รู้จักกลุ่ม “สำเภาเรือ” แห่งบ้าน “เทียรยา” เยียวยาชีวิตด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน

กลุ่มอาชีพ “ผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน” แห่งบ้านเทียรยาที่มีดวงสุดา สร้างอำไพ เป็นหัวแรงและประธานกลุ่มสร้างงานสร้างอาชีพในหมู่บ้านที่มีคนพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกัน แม้ว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเกิดความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบจนคนพุทธต้องย้ายออกเกือบหมด แต่คนที่ยังอยู่และสามารถก้าวข้ามความเจ็บปวดครั้งนั้นกำลังนำพาชุมชนสู่สันติสุขอย่างแท้จริงอีกครั้งในนามกลุ่ม “สำเภาเรือ”

…………………………….

“เทียรยา” เป็นคำที่กร่อนและพ้องเสียงมาจากคำภาษามลายูว่า “ตีแยลายา” หมายถึง “เสากระโดงเรือ” หรือ “สำเภาเรือ” ในความหมายท้องถิ่น “บ้านเทียรยา” จึงแฝงนัยแสดงถึงหมู่บ้านที่เกี่ยวข้องกับการทำอาชีพประมงมาแต่สมัยโบราณ

          ดวงสุดา สร้างอำไพ และ เจะเยาะ ดาเมาะ สองหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในฐานะประธานและรองประธานกลุ่ม “ตีแยลายา” ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง  จ.ปัตตานี  เล่าความเป็นมาของชุมชนและการจัดตั้งกลุ่ม “สำเภาเรือ” ที่ตนภูมิใจ

“เดิมทีภูมิที่ตั้งหมู่บ้านของเราอยู่ติดทะเล นี่จากคำบอกเล่าของคนแก่คนเฒ่าค่ะ” ดวงสุดา  เล่าด้วยรอยยิ้ม “ต่อมาก็เกิดความเปลี่ยนแปลง มีพื้นที่หาดงอกออกไปเนื่องจากกระแสน้ำทะเลที่พัดพาทรายเข้ามาทับถมเป็นสิบเป็นร้อยปี ปัจจุบันหมู่บ้านของเราอยู่ห่างจากทะเลประมาณ 2 กิโลเมตรจากเดิมที่อยู่ติดทะเล มีพื้นที่ป่าที่เกิดจากทรายทับถมเป็นบริเวณกว้าง กลายเป็นป่าโปร่งที่ชาวบ้านได้อาศัยเก็บหาพืชผัก ได้ใช้ประโยชน์ต่อๆ กันมา ปัจจุบันคนในหมู่บ้านอาชีพทำสวนบ้าง รับจ้างทั่วไปบ้าง แต่ไม่มีใครทำประมงอีกแล้ว”

ดวงสุดาเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี 2549 ทำให้พี่น้องชาวพุทธที่มีอยู่ 30 ครัวเรือนในหมู่บ้านต้องย้ายถิ่นฐานออกไปเหลืออยู่เพียง 10 ครอบครัว โดยส่วนใหญ่เข้าอยู่ในตัวเมืองจากความหวาดกลัวและความจำเป็นด้านอาชีพการงาน เธอสูญเสียพ่อ และปู่ไปในเหตุการณ์คราวนั้น บอกได้เพียงว่ากระทั่งวันนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ และแม้จะยังหวาดกลัวเหตุการณ์ แต่ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะยังคงอยู่ในแผ่นดินเกิด ครั้นเมื่อมีโครงการของ STEP เกิดขึ้นและได้รับการพิจารณาสนับสนุน จึงได้เสนอให้ใช้สถานที่ที่ปู่เสียชีวิตเป็นโรงเรือนจัดทำโครงการ “ผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน” ของกลุ่ม

“กลุ่มของเรามีด้วยกัน 10 คนทั้งพุทธและมุสลิม  ทุกคนเป็นคนในหมู่บ้าน รู้จักสนิทสนมกันมานานไปมาหาสู่กันอยู่ปกติ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในหมู่บ้านโดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิม 170 ครัวเรือน ก็ได้คนที่สนใจมารวมกลุ่มกัน จนวันนี้ก็เป็นเวลา 2 เดือนนับตั้งแต่โครงการเริ่มเข้ามาในหมู่บ้านผ่านประชาสังคม และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์”

