Sinaran พบปะเครือข่ายมลายู สนทนากับครูตาดีกาหาช่องทางร่วมพัฒนาสื่ออักษรยาวี

DSJ จัดกิจกรรม Sinaran พบปะเครือข่ายภาษามลายู ครั้งที่ 2 ตามไปดูครูตาดีกาใน 3 จังหวัด ร่วมอบรมการใช้อักษรยาวี ณ PERKASA พร้อมหาช่องทางสร้างการมีส่วนร่วมพัฒนาสื่อภาษามลายู

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้(DSJ) ร่วมกับมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (PERKASA) จัดกิจกรรม Sinaran พบปะเครือข่ายภาษามลายูครั้งที่ 2 ภายในงานอบรมภาษามลายูอักษรยาวีแก่ครูตาดีกาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม PERKASA ต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยมีครูโรงเรียนตาดีกาเข้าร่วมประมาณ 30 คน

กิจกรรมนี้ จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาสื่อเพื่อการสื่อสารสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี โดยได้รับสนับสนุนจากโครงการเสริมสร้างความเข็มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP Project) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และร่วมสนับสนุนโดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) และมูลนิธิซาซากาว่าเพื่อสันติภาพ (SPF)

sinaran2

พบปะเครือข่ายเพื่อพัฒนาสื่อภาษามลายู

โดยโครงการนี้มี 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.การผลิตสื่อ 2 ภาษา (มลายู-ไทย) 2.การฝึกอบรมนักสื่อสารภาษามลายู และ 3.การเชื่อมเครือข่ายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อภาษามลายูเพื่อการสื่อสารสันติภาพ ก็คือการจัดกิจกรรมพบปะเครือข่ายภาษามลายูนั่นเอง ซึ่งวัตถุประสงค์หลักนอกจากเพื่อเชื่อมเครือข่ายแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้สันติภาพผ่านสื่อภาษามลายูพร้อมๆ กับการยกระดับภาษามลายูไปด้วย

เนื่องจากกิจกรรมนี้มี 2 ส่วน คือ การอบรมภาษามลายูอักษรยาวีแก่ครูตาดีกา และกิจกรรม Sinaran พบปะเครือข่ายภาษามลายู กิจกรรมแรกเริ่มด้วยการบรรยายของอุสตาซอับดุลเราะมาน เดวานี รองประธานสถาบันภาษามลายูไทยแลนด์เกี่ยวกับการการใช้ตัวอักษรยาวี สลับกับกิจกรรมพบปะ โดยเป็นการบรรยายของนายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการ DSJ

จากนั้นในช่วงบ่าย เริ่มด้วยการบรรยายของนายอับดุลมุฮัยมิน สาและ ประธาน PERKASA และนายอับดุลวอฮา สาอุ จาก PERKASA ถึงหลักการใช้ภาษามลายูอักษรยาวี และปิดท้ายด้วยการบรรยายของนายสะรอนี ดือแระ บรรณาธิการร่วมของ DSJ ในฐานะประธานชมรมโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้ และจบด้วยการเปิดโอกาสให้มีพูดคุยถามตอบ

sinaran3

DSJ พยายามสร้างคนและคนสร้างสื่อมลายู

นายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการ DSJ ได้บรรยายถึงที่มาที่ไปของโครงการและความพยายามในการผลิตสื่อภาษามลายูของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือพิมพ์ภาษามลายูอักษรยาวี ชื่อ Sinaran จดหมายข่าวภาษามลายูอักษรรูมี PATANI Mingguan และเว็บไซด์ของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ที่มีการเผยแพร่งานเขียนภาษามลายูอยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งสื่ออื่นๆอีกที่เริ่มนำเสนอข่าวเป็นภาษามลายูมากขึ้น

นายมูฮำหมัด อธิบายถึงความจำเป็นของการผลิตสื่อภาษามลายูว่า ก่อนหน้านี้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่เขียนโดยสื่อกระแสหลักจากส่วนกลางไม่ใช่จากสื่อในพื้นที่ ทำให้บางครั้งไม่เข้าใจในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ และส่วนใหญ่เป็นข่าวเหตุรุนแรง ไม่มีนำเสนอข่าวสารในแง่มุมอื่นๆ ของพื้นที่

“ดังนั้นการก่อตั้งโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ก็เพื่อจะสร้างคนในพื้นที่ให้เป็นนักข่าวหรือนักข่าวคนใน เพราะเข้าใจคนในพื้นที่มากกว่า และพยายามนำเสนอข่าวหลากหลายประเด็น ไม่ใช่เฉพาะข่าวความรุนแรงเท่านั้น” นายมูฮำหมัด กล่าว

