ปาตานีในประวัติศาสตร์ “เมกกะฮ์-ออตโตมาน” ข้อมูลใหม่จากนักวิชาการมลายู

การสัมมนาวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปีที่ 2 “ประวัติศาสตร์สยาม-ปาตานี: ข้อมูลใหม่ ในความสัมพันธ์กับนครเมกกะฮ" ณ หอประชุมใหญ่ สำนักงานอธิการบดี ม.อ.ปัตตานี เมื่อวันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันสันติศึกษา วิทยาลัยวันศุกร์ ร่วมกับ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP  Project) และสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  มีนักวิชาการ นักศึกษา องค์กรภาคประสังคม และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

ในงานสัมมนามีการปาฐกถาเรื่อง “ประวัติศาสตร์วิพากษ์ : สยาม ไทย กับปาตานี” โดย ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนั้นยังมีการเสนวนาทางวิชาการ เรื่อง “Serambi Makkah/ระเบียงมหานครเมกกะฮ” : ประวัติศาสตร์ สยาม-ปาตานี ในความสัมพันธ์กับนครเมกกะฮ" วิทยากรโดย ดร.มะรอนิง สาแลมิง อดีตรองเลขาธิการ ศอ.บต. ดร.นุมาน หะยีมะแซ อาจารย์ประจำแผนกมลายูศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มอ.ปัตตานี และ Dr.Muhammad Arafat bin Mohamad อาจารย์ประจำสาขา Southeast Asian Studies แห่ง National University of Singapore (NUS) ประเทศสิงค์โปร์ ดำเนินรายการโดย อาจารย์โชคชัย วงษ์ตานี และสรุปการสัมมนา และกล่าวปิดโดย  ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผู้อำนวยการสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.อ.ปัตตานี

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ : ประวัติศาสตร์คือความบังเอิญ

ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อธิบายว่า เรื่องราวในประวัติศาสตร์มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่มาด้วยตัวของมันเอง ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่พยายามจะเขียนให้ชัดเจนว่าช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนั้นๆ ทั้งที่ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อที่จะบอกว่าอย่าเชื่อประวัติศาสตร์ทั้งหมด เพราะมันไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด แต่อันไหนที่มีหลักฐานชัดเจนเราก็เชื่อได้ ตัวอย่างปัญหาทางการเมืองระหว่างไทยกับปาตานี ที่ปัจจุบันมีการพูดคุยเพื่อสันติภาพกันอยู่ ซึ่งเราเองยังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเขาจัดฉากขึ้นมา นี้กำลังยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มันไม่นิ่ง ที่สำคัญเราไม่ควรที่จะมองประวัติศาสตร์ในแง่ดีหรือในแง่ร้ายจนเกินไป

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปาตานีในอดีต เป็นความสัมพันธ์แบบเมืองบรรณาการ ซึ่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด กล่าวคือเมืองใหญ่จะทำตัวเป็นศูนย์กลาง แล้วก็แผ่อำนาจออกไป เมืองเล็กต่างๆ จะถูกจัดสรรอำนาจแตกต่างกันไป ยิ่งอยู่ไกลจากเมืองใหญ่ยิ่งมีอำนาจในการปกครองตนเองสูง เช่น ปาตานี กับ นครศรีธรรมราช ซึ่งนครฯ จะอยู่ใกล้บางกอกมากกว่าเพราะฉะนั้นการปกครองนครฯ จะมีการความใกล้ชิดมากกว่าปาตานีหรือกลันตันในอดีตที่มีอำนาจปกครองตนเอง มีเจ้าเมืองเป็นของตนเอง

เมื่อสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองจนสยามกระชับการปกครองโดยตั้งคนของตนเองปกครองที่ปาตานี จนเกิดการปะทะขัดแย้งกันขึ้น มาจนถึงราชการที่ 5 ที่มีการปฏิรูปการปกครองจนนำมาสู่การปะทะขัดแย้งต่างๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดกระแสชาตินิยมเพื่อปกครองตนเอง ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของหะยีสุหลงที่จบการศึกษามาจากมักกะฮฺก็มีแรงบันดาลใจมาจากชาตินิยมอาหรับที่ต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษ

หะยีสุหลงมีความชอบธรรมในการต่อสู้

คนรุ่นหะยีสุหลงเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกันกับคณะราษฎรที่นำโดยปรีดี พนมยงค์ ที่เริ่มมีแนวคิดก่อนชาตินิยม เริ่มมองความเป็นอิสระของตัวเอง ของภูมิภาคหรือของชุมชนตัวเอง ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ก็มีการเคลื่อนไหวในแบบหะยีสุหลงเหมือนกัน ในขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้เช่นกัน ทุกขบวนการก็มีความชอบธรรมที่จะต่อสู้ไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก

เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ปาตานีพบว่า เป็นความบังเอิญที่ควบคุมไม่ได้ และประวัติศาสตร์ที่เรารู้ส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ตายตัวเพื่อได้ใช้ประโยชน์  เช่น ทำอย่างนี้จะได้เอกราช ทำอย่างนี้จะสามารถมีความเจริญก้าว คำถามคือ แล้วทำไปแล้วได้เอกราชหรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ มันแสดงให้เห็นว่ามีปัจจัยที่ไม่แน่นอนสูงกว่า แต่เขาไม่ยอมบอก สำหรับตนแล้วประวัติศาสตร์ปาตานียังคงเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ตาย ซึ่งเราเองก็ไม่ต้องการที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนต่อไป เพราะมันจะไม่จบ ดังนั้นเราจะต้องนำสังคมไปสู่ข้อยุติที่ทุกฝ่ายควรยอมรับพร้อมกันได้ของสถานการณ์ต่างๆ

ท้ายสุด เมื่อศึกษาจนเข้าใจประวัติศาสตร์แล้ว นักประวัติศาสตร์จะต้องระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า คนสร้างประวัติศาสตร์ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ความจริงไม่ได้อยู่กับเราทั้งหมด เราไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น มันอยู่ที่การรวมตัวกันของข้อมูลต่างๆ และยังมีอีกเยอะที่เรายังไม่รู้และค้นไม่เจอ นักประวัติศาสตร์อย่าไปทำแทนคนอื่น ทุกคนต้องทำประวัติศาสตร์โดยเฉพาะคนในพื้นที่แห่งนี้ต้องทำเอง หรือคนปาตานีต้องทำประวัติศาสตร์ของตัวเอง ทำความจริงให้ปรากฏ ทำความไม่แน่นอนให้ใกล้เคียงความแน่นอนที่สุด อนาคตของประวัติศาสตร์ยังคงมีอยู่

มะรอนิง สาแลมิง : อูลามาอฺปาตานีมีบทบาทในมักกะฮฺตั้งแต่ยุคออตโตมัน

จากการเสวนาเรื่อง “Serambi Makkah/ระเบียงมหานครเมกกะฮ” : ประวัติศาสตร์ สยาม-ปาตานี ในความสัมพันธ์กับนครเมกกะฮ" ดร.มะรอนิง สาแลมิง ตั้งคำถามชวนคิดว่าทำไมปาตานีถึงได้รับฉายาว่าเป็นระเบียงของมักกะฮฺ ซึ่งเป็นฉายาที่มีความขลังมาก ข้อสังเกตของตนก็คือชาวปาตานีไม่ได้บทบาทในมักกะฮฺแค่ช่วงเวลาของประเทศซาอุดีอารเบียเท่านั้น แต่สามารย้อนไปในยุคของอาณาจักรออตโตมันที่อูลามาอฺ (ผู้รู้)ปาตานีก็มีบทบาทในดินแดนมักกะฮฺในขณะนั้น โดยที่อูลามาอฺปาตานีสามารถสอนและความรู้แก่ชาวประเทศต่างๆ หลายประเทศที่อยู่ในมักกะฮฺในช่วงนั้น