ดวงสุดาบอกว่า สาเหตุที่เลือกจัดทำโครงการนี้ เนื่องจากภายในหมู่บ้านมีผลผลิตมะพร้าวจากสวนเป็นจำนวนมาก ซึ่งปกติแล้วชาวบ้านเองได้นำผลผลิตมาสกัดทำเป็นน้ำมันใช้กันอยู่ภายในครัวเรือน หากแต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการรวมกลุ่มเพื่อผลิตออกจำหน่ายอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยหลังจากผ่านกระบวนการคัดสรรสนับสนุนโครงการแล้ว ทางกลุ่มจะเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวออกมาในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งตนหวังว่าหากโครงการดำเนินไปได้ด้วยดีก็จะเป็นอาชีพเสริมให้กับสมาชิกในกลุ่มได้อีกทางหนึ่ง

“เราเองคาดหวังว่าโครงการนี้จะทำให้ชาวบ้านได้รับความรู้ รู้จริงทำเป็น สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ หรือหรือสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ มีความเข้าใจกลไกตลาดและการจัดจำหน่าย ซึ่งเราเองก็จะต้องเรียนรู้พัฒนาตัวเองต่อไป”

  ประธานกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับโครงการของภาครัฐที่เคยลงมาในหมู่บ้าน หลายโครงการที่ผ่านมารัฐให้แต่ปลา แต่ไม่เคยสอนวิธีจับปลา นี้ตนอยากจะเปรียบเปรย ประชาชนได้แต่พึ่งพิงไม่สามารถยืนด้วยขาตัวเอง ตนอยากจะเรียกร้องจากภาครัฐ ให้มีการฝึกฝนวิชาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างจริงๆ จังๆ มากกว่า ซึ่งชาวบ้านจะได้นำไปใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้

ในการรวมกลุ่มครั้งนี้ นอกจากเรื่องเศรษฐกิจชุมชนแล้ว ประธานกลุ่มเห็นว่าผลพลอยได้ที่สำคัญอีกอย่าง คือการได้พบปะพูดคุยกันเป็นประจำของสมาชิกในกลุ่ม ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้น ได้รู้จักสนิทสนมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เกิดความตึงเครียดจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ยังไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไร

เจะเยาะ  ดาเมาะ  เพื่อนและในอีกฐานะคือรองประธานกลุ่มเสริมว่า ในส่วนของความเป็นอยู่ระหว่างคนต่างความเชื่อทางศาสนานั้นไม่ใช่ประเด็นปัญหาของคนในพื้นที่ เพราะวิถีของการพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชนมีมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แม้ว่าปัจจุบันจะเกิดเหตุความรุนแรง แต่ทุกคนก็พยายามประคับประคอง ประสานความกลมเกลียวกันภายในหมู่บ้านเพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบตามอัตภาพเท่าที่จะทำได้

“ยกตัวอย่างนะ เวลาพี่น้องพุทธเขาเดือดร้อน หรือเจ็บไข้ได้ป่วย บางทีไม่มีใครอยู่เราก็พาไปส่งโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวพุทธขณะนี้จะเหลือแต่คนแก่ที่อยู่ในหมู่บ้าน ส่วนคนหนุ่มสาวจะออกไปทำงานและอาศัยในตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่ เราก็ได้ช่วยเหลือดูแลกัน”

สำหรับการรวมกลุ่มในโครงการนี้ รองประธานกลุ่มบอกว่าประโยชน์ประการสำคัญหนึ่งคือการที่สมาชิกได้พบปะกันบ่อยๆ ทำให้มีโอกาสพูดคุยปรึกษา ยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น

“บางครั้งเราเห็นกันในหมู่บ้านแต่เมื่อไม่ค่อยได้พูดคุยกันเราก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนมีความคิดความรู้สึก หรือมีปัญหาอะไรที่เราพอจะช่วยเหลือกันได้ การได้รวมกลุ่มกันครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับชุมชนที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และถ้าถามถึงความต้องการขณะนี้ เราอยากให้ทุกอย่างกลับมา อยากให้ความสงบสุขกลับมา เมื่อก่อนเป็นอย่างไรก็อยากให้กลับมาเหมือนเดิม ในส่วนของภาครัฐอยากให้เข้ามาดูแลชาวบ้านอย่างจริงจัง ลงมาเห็นความเป็นจริงในหมู่บ้านในชุมชน ให้ท่านเห็นกับตา ไม่ใช่เพียงแต่รับฟังจากรายงานเท่านั้น”