านั้นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้รวมถึงกลยุทธ์การต่อสู้ของเนลสัน แมนเดลา ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 3 ประการดังนี้

          1. “นักต่อสู้” เมื่อใดก็ตามที่เกิดกลุ่มคนลุกมาต่อสู้ หรือเกิดจากกลุ่มคนที่มีความเดือดร้อนแบบเดียวกัน มีแรงบรรดาลใจแบบเดียวกัน ที่น่าสนใจที่แมนเดลาสะท้อนบ่อยๆ คือ ในแอฟริกาไม่ได้มีกลุ่มคนผิวขาวอย่างเดียว มีคนผิวดำ คนอินเดีย และมีคนผิวผสมด้วย การเดินทางไกลสู่เสรีภาพของเนลสัน แมนเดลา ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า การที่เราถูกกดขี่โดยคนขาว ปกครองโดยคนขาว นั่นไม่จำเป็นที่เราจะต้องเกลียดคนขาวไปด้วย  และในภาวะที่เราถูกกดขี่ร่วมกัน ทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ใช้ความรุนแรงก็คือ ต้องผนึกกำลังระหว่างกลุ่มคนต่างๆ และต้องแยกให้ออกระหว่างผู้ที่ใช้อำนาจแบบกดขี่กับผู้ที่เป็นส่วนหนึ่ง เช่น เราเกลียดรัฐบาลคนขาวที่กดขี่เรา แต่เราไม่จำเป็นต้องเกลียดคนขาวทั้งหมด

          2. “กลุ่มรัฐ” มีนโยบายที่แบ่งแยกระดับ (เหลื่อมล้ำแนวราบ) ไม่ได้มีแค่ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน แต่มีการเลือกปฏิบัติบนฐานบางอย่าง เช่น สีผิว หรือบนฐานอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน ในแอฟริกาจะแตกต่างบนพื้นฐานอัตลักษณ์ระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาว ในประเทศไทยอาจมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างเช่นศาสนาที่แตกต่างกัน หรือขั้วในทางการเมืองที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้ง และถ้ามันดำรงอยู่ยาวนานจะทำให้เกิดการลุกขึ้นมาต่อสู้ และในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นความรุนแรงได้ 

          3.  ขอยกประโยคที่มาจากหนังสือ ดังนี้

“….เป็นอาชญากรรมถ้าเราเดินผ่านประตูสำหรับคนขาวเท่านั้น

                   เป็นอาชญากรรมถ้าเราดื่มน้ำพุที่มีไว้สำหรับคนขาวเท่านั้น

                   เป็นอาชญากรรมถ้าเราอยู่บนท้องถนนหลังห้าทุ่ม

                   เป็นอาชญากรรมถ้าเราไม่มีใบผ่านแดน

                   เป็นอาชญากรรมถ้าเราว่างงานและ

                   และเป็นอาชญากรรมหากเราทำงานผิดที่ผิดทาง…”

          เหล่านี้ข้างต้นเป็นบทสะท้อนที่อยู่ในหนังสือ ลองจินตนาการสังคมที่มีการกีดกันแม้กระทั่งน้ำที่จะดื่ม ในสังคมที่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ มันต้องมีอะไรผิดปกติ มันไม่ใช่แค่รัฐที่ผิดปกติหรือเป็นผู้กดขี่  ส่วนหนึ่งที่ทำให้ยืดเยื้อยาวนานคือเราคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้ว เช่น ความขัดแย้งในประเทศไทยที่เคยขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนสีเสื้อหนึ่งกับรัฐบาล เมื่อเวลาผ่านไปกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างปัจเจกด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในแอฟริกาใต้และเราก็เห็นแล้วว่ามันนำไปสู่ความขัดแย้งที่มีความรุนแรง และทำให้ผู้คนได้รับผลกระทบจำนวนมาก

หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นความขัดแย้งที่เป็นระบบ และไม่เพียงถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดของผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างเนลสัน แมนเดลา เท่านั้น แต่ได้ให้คุณูปการต่อการทำความรู้จักประเทศแอฟริกาใต้ในมิติที่น้อยคนมักจะเข้าถึง นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจความขัดแย้งและกลยุทธ์การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ หนังสือเล่มนี้จะพาท่านเดินทางไปพร้อมกับบทเรียนที่สำคัญมากมาย เพราะแมนเดลาและองค์กรของเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงแค่กับรัฐบาลคนผิวขาวเท่านั้น แต่พวกเขาพยายามต่อสู้เป็นเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม เพราะนั่นจะนำไปสู่สันติภาพที่แม้จริงและยั่งยืน

