โจทย์ 3 ข้อจะไปต่ออย่างไร? ในงานวิชาการสันติภาพเชื่อม “อาเจะห์-มินดาเนา-ฟาฏอนีย์”

โจทย์ 3 ข้อจะไปต่ออย่างไรในการสร้างสันติภาพ จากงานวิชาการเชื่อม “อาเจะห์-มินดาเนา-ฟาฏอนีย์”ทั้งเวทีแลกเปลี่ยนนักวิชาการมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม การประมวลองค์ความรู้ความขัดแย้งและสันติภาพในมุมอิสลาม และการสร้างเครือข่ายปัญญาชนมุสลิมในภูมิภาค

tripeace

ความสำคัญของการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วย “สังคมมุสลิม, ความรู้ และการสร้างสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Muslim Societies, Knowledge and Peacebuilding in Southeast Asia) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2558 ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ไม่ได้อยู่ที่ 3 องค์ปาฐกระดับอธิการบดีจาก 3 มหาวิทยาลัยใน 3 พื้นที่ขัดแย้ง ทั้งอาเจะห์, มินดาเนา และ ปาตานีหรือจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น

หากแต่อยู่จะทำอย่างไรให้โจทย์ 3 ข้อสำคัญดังที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของโครงการสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้หรือจนกระทั่งสามารถสร้างคุณูปการให้กับกระบวนการสันติภาพได้

จะทำอย่างไรที่จะให้การประชุมครั้งนี้เปิดให้(1)มีเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับพลวัตของสังคมมุสลิมในพื้นที่ความขัดแย้งต่อไปอย่างไร

รวมทั้ง(2)เพื่อประมวลองค์ความรู้ร่วมสมัยเกี่ยวกับความขัดแย้งและสันติภาพในมุมมองของศาสนาอิสลาม ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจังมากนัก หรือองค์ความรู้ต่างๆยังอยู่กระจัดกระจายหรือไม่ได้นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เท่าที่ควร กล่าวให้ชัดคือความรู้อิสลามหรือความรู้เกี่ยวกับสังคมมุสลิมจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพได้อย่างไร

เช่นเดียวกับ(3)การสร้างเครือข่ายนักวิชาการและปัญญาชนมุสลิมทั้งในระดับภูมิภาคชายแดนภาคใต้และในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นเครือข่ายนักวิชาการที่เข้มแข็ง เพราะที่ผ่านมาอาจจะยังไม่เห็นเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งมากนัก อาจจะด้วยเพราะความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและแนวทาง

แต่ที่น่ายินดีคือวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อดังกล่าวนั้นไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาเป็นคำที่สวยหรูประกอบใบโครงการ หากแต่มีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามของนักวิชาการรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งจากหลายสถาบันกว่า 30 คน ที่ได้นั่งหารือกันหลังจากได้ฟัง ศ.ดร.ยาซิร อูดะฮฺ นักวิชาการมุสลิมแคนาดา ผู้อำนวยการสถาบันมะกอศิด กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร บรรยายหัวข้อ เมื่อมุสลิมเผชิญความขัดแย้ง : คิดใคร่ครวญถึง ‘หลักเจตนารมณ์แห่งชารีอะห์’ ในประสบการณ์ของมุสลิมตะวันตก" ที่ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ใน ม.อ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา

การหารือครั้งนั้นมีตกลงร่วมกันว่าจะจัดการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมมุสลิม โดยดึงความร่วมมือจากนักวิชาการต่างประเทศมาด้วย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์ ดังที่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้เคยพูดถึง

ถามว่า ทำไมต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับสังคมมุสลิมที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ คำอธิบายในตัวโครงการระบุว่า ทั้ง 3 พื้นที่ คือ อาเจะห์, มินดาเนา และ ปาตานี หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างมีลักษณะบางอย่างที่มีร่วมกัน นั่นคือ เป็นพื้นที่ซึ่งมีมุสลิมเป็นชนกลุ่มใหญ่และมีความขัดแย้งในทางชาติพันธุ์ศาสนาที่เป็นปัจจัยพื้นฐานอันนำไปสู่การใช้กำลังมานานหลายทศวรรษ แต่ในขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการของกระบวนการสันติภาพที่แตกต่างกันพอที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะทำงานโครงการเชิญนักวิชาการจาก 3 มหาวิทยาลัยใน 3 พื้นที่ขัดแย้งได้แก่ 1.ศาสตราจารย์ ดร.มาคาปาโด อบาตอน มุสลิม อธิการบดี Mindanao State University ประเทศฟิลิปปินส์ 2.ศาสตราจารย์ ดร.ยุสนี ซาบี อดีตอธิการบดี Universitas Islam Negeri Al-Raniry เมืองบันดา อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย และ 3.ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้มาร่วมแสดงปาฐกถาในเวทีเดียวกัน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มให้วัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้สามารถกระจายถ่ายเทองค์ความรู้อิสลามกับสันติภาพไปอย่างกว้างขวางและครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมากขึ้น อีกทั้งสามารถสร้างคุณูปการให้กับกระบวนการสันติภาพได้จริง

แต่จะไปถึงขั้นนั้นได้หรือไม่อย่างไร เหล่าผู้ติดตามกระบวนการสันติภาพปาตานี/ชายแดนใต้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการขับเคลื่อนต่อไปหลังการประชุมจะเป็นไปในทิศทางใดและอย่างไร