นายมูฮำหมัด เล่าว่า จากประสบการณ์ที่ตนได้เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย คนที่นั่นอยากอ่านข่าวสารจากพื้นที่ด้วย แต่ไม่มีข้อมูลข่าวสารภาษามลายู จึงทำให้ไม่ทราบข่าวความเคลื่อนไหวของคนในพื้นที่มากนัก เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะหาอ่านได้เฉพาะข่าวภาษาอังกฤษซึ่งไม่ได้เขียนโดยคนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน และมักนำเสนอแต่ข่าวเหตุรุนแรงขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการผลิตข่าวภาษามลายูของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคมาก เพราะยังไม่สามารถผลิตนักข่าวภาษามลายูได้โดยตรง ประกอบกับทางโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้เองก็ไม่ได้มีความชำนาญภาษามลายู แต่เห็นความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารด้วยภาษามลายู

ทั้งนี้ เพราะ 1.เป็นภาษาที่ทั้งคนในพื้นที่และในประเทศเพื่อนบ้านใช้ 2.เพื่อยกระดับภาษามลายูไปด้วย โดยเฉพาะมาตรฐานการใช้ภาษาของคนในพื้นที่และการพัฒนาระบบการใช้ตัวอักษรยาวี ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของคนปาตานี 3.เพื่อให้การสื่อสารครอบคลุมไปถึงผู้มีส่วนได้เสียกับปัญหาความขัดแย้งของที่นี่ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น นอกเหนือจากการสื่อสารด้วยภาษาไทยอย่างเดียว

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในขณะนี้ก็คือการแปลข่าวจากภาษาไทยไปเป็นภาษามลายูเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆที่มีอยู่เท่านั้น แต่ก็พยายามสร้างเครือข่ายเพื่อมาสนับสนุนการผลิตสื่อภาษามลายูให้มากที่สุดด้วย

“จะทำอย่างไรที่จะให้การพัฒนาสื่อภาษามลายู สามารถพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีการสื่อสารและการสร้างนักสื่อสารภาษามลายูรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่จะโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีการสื่อสารด้วย เช่น มีการใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น มีการใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอย่างแพร่หลาย แต่กลับมีการใช้ฟอนด์ยาวีในเทคโนโลยีการสื่อสารเหล่านี้น้อยมาก” นายมูฮำหมัด กล่าว

sinaran4

สื่อการเรียนการสอนภาษามลายูในตาดีกา

นายสะรอนี ดือแระ บรรณาธิการร่วมของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ บรรณาธิการจดหมายข่าว PATANI Mingguan และในฐานะประธานชมรมโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้ ได้บรรยายต่อถึงการใช้ภาษามลายูในพื้นที่ โดยยกตัวอย่างการใช้ภาษามลายูในป้ายชื่อต่างๆ ในภาษามลายูอักษรยาวีของหน่วยงานราชการที่ใช้ไม่เหมือนกันทั้งที่เป็นคำเดียวกัน คือมีทั้งที่ใช้คำว่า ฟอฎอนี หรือ ปตานี และปาตานี

“เรื่องนี้สะท้อนว่า การใช้ภาษามลายูในพื้นที่มีมาตรฐานที่ไม่เหมือนกัน แล้วมาตรฐานไหนที่ถูกต้องที่จะใช้สอนนักเรียน เพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน ถามว่านี่คือปัญหาของใคร เพราะฉะนั้นครูตาดีกาต้องเป็นผู้นำที่จะมากำหนดมาตรฐานทางภาษาเหล่านี้ เพราะเป็นสถาบันพื้นฐานที่สอนภาษามลายู”

นอกจากนี้ นายสะรอนียังนำเสนอภาพตัวอย่างหนังสือภาษามลายูที่ใช้สอนในโรงเรียนตาดีกาว่า ยังคงใช้หนังสือเรียนเก่าๆ เมื่อ 20 – 30 ปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในปัจจุบัน อีกทั้งหนังสือที่ใช้สอนนอกจากหนังสือแบบเก่าแล้ว ยังไม่มีหนังสื่อวรรณกรรมหรือ นิยายภาษามลายูให้นักเรียนได้อ่านด้วย เพราะหนังสือเหล่านี้ทำให้ภาษามีชีวิตและมีพัฒนาการทางภาษา ดังนั้นโรงเรียนตาดีกาต้องหามาใช้สอนด้วย

ในช่วงท้ายของการจัดกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้มีการถามในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งผู้เข้าร่วมได้ย้อนถามเพิ่มเติมถึงที่มาที่ไปของการผลิตสื่อภาษามลายูของ DSJ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ Sinaran และจดหมายข่าว PATANI Mingguan รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการใช้พื้นที่สื่อภาษามลายูดังกล่าวด้วย