รชฏ ศาสตราวุธ : โลกที่เราอยู่เป็นอย่างไร และเราถูกปกครองอย่างไร

อาจารย์รชฎ กล่าวว่า ตนจะพาทุกคนเข้าไปในหนังสือ เพราะไปดูกันว่าหนังสือเล่มดังกล่าวนี้พูดอะไร ที่สำคัญเราในฐานะผู้อ่านที่ต่างวัฒนธรรม เราเห็นอะไร โดยจะเริ่มจากเหตุการณ์เล็กๆ ในหนังสือเล่มนี้ หน้า 191 เรื่องมีอยู่ว่า ในช่วงนั้น AEC ได้จัดบรรยายให้กับสมาชิกในกลุ่ม แบ่งเป็น 3 หลักสูตร ดังนี้ หลักสูตรที่ 1 จะบอกว่าโลกที่เราอยู่เป็นอย่างไร 2 เราถูกปกครองอย่างไร 3 ความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หมายความว่าโลกที่เราอยู่เข้าใจว่าไม่ค่อยดี เมื่อโลกไม่ดีเราเลยปกครองไม่ดีไปด้วย เมื่อทั้งสองอย่างไม่ดี คำตอบคือเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

โลกที่แมนเดลาอยู่เป็นอย่างไร ในหน้า 198 อธิบายว่า แมนเดลาไปช่วยผู้หญิงผิวขาวคนหนึ่งที่รถของเธอออกจากที่จอดไม่ได้เพราะถูกรถสองคันจอดขวางไว้ ผู้หญิงคนนั้นหันมาขอบใจแมนเดลาโดยพูดว่า “ขอบใจนะจอน” (จอนคือชื่อที่คนผิวขาวเรียกคนผิวดำที่ไม่รู้จัก) และผู้หญิงคนนั้นยื่นเงินให้แมนเดลาห้าเพนนี แมนเดลาปฏิเสธหลายครั้ง จนผู้หญิงคนนั้นตะคอกใส่แมนเดลาว่าปฏิเสธเงินห้าเพนนีเพราะต้องการเงินมากกว่านี้แน่ๆ แต่ไม่มีวันได้หรอก พูดเสร็จก็ปาเงินใส่แมนเดลา

คำถามคือ โลกแบบนี้คือโลกอะไร  อย่างแรกเลยคือเราไม่รู้จักคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเรา อย่างกรณีที่ผู้หญิงผิวขาวเรียกแมนเดลาว่าจอน อย่างที่สองคือ ธรรมชาติของเราถูกฝังไว้ที่สีในร่างกายของเรา และลักษณะทางศีลธรรมของเราก็อยู่ในสีของเราด้วย อย่างกรณีที่ผู้หญิงผิวขาวคิดว่าแมนเดลาที่มีผิวดำต้องการเงินจากการช่วยมากกว่าที่ตนให้ ทั้งที่แมนเดลาช่วยด้วยจิตสาธารณะ หรือตัวอย่างความขัดแย้งในประเทศไทย ที่แบ่งออกเป็นสองสี และถูกผู้คนให้ความหมายว่าคนที่ใส่เสื้อแดงต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ คนที่ถือธงชาติต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ ความนึกชอบชั่วดีอยู่บนร่างกายของเรา

อันที่สอง หน้า 118 อธิบายว่า แมนเดลาได้พูดคุยกับฮัม มูลเลอร์ นักธุรกิจผิวขาว ที่อธิบายคนดำพร้อมชี้ไปทางคนผิวดำว่า ผู้คนเหล่านั้นต่างทำงานหนักเพื่อตามไล่ความมั่งคั่งและเงินทอง และความมั่งคั่งเงินทองเทียบเท่าความสุข ข้อสังเกตคือเวลามนุษย์ต่อสู้ในระบบทุนนิยม มนุษย์จะไม่มองอะไรเลยนอกจากเงิน และเชื่อว่าเงินกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้เวลาที่เราฝัน เราฝันถึงเงินแต่เราไม่ฝันถึงการเมืองที่ดี ทั้งที่การเมืองที่ดีจะนำผู้คนไปสู่การอยู่ดีมีสุข

อีกตัวอย่างเกิดขึ้นในหน้า 56 อธิบายว่า มีเพื่อนของเขาที่เก่ง มีพรสวรรค์ แต่ครอบครัวขาดทุนทรัพย์ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนแอฟริกาใต้ไม่ใช่ว่าไม่มีความสามารถแต่ขาดโอกาส โลกไม่มีความยุติธรรม ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือให้นำไปสู่ความยุติธรรม คำถามคือ พื้นที่ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน? คำตอบคือพื้นที่ยุติธรรมอยู่ที่การเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเห็นว่าโลกไม่มีความยุติธรรมพื้นที่ที่คุณจะต่อรองให้เกิดความยุติธรรมได้นั่นคือ สังคมการเมือง อย่างหากสังคมการเมืองให้ทุกคนมีสิทธิทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนจนหรือคนรวยก็มีโอกาสเป็นผู้นำประเทศพอๆ กัน