คำอธิบายแนวคิดโครงการ

ปัจจุบันสังคมมุสลิมในหลายภูมิภาคทั่วโลกต่างเผชิญกับความขัดแย้งหลากหลายลักษณะ ทั้งความขัดแย้งระหว่างสำนักคิดหรือนิกาย ซึ่งเป็นความขัดแย้งภายใน “อุมมะห์” ของตนเอง ความขัดแย้งระหว่างชุมชนมุสลิมกับชุมชนต่างศาสนิก หรือความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประชากรมุสลิมชนกลุ่มน้อยกับรัฐประชาชาติที่ตนเองสังกัดเป็นพลเมือง

ความขัดแย้งเหล่านี้ในหลายพื้นที่คลี่คลายไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงต่อรองกับอำนาจรัฐ โดยอาศัยการตีความหลักการของอิสลามในบางแง่มุมมาเป็นเหตุผลรองรับ (justification) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของความขัดแย้งที่ตนเองเผชิญ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง พัฒนาการดังกล่าวกลับส่งผลให้สถาปนาภาพตัวแทนแห่งความรุนแรงที่ประทับตราชุมชนมุสลิมให้ติดตรึงอยู่กับภาพลักษณ์ของกลุ่มชนที่นิยมความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ชุมชนมุสลิมที่เผชิญกับความท้าทายเช่นนี้ก็ยังมีความพยายามที่จะแสวงหาวิธีการที่จะอยู่กับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน วิธีการที่แตกต่างดังกล่าวนี่เองที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ท้าทายให้สังคมมุสลิมจากทั่วทุกมุมโลกพยายามแสวงหาคุณค่าและหลักการสากลบางประการที่อยู่ในหลักคำสอนของตนเอง เพื่อปรับประยุกต์ใช้ในโลกความเป็นจริงและสอดคล้องกับโครงสร้างสังคมและการเมืองที่มีความเป็นสมัยใหม่

ในสภาวะดังกล่าว เราต่างเป็นประจักษ์พยานถึงความพยายามของนักคิดและนักเคลื่อนไหวทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมพยายามสร้างองค์ความรู้ที่จะรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตนต้องเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายในเรื่องการให้ความหมายต่อการญิฮาดที่เปิดกว้างกว่าวาทกรรมของการก่อสงครามศาสนา การสถาปนาองค์ความรู้และสถาบันเกี่ยวกับแนวทางดุลยธรรม (วะสะฎียะฮ์) หรือแม้แต่การพยายามแสวงหาและปรับประยุกต์คุณค่าของอิสลามให้สอดประสานกับกระบวนการสันภาพที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่อันอุดมด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต่างมีปัญหาและบทเรียนที่ตนเผชิญแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละพื้นที่ ดังจะสามารถพิจารณาได้จากพัฒนาการของความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพในสามพื้นที่ อันได้แก่ ภูมิภาคมินดาเนาหรือบังซาโมโรในภาคใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ภูมิภาคตอนเหนือของเกาะสุมาตราหรืออาเจะห์ในประเทศอินโดนีเซีย และในกรณีของปาตานีหรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เป็นต้น

พื้นที่ทั้งสามนี้ต่างมีลักษณะบางอย่างที่มีร่วมกัน นั่นคือ เป็นพื้นที่ซึ่งมีมุสลิมเป็นชนกลุ่มใหญ่และมีความขัดแย้งในทางชาติพันธุ์ศาสนาที่เป็นปัจจัยพื้นฐานอันนำไปสู่การใช้กำลังมานานหลายทศวรรษ แต่ในขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการของกระบวนการสันติภาพที่แตกต่างกันพอที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

กล่าวคือในขณะที่กรณีของอาเจะห์นั้นผ่านการลงนามในข้อตกลงสันติภาพมาแล้วหนึ่งทศวรรษ แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหานานัปการของสถานการณ์หลังความขัดแย้ง ในกรณีของมินดาเนาเองก็กำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญของกระบวนการสันติภาพ ในขณะที่ปาตานียังถือเป็นพื้นที่ซึ่งเพิ่งริเริ่มเข้าสู่กระบวนการหาทางออกด้วยวิธีการดังกล่าว

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างความร่วมมือทางวิชาการข้ามพื้นที่ใน “สามพื้นที่ความขัดแย้ง สามกระบวนการสันติภาพ” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นฐานคิดสำคัญของการจัดประชุมวิชาการนานาชาติในครั้งนี้ ทั้งนี้ ก็เพื่อแบ่งปัน สานสัมพันธ์ และประมวลองค์ความรู้ผ่านบทเรียนและการคิดใคร่ครวญของนักวิชาการในภูมิภาคดังกล่าวนี้ ไปพร้อมๆ กับการพยายามสร้างความร่วมมือข้ามพื้นที่เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน โดยคาดหวังว่าความรู้ที่แฝงฝังอยู่ในสังคมมุสลิมเหล่านี้นี่เองที่เป็นต้นทุนอย่างดีในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในปัจจุบัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“2 องค์ปาฐกผู้นำอิสลามสร้างสันติภาพ” ในเวทีเสวนานานาชาติ 30 ก.ย.นี้

เปิดเวทีนานาชาติเชื่อม “อาเจะห์-มินดาเนา-ฟาฏอนีย์” นำความรู้อิสลามสร้างสันติภาพ

การประชุมวิชาการนานาชาติ "สังคมมุสลิม ความรู้ และการสร้างสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"