ในช่วงเวลาสั้นๆ ตนจะขอยกตัวอย่างอูลามาอฺ 2 ท่าน ที่นอกจาก เชคดาวูด อัลฟาตอนี และเชคอะหมัด อัล-ฟาฏอนี ที่หลายท่านน่าจะรู้จักกันดีแล้ว สองท่านที่ว่าก็คือ เชคมูฮัมหมัดนูร บินเชคมูฮัมหมัดยาวี อัลฟาฏอนี เกิดในปี ฮ.ศ. 1290 ท่านนี้อยู่ในสมัยออตโตมัน โดยที่ท่านมีโอกาสถูกแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการกรมศึกษาธิการในสมัยนั้น แสดงให้เห็นว่าท่านทำงานในเชิงวิชาการ ท่านสอนในมัสยิดฮารอมด้วย ท่านยังเป็นลูกศิษย์ของมูฮัมหมัด อับดุฮฺ หนึ่งในอูลามาอฺนักฟื้นฟูอิสลามคนสำคัญของโลกในยุคสมัยใหม่ และท่านยังถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาชั้นสูงอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายอิสลามอย่างมากถึงได้รับการแต่งตั้ง

อีกท่านก็คือ เชคอิบรอฮีม อัลดาวูด บินอับดุลกอเดร อัลฟาฏอนี ท่านเกิดในปี ฮ.ศ. 1320 ท่านถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษา และยังสอน 3 ที่ในมัสยิดฮารอมทุกวัน และหากจะพูดถึงประเด็นความสามารถของอูลามาอฺปาตานีในอดีต ตนคิดว่าสามารถจัดเวทีเสวนาในอีกหนึ่งเวทีเป็นอย่างน้อย

นุมาน หะยีมะแซ : เอกสารแสดงความเป็นอยู่ของคนไทยในมักกะฮฺ เมื่อ 76 ปีก่อน

ดร.นุมาน หะยีมะแซ ได้นำเสนอประเด็นที่สำคัญจากการศึกษาเอกสารทางการไทยเกี่ยวกับคนไทยในมักกะฮฺ ระหว่าง พ.ศ. 2482-2509 โดยเอกสารเหล่านี้เริ่มปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยกับเหตุผลที่มีการทำสงครามยุโรป อังกฤษซึ่งเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมของสหพันธรัฐมลายูในช่วงเวลานั้น ประกอบกับเป็นผู้ดูแลและจัดการเกี่ยวกับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย จึงทำให้อังกฤษต้องเข้าไปมีบทบาท ในระหว่างการเดินทางกลับ ขณะเดียวกันก็ประสานขอความร่วมมือจากฝรั่งเศสและซาอุดิอาระเบีย รวมทั้งหาวิธีการลำเลียงคนทั้งหมดกลับโดยเรือ แต่ก็ยังประสบปัญหา กระทั่งทำให้ ในปี พ.ศ. 2482 มีคนไทยตกค้างที่ประเทศซาอุดีอาระเบียประมาณ 1,000 คน

รายงานที่ปรากฏเกี่ยวกับคนไทยในมักกะห์ในช่วงเวลานั้น พบว่ามาจาก 4 ฉบับหลักๆ คือ 1. รายงานการสังเกตการณ์จากกรุงมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบียของคุณอารีย์ วงษ์สันต์ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศปี พ.ศ. 2493 2. รายงานการดูแลทุกข์สุขของชาวไทยมุสลิมในมักกะฮ์ของคุณบรรจง ศรีจรูญ สมาชิกวุฒิสภาและประธานมุสลิมสภาแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2494/95  3. รายงานการสังเกตการณ์ ณ เมืองมักกะฮ์ประเทศซาอุดีอาระเบียของ ร.ต.ท. “เอส” จากกรมตำรวจปี พ.ศ. 2494 และ 4. รายงานความเคลื่อนไหวของชาวไทยอิสลามไปแสวงบุญที่เมืองมักกะฮ์ ของสถานกงสุลใหญ่ไทยใน เจดดะห์ปี พ.ศ. 2503

จากรายงานทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนและวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยในมักกะห์ในช่วงเวลานั้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงปัญหาที่ต้องพบเจอไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาความแออัดของที่พัก ปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย หรือปัญหาการเดินทางที่มีความลำบาก เป็นต้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากรายงานที่น่าสนใจพบว่าคนไทยในมักกะฮ์ทุกคนในปี พ.ศ. 2499 ระบุว่ามีอาชีพศึกษาศาสนา โดยที่ ดร.นุมาน ได้ชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาในมักกะฮ์นั้นมี 2 ระบบ คือ ระบบรายล้อมวง (Halaqoh) และ ระบบมัดราซะฮฺ (Madrasah) ในบริเวณมัสยิดหรือบ้านผู้รู้ ขณะเดียวกันด้วยกับสภาพที่มีกฎเคร่งครัดของบางสถานที่เรียนก็ทำให้มีผู้รู้จากปาตานีเปิดสอนศาสนาในมักกะฮ์ด้วยเช่นเดียวกัน โดยที่มีคนไทยหลายท่านที่ผ่านระบบการเรียนการสอนในสองลักษณะนี้และกลับมาเปิดโรงเรียนสอนศาสนาในสามจังหวัดชายแดนใต้  ส่วนใหญ่แล้วหากผ่านการศึกษาในรูปแบบฮาลาเกาะห์ก็จะกลับมาเปิดปอเนาะแบบดั้งเดิม ในขณะที่หากผ่านการศึกษาในรูปแบบมัดราซะห์ก็จะกลับมาเปิดโรงเรียนที่มีระบบที่ชัดเจนกว่า

Muhammad Arafat bin Mohamad : ชีวิตชาวปาตานีในมักกะฮฺ

Dr. Muhammad Arafat bin Mohamad ได้พยายามวิเคราะห์ถึงสภาพของชาวปาตานีในมักกะฮฺ ว่าในช่วงเวลาที่คนปาตานีได้อพยพไปสู่มักกะฮ์ เหตุผลหนึ่งก็คือสภาพในบ้านเกิดไม่เหมาะกับการใช้ชีวิต จึงแสวงหาพื้นที่ใหม่ในการใช้ชีวิตที่มองว่าพื้นที่ที่อพยพไปนั้นจะทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งการอพยพนี้ในช่วงแรกมักเป็นการอพยพเพื่อไปหาผู้รู้ในการเรียนรู้ด้วย แต่เมื่อมีการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ทำให้การเดินทางมีความสะดวก ปลอดภัยและรวดเร็วยิ่งขึ้นก็ทำให้จำนวนผู้เดินทางมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ด้วยกับการที่ซาอุดีอาระเบียค้นพบน้ำมัน กระทั่งเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจน้ำมันเฟื่องฟู จนทำให้มีประเทศซาอุดีอาระเบียมีการพัฒนาให้มีความเป็นเมืองมากขึ้น เป็นที่ดึงดูดให้ทั้งนักลงทุนและแรงงานเข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก

ดร.มูฮัมมัด อาราฟัต ได้ยกคำสัมภาษณ์จากแม่ของ ‘Abd al-Ghaffar ว่ามักกะฮ์ในช่วงยุคก่อนว่าเป็นยุคสภาพชีวิตของชาวปาตานีในมักกะฮฺ มีความเป็นอยู่ที่ใกล้ชิดกัน เหมือนดั่งพี่น้อง บ้างก็แบ่งบ้านกันอยู่ เมื่อร้อนก็ไม่มีพัดลม เมื่อเบื่อก็ขึ้นไปยังดาดฟ้าและพูดคุยกัน ในอดีตเป็นสังคมที่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ จะมี Pok Cu Loh และ Tok Ayoh Noh ที่ได้รับความเคารพและช่วยสั่งสอนเด็กๆ มีความไว้ใจในการฝากฝังดูแลเลี้ยงลูกหลานต่อกัน

แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของความเป็นชาตินิยมซาอุดีซึ่งเป็นผลจากความพยายามในการทำให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มีสิทธิเฉพาะแก่ชาวซาอุฯ เท่านั้น จึงเกิดการทำอิกอมะห์ หรือเอกสารสำหรับคนต่างชาติขึ้น ขณะเดียวกันโอกาสต่างๆ ก็ถูกจำกัดมากขึ้น รวมไปถึงการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ยกเว้นสาขาด้านศาสนา อย่างไรก็ตาม ดร.มูฮัมมัด เสริมว่า สำหรับคนปาตานีในอาหรับนั้น พวกเขาเองใช้ภาษาอาหรับ เติบโตกับการเรียนในแบบอาหรับ ซึ่งการกลับมาสู่แผ่นดินปาตานีก็อาจทำได้ไม่สนิทใจ ประกอบกับการรับรู้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ก็ส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้เกิดความกลัวและกังวลด้วยเช่นเดียวกัน