โลกของแมนเดลาจากสามตัวอย่างข้างต้น คือ โลกนี้เราจินตนาการความยุติธรรมได้ยากลำบาก เพราะเราเชื่อไปแล้วว่าธรรมชาติของเราอยู่ที่กายภาพ ประเด็นต่อมาคือ การเมืองไม่ค่อยดี เพราะแทนที่จะให้ความเป็นไปได้หรือความเท่าเทียม แต่ดันไปตอกย้ำความไม่เท่าเทียม ดังนั้นมีการเมืองหรือไม่มีมีค่าเท่ากัน เราจึงจะต้องเข้าใจว่าการเมืองคือพื้นที่ที่เราจะต้องใช้ต่อรองกับความไม่ยุติธรรม

ประการต่อมาคือ เราถูกปกครองอย่างไร? ในหน้า  243 แมนเดลาสนทนากับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ขายยาเสพติด แมนเดลาถามว่าทำไมถึงเลือกอาชีพที่อันตรายแบบนี้ ชายหนุ่มตอบว่าตอนแรกอยากเป็นครู แต่พ่อแม่ยากจนเกินที่จะส่งไปเรียนได้ พอไปรับจ้างค่าแรงก็ถูกเกินกว่าจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง จึงเริ่มขายยาเสพติดและพบว่าได้กำไรมาก หากเขาอยู่ในประเทศอื่นคงได้ใช้ความสามารถของตัวเอง เขาพูดสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ เขาเห็นคนขาวที่ด้อยความสามารถกว่าเขาแต่กลับมีรายได้มากกว่าเขากว่า 50 เท่า

เราถูกปกครองอย่างไร? คำตอบก็คือปกครองด้วยความอยุติธรรม แต่ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นคือความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง แปลว่าความอยุติธรรมไม่ฝังอยู่ที่ตัวคน เพราะต่อให้ผู้คนขยันทำงานก็ไม่สามารถทำลายโครงสร้างที่ใหญ่นั้นได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยากจะสู้ในทางการเมืองต้องตีโจทย์ให้แตกว่าในที่สุด ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลหรืออยู่ที่โครงสร้าง

จะเปลี่ยนอย่างไร? ในหน้า 225 ในช่วงต้นๆ คณะกรรมการแห่งชาติได้เชิญองค์กรต่างๆ เข้าร่วมประชุม และมีหนังสือเวียนไปตามชุมชน ในหนังสือมีคำถามอยู่ 2 คำถาม คือ 1 ถ้าหากท่านสามารถออกกฎหมายได้ ท่านจะทำอะไร? 2 ท่านจะทำให้ดินแดนแอฟริกาใต้ประชาชนทุกคนมีความสุขได้อย่างไร? เขาไม่ถามว่า ทำอย่างไรให้คนดำมีความสุข เขาไม่ถามว่าทำอย่างไรให้คนขาวมีความสุข หรือทำอย่างไรให้สินค้าราคาแพงขึ้น แต่เขาทำว่าทำอย่างไรให้ทุกคนมีความสุข คำถามนี้น่าสนใจเพราะมนุษย์จินตนาการไม่ให้เกิดโครงสร้างที่บีบเรา ดังนั้นเวลาเราจินตนาการโครงสร้างเราจะต้องไปให้ไกลกว่าโครงสร้างเดิม เพราะหากเราจินตนาการไม่ไกลกว่าโครงสร้างเดิมเราจะอยู่ที่เดิม

ในหน้า 752 มีคนถามแมนเดลาว่าออกจากคุกแล้วเป็นอย่างไรบ้าง แมนเดลาตอบคำถามอย่างน่าสนใจว่า ตนถูกถามเช่นกันเกี่ยวกับความกลัวของคนขาว ตนรู้ว่าประชาชนคาดหวังว่าตนจะเคียดแค้นชิงชังคนขาว แต่ไม่มีเลย ในคุกนั้น ความโกรธคนขาวได้บรรเทาลง แต่ความเกลียดชังระบบได้งอกงามขึ้น ตนต้องการให้คนแอฟริกาใต้รู้ว่า ตนรักแม้กระทั่งศัตรูของตน ในขณะที่เกลียดชังระบบที่ทำให้เราต้องหันหน้ามาประหัตประหารกัน

“หากวันนี้เรามีความขัดแย้งกับใคร สิ่งที่อาจจะทำได้ในที่สุดคือ ลดการเกลียดบุคคลและไปเกลียดโครงสร้างแทน เพราะการเกลียดคนผลออกมีเรื่องเดียวคือเราจะฆ่ากัน แต่ถ้าเราเกลียดโครงสร้างหรือระบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เรามีความสามัคคีเพื่อที่จะต่อสู้กับความชั่วร้ายในทางการเมืองร่วมกัน”