เนลสัน เแมนเดลา “เดินทางไกลสู่เสรีภาพ” ความยุติธรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาเหมือนแสงแดด

จากเวที เสวนาสาธารณะ “บทเรียนจากอัตชีวประวัติของ เนลสัน แมนเดลา กับการเดินทางสู่เสรีภาพที่ไม่ง่ายดาย” เมื่อ 14 สิงหาคม 2558 จัดโดยสถาบันสันติศึกษา มอ.หาดใหญ่ ร่วมกับ STEP  Project ณ ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ มอ.หาดใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก HE.Ms.Robina  P Marks เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ร่วมพูดคุยและตอบข้อซักถามอย่างเป็นกันเอง พร้อมคณาจารย์วิทยากร นักศึกษาและผู้สนใจจำนวนไม่น้อย

 

E.Ms.Robina  P Marks กล่าวว่า แอฟริกาใต้เคยเป็นประเทศที่มีปัญหาการแบ่งแยกชนชั้นอย่างรุนแรง และเนลสัน แมนเดลาได้ลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐอันไม่เป็นธรรมในสมัยนั้น  ท่านกล่าวว่า  “การศึกษาเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพสูงสุดในการเปลี่ยนแปลงโลก” และ “บุคคลจะเป็นบุคคลได้ก็เพราะคนอื่น” ท่านพูดถึงการใช้อำนาจอันอ่อนโยน (Soft Power) อันหมายถึง “ความสามารถที่จะโน้มน้าวผู้อื่นให้ต้องการที่จะกระทำในสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการ” ซึ่งไม่ใช่เกิดจากการบังคับหรือใช้กำลัง ท่านเป็นคนที่สอนให้เรามีความมุ่งมั่น มีศักดิ์ศรี  มีวินัยในตนเอง ท่านเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ที่ไม่แบ่งแยกสีผิวหรือเรื่องอื่นใด ท่านส่งเสริมเรื่องความอดทน และการดูแลตนเอง จนปัจจุบันแอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเทศ G20 

จุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งของท่านคือ ขณะที่อยู่ในเรือนจำ ท่านจะฝึกสมาธิทุกวันเป็นประจำ ท่านกล่าวว่า ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดในการทำให้คนอื่นขุ่นเคือง และสอนเราอีกว่า “ความโกรธก็คือ การที่เราดื่มยาพิษแล้วก็หวังให้คนอื่นตาย” มีแต่ความดีและการให้อภัยเท่านั้นที่ทำให้ประเทศชาติเป็นปึกแผ่น หรือหากยังมีความโกรธ ก็ให้เปลี่ยนมันเป็นยุทธศาสตร์ ควบคุมตนเองแล้วเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อการสร้างชาติ 

สมาพร  แลคโซ  ผู้แปลหนังสือเล่มสำคัญ  “Long  Walk  to  Freedom” กล่าวว่า  หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่พูดแค่เรื่องการเมือง แต่เนลสัน แมนเดล่า ได้เล่าถึงวิถีชีวิตชาวอัฟริกันตั้งแต่เกิดจนตาย วัฒนธรรมความเชื่อ อาหารการกิน การละเล่น การนับญาติ ธรรมเนียมประเพณีต่างๆ พูดถึงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องโรมานซ์ของท่านเอง การอ่านหนังสือเล่มนี้นอกจากจะได้รู้จักเนลสัน แมนเดล่า แล้วก็ยังจะได้รู้จักชีวิตของชาวแอฟริกามากขึ้นด้วย

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการต่อสู้ของแมนเดล่า คือการได้รับความสำเร็จตั้งแต่ท่านอยู่ในคุก เพราะเป็นเรื่องที่ยากเย็นมาก เช่นการเรียกร้องให้นักโทษผิวดำได้รับสิทธิทั้งเรื่องอาหาร การแต่งกาย การปฏิบัติให้เท่าเทียมกับนักโทษผิวสีและผิวขาวมากที่สุด

