สถาบันการศึกษาชายแดนใต้ร่วมจัดประชุม “ไตรสันติภาพ” เชื่อมงานความรู้รับมือความขัดแย้ง อาเจะห์-มินดาเนา-ปาตานี

ม.อ.จับมือ  มฟน. จัดประชุมวิชาการนานาชาติ “ไตรสันติภาพ” เชื่อมต่อความรู้ประสบการณ์และสานความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาใน  3 ประเทศที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อย หวังขับเคลื่อนด้วยความรู้กระตุ้นสังคมตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาอิสลามในการจัดการกับปัญหาด้วยแนวทางสันติและเปิดกว้างยอมรับต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม เตรียมชงให้มินดาเนารับไม้ต่อจัดประชุมปีต่อไป

ปัตตานี: เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 เวลา 9.00 น. ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ คณะรัฐศาสตร์ สถาบันสันติศึกษา วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ วิทยาลัยประชาชน และสถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี (มฟน.) ซึ่งเป็นองค์กรทางวิชาการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ร่วมกันจัดการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยไตรสันติภาพบนเส้นทางสังคมมุสลิมอาเซียน ภายใต้หัวข้อ “สังคมมุสลิม, ความรู้ และการสร้างสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ณ อาคารวิทยอิสลามนานาชาติ ม.อ.ปัตตานี โดยภายในงานได้มีผู้เข้าร่วมงานหลากหลาย ทั้งนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ทางการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ นักการศาสนา นักกิจกรรมทางสังคม และนักