“วอศ. มฟน.” พร้อมร่วมเครือข่ายภูมิภาคอาเซียนสู่กระบวนการสันติภาพ

สัมภาษณ์ดร.ยูโซะ ตาเละ ผอ.วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและ ผศ.ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ต่อปรากฏการณ์ไตรสันติภาพบนเส้นทางสังคมมุสลิมอาเซียน สองผู้บริหารมหาวิทยาลัยชี้การสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาคเป็นเรื่องที่ต้องทำ และบทบาทของสถาบันการศึกษาคือการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ

ดร.ยูโซะ ตาเละ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ดร.ยูโซะ กล่าวถึงบทบาทของวิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานีว่ามีภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการสร้างสันติภาพอย่างถาวรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดสันติภาพที่ถาวรบนโลกนี้ด้วย อีกทั้งวิทยาลัยอิสลามศึกษาได้จัดการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการอิสลาม ดังนั้นภารกิจที่สำคัญของวิทยาลัยอิสลามศึกษาคือค้นหาสันติภาพ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้ประกาศอย่างเป็นรูปธรรม แต่ภารกิจการค้นหาสันติภาพซึ่งวิทยาลัยอิสลามศึกษาถือว่าสันติภาพนั้นต้องเป็นสันติภาพที่ยันยืนหรือสันติภาพถาวร ไม่ใช่สันติภาพฉาบฉวย

“ความจริงอิสลามศึกษากับสันติภาพเป็นเรื่องเดียวกัน อิสลามศึกษาจะไม่มีความหมาย หากไม่สามารถสร้างสันติภาพขึ้นมาได้ เพราะอิสลามด้วยตัวของมันคือ “สันติ”

การเป็นเจ้าภาพในงานครั้งนี้เป็นภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของวิทยาลัยอิสลามศึกษาซึ่งได้ประกาศเป็นใช้แนวทาง “วะสะฏียะห์ นำสู่สันติภาพ” เป็น Motto ของเราเพราะเชื่อมั่นว่าการนำหลักการอิสลามตามแนวทางวะสะฏียะห์มาใช้สามารถสร้างสันติภาพในอนาคตได้เพราะเป็นหลักการที่จะบูรณาการกับทุกศาสตร์ของที่มีการเรียนการสอนที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา

เวทีแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการจะเป็นประโยชน์มากต่อพื้นที่

ดร.ยูโซะกล่าวอีกว่าในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา มีเวทีการพูดคุยเรื่องสันติภาพอยู่มาก ขณะเดียวกันการลงมือปฏิบัติก็มาก แต่ทั้งหมดมีความแตกต่างกัน แต่สิงที่น่ากลัวคือเกิดความขัดแย้งกับจัดการความขัดแย้งกันเอง เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เป็นตัวอย่างจากหลายๆ พื้นที่ 1.ความขัดแย้งในเรื่องของความคิด 2.ความขัดแย้งที่เป็นหลักการในการจัดการความขัดแย้ง ดังนั้นหากสามารถที่จะประเมินองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งเป็นที่สิ่งดี ทำกระบวนการขับเคลื่อนสันติภาพเดินหน้าไปได้ เราต้องการความหลากหลายทางความคิดแต่ทิศทางเป็นเอกภาพเดียวกันโดยเฉพาะเรื่องของการเจรจา

“ที่ผ่านมามีการพูดคุยเรื่องสันติภาพเยอะมาก จึงทำให้ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน เพราะในแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกันไป ทำให้เกิดความสับสน ดังนั้นการที่เราสามารถจับประเด็นความรู้จากเวที เพื่อทำความรู้เรื่องสันติภาพให้เข้าใจง่ายขึ้นเป็นเรื่องที่ดี”

การสร้างเครือข่ายนักวิชาการที่เกี่ยวกับความขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียนเป็นสิ่งจำเป็น

ดร.ยูโซะ ย้ำว่าโลกปัจจุบันนี้เป็นโลกของเครือข่าย เป็นสิ่งที่มีสำคัญในโลกปัจจุบันนี้ ใครก็ตามไม่มีเครือข่ายทำงานลำบาก เป็นพลังในการขับเคลื่อนงานไปได้ ดังนั้นการมีเครือข่ายเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่เครือข่ายต้องมีกิจกรรมควบคู่ เพราะหากมีเครือข่ายอย่างเดียวโดยไม่มีกิจกรรมทำให้เครือข่ายไม่กระตือรือร้น (Active) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดคุยเรื่องสันติภาพกับเครือข่ายของเราอย่างเดียว ทำให้ได้รับความเห็นในมุนมองด้านเดียว แต่ถ้าหากมีการแลกเปลี่ยนกับบุคคลที่เป็นนอกเครือข่าย ทำให้ได้รับมุมมองของสร้างสันติภาพที่แตกต่างไปจากเครือข่ายของเรา เพราะสันติภาพเป็นเรื่องที่จะต้องมองให้ครบทุกด้านหรือมองให้ครบองค์ประกอบ

“สำหรับเครือข่ายที่มีเฉพาะชั้นชนกลางหรือนักวิชาการต้องลงพื้นที่ระดับรากหญ้าให้มากที่สุด เหมือนที่ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้หรือ Deep South Watch กำลังดำเนินอยู่ก็เพื่อให้ระดับรากหญ้าได้รับประโยชน์ให้มากที่สุด” ดร.ยูโซะกล่าว

ผศ.ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี

ผศ.ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา กล่าวถึงเป้าประสงค์หลักของมหาวิทยาลัยฟาฎอนีคือการให้ความรู้ต่อสังคมและประเทศชาติ เพื่อให้เข้าใจว่ามุสลิมสนับสนุนในการกระทำความดีต่อมุสลิมและกับคนที่ไม่ใช่มุสลิม เพื่อให้เกิดสันติภาพในสังคม มีชีวิตที่ดีต่อกันตลอดจนเกิดความเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่จังหวัดจังหวัดชายแดนภาคใต้และประเทศไทย ร่วมไปถึงในภูมิภาคอาเซียนด้วย นี่คือวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยฟอฎอนี

“ในการสร้างสังคมให้เกิดสันติภาพหากมหาวิทยาลัยไม่มีบทบาทในการสร้างสันติภาพ เป็นเรื่องยากที่จะเกิดสันติภาพขึ้นได้ เพราะมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นฝ่ายวิชาการที่ค้นหาแนวทางต่างๆ ของการแก้ปัญหาในสังคม”

อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนีได้กล่าวถึงแนวทางของท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ว่าบั้นปลายชีวิตอยู่กับคนที่ไม่ใช่มุสลิม แต่ด้วยความใจกว้างของท่านนบีมูฮำหมัดในการแลกเปลี่ยนกันความคิดเห็นระหว่างคนที่ไม่ใช่มุสลิมกับคนมุสลิม ทำให้คนในสมัยนั้นอยู่อย่างสันติระหว่างชุมชนมุสลิมกับชุมชนที่ไม่ใช่มุสลิม อิสลามไม่ได้บังคับให้คนไม่ใช่มุสลิมเข้ารับศาสนาอิสลาม แต่มุสลิมมีหน้าที่ในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามให้กับทุกฝ่ายสามารถยอมรับกันได้เพราะศาสนาอิสลามเป็นศาสนาให้ความเมตตาแก่มนุษยชาติ

สำหรับการเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกระบวนการสันติภาพในเวทีเสวนาในครั้งนี้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากเพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงกระบวนการสันติภาพของอาเจะห์ประเทศอินโดนีเซียกับมินดาเนาประเทศฟิลิปปินส์เพื่อเป็นบทเรียนในกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

“เราต้องตักตวงให้ได้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพราะเขามาพูดในพื้นที่ของเรา ความรู้เหล่านี้ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีพรมแดนในเรื่องของความรู้ ความรู้เหล่านี้เป็นของอัลลอฮให้แก่บ่าวของพระองค์ การได้เรียนรู้ของกระบวนการสันติภาพของทั้ง 2 ประเทศเราจะได้รับประโยชน์เพราะหลายเรื่องมีความเหมือนของปัญหาและแนวทางการแก้ไข” ผศ.ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา กล่าว

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

 

โจทย์ 3 ข้อจะไปต่ออย่างไร? ในงานวิชาการสันติภาพเชื่อม “อาเจะห์-มินดาเนา-ฟาฏอนีย์”

“2 องค์ปาฐกผู้นำอิสลามสร้างสันติภาพ” ในเวทีเสวนานานาชาติ 30 ก.ย.นี้

เปิดเวทีนานาชาติเชื่อม “อาเจะห์-มินดาเนา-ฟาฏอนีย์” นำความรู้อิสลามสร้างสันติภาพ

การประชุมวิชาการนานาชาติ "สังคมมุสลิม ความรู้ และการสร้างสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"