“การเหยียดผิวในประเทศแอฟริกาใต้มีความรุนแรงมากแม้แต่ในคุก ดังนั้นน่าสนใจมากว่า แมนเดลาทำได้อย่างไรในการทำให้นักโทษได้รับการปฏิบัติที่ดี ทำให้นักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด รวมทั้งนักโทษที่หนีออกนอกประเทศได้เข้ามาในประเทศ ทั้งหมดท่านทำขณะที่ท่านอยู่ในคุก ทำให้นานาประเทศกดดันรัฐบาลขณะนั้นให้มีการเลือกตั้งทั่วไปแบบไม่แบ่งแยกสีผิวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้”

อ.อภิชญา  โออินทร์ อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มอ.หาดใหญ่ กล่าวว่า ในฐานะผู้อ่านคนหนึ่ง ตนคิดว่าหนังสือมีสองส่วนที่น่าสนใจ คือหนึ่ง เป็นหนังสือที่แมนเดลาเขียนเองตั้งแต่อยู่ในคุก สองทำให้เราเข้าใจท่านอีกแบบหนึ่ง ต่างจากที่คนอื่นๆ เขียนถึงท่าน ท่านไม่ได้พูดแค่เรื่องของตัวเอง แต่เล่าถึงผู้คนที่ท่านพบเจอตั้งแต่เด็กๆ

“โลกทัศน์ของท่านคือท่านไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำเลย แม้ว่าท่านจะเกิดมาในราชวงศ์กษัตริย์ในท้องถิ่นแอฟริกัน แต่การเป็นผู้นำเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก ท่านกล่าวถึงคนเป็นร้อยๆ คนในหนังสือ ทั้งการกระทำและข้อคิดจากผู้คนหลากหลายที่ท่านพบเจอ

ครั้งหนึ่งเมื่อยังเป็นนักเรียนที่ท่านไปฟังการปราศรัยของนักต่อสู้คนหนึ่งเรื่องการเหยียดผิว ทำให้ท่านเริ่มคิดว่าสังคมไม่ได้สงบสุขเหมือนที่ท่านคิด ดังนั้นการเป็นผู้นำอาจเกิดจากพรสวรรค์บางอย่าง และการเปิดโลกทัศน์ ปฏิสัมพันธ์เรียนรู้กับสังคม บ่อยครั้งที่ท่านจะประชุมกับตัวเองในเรื่องราวต่างๆ จากที่ได้รับรู้มาจากบุคคลต่างๆ และในที่สุดท่านก็สามารถสร้างสันติภาพได้ในพื้นที่ที่จำกัดมาก คือตั้งแต่อยู่ในคุก

ในฐานะผู้สอนทฤษฎีเรื่องความขัดแย้ง มีสามเรื่องน่าสนใจในแอฟริกาใต้ว่าทำไมความขัดแย้งจึงยืดเยื้อ หนึ่งคือเรื่องของนักต่อสู้ที่มีความเดือดร้อนในเรื่องเดียวกัน ซึ่งในแอฟริกาใต้ไม่ได้มีแต่คนผิวดำ แต่มีคนผิวผสม คนอินเดีย และคนผิวขาว จากข้อคิดหนึ่งของแมนเดลาได้สรุปว่า การที่เราถูกกดขี่จากรัฐบาลคนผิวขาวไม่ได้แปลว่าเราจะต้องเกลียดชังคนขาวไปด้วย

ในการต่อสู้ขององค์กรของท่าน คือเอเอ็นซี แมนเดลามักจะยกข้อถกเถียงขึ้นมาในเรื่องยุทธศาสตร์ความร่วมมือ เพราะมีครั้งหนึ่งที่เอเอ็นซีไม่ยอมรับเอาคนอินเดียและคนผิวผสมเข้ามา เพราะแต่ละกลุ่มชนก็มีวาระที่ต่างกัน แต่แมนเดลาบอกว่า ในเมื่อเราต่างมีสิ่งที่จะต้องต่อสู้สิ่งเดียวกันคือรัฐบาลที่กดขี่  เราก็ย่อมจะร่วมมือกันได้ การที่เราแบ่งแยกคนอินเดีย คนผิวผสม หรืออื่นๆ นั่นเท่ากับว่าเรากำลังตกเป็นเหยื่อของการเหยียดสีผิวเสียเอง  การที่จะได้มาซึ่งสันติภาพต้องผนึกกำลังกันระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ต้องแยกให้ออกระหว่างผู้ใช้อำนาจกับประชาชน

สอง เรื่องนโยบายของรัฐที่ใช้แบ่งแยกให้เกิดความเหลื่อมล้ำของคนในแนวราบ  ในแอฟริกาใต้เป็นเรื่องสีผิวดำ-ขาว แต่ในประเทศไทยอาจจะเป็นเรื่องของศาสนาที่แตกต่างกัน หรืออาจจะเป็นขั้วในทางการเมืองก็ได้ที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ นี่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง และเกิดความรุนแรงตามมา

สุดท้าย คือความอยุติธรรมของกฎหมายในแอฟริกาใต้ที่ริดรอนสิทธิของคนผิวดำในเรื่องต่างๆ อย่างยาวนาน ซึ่งประชาชนคนขาวเองก็กลับไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติดังกล่าว พอมาดูประเทศไทย จากความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ก็กลายมาเป็นประชาชนที่สวมเสื้อกันคนละสี

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเรียนรู้ตั้งแต่ระดับปัจเจก ชุมชน ประเทศและระดับโลก ให้เราเข้าใจความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ คือไม่ใช่แค่การขับไล่รัฐบาลคนขาว แต่เริ่มตั้งแต่เรื่องของโครงสร้าง ระบบกฎหมาย ความยุติธรรม

อ.รชฏ  สาตราวุธ  อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มอ.ปัตตานี กล่าวว่า  จากที่เนลสัน แมนเดลา เล่าในหนังสือ น่าสนใจตอนหนึ่ง คือในการให้การศึกษาของเอเอ็นซี มีหลักสูตรโดยตั้งสามคำถาม  หนึ่งโลกที่เราอยู่ขณะนี้เป็นอย่างไร สองเราถูกปกครองอย่างไร และสามความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง  ซึ่งในแอฟริกาใต้ นอกเหนือจากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมแล้ว หนังสือเล่าถึงทัศนคติเหยียดผิวของคนผิวขาวต่อคนผิวดำในระดับปัจเจกด้วย  สะท้อนมาถึงบ้านเราที่ขณะนี้มีเรื่องของเสื้อเหลือง เสื้อแดง  ที่ต่างก็เหมารวมความสำนึกดีชั่ว คุณค่าทางศีลธรรมให้กับอีกฝ่ายอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว 

อีกเรื่องคือ “โอกาสของมนุษย์” เพราะมันเป็นสิ่งที่คนเรามักไม่มีสิทธิ์ได้เลือก มันจึงเป็นสิ่งที่หาความยุติธรรมไม่ได้ ดังนั้น “ความยุติธรรม” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องต่อสู้แสวงหาให้ได้มา ซึ่งมีอยู่ในพื้นที่การเมือง ดังนั้นหากการเมืองให้สิทธิอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทุกคนก็จะได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรมทั่วถึงกัน 

แอฟริกาใต้เคยถูกปกครองอย่างอยุติธรรม และเป็นความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง  เป้าหมายการต่อสู้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้เกิดความยุติธรรม พอมองปัญหาของประเทศเรา เรามักต่อสู้เรียกร้องโดยติดยึดกับตัวบุคคลมากกว่าตัวโครงสร้าง เมื่อเปลี่ยนตัวบุคคล ความยุติธรรมกลับไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมมันยังคงอยู่ 

“อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราจินตนาการเรื่องโครงสร้าง เรามักตกอยู่ในกรอบคิดแคบๆ เช่นเมื่อมีการพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ในทีวีก็มักพูดถึงแต่คนจนระดับล่างลงไปว่าต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้การเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงชนชั้นกลางหรือคนรวยที่ขี่รถคันหลายๆ ล้าน มีบ้านใหญ่โตเลยว่าเขาต้องพอเพียงอย่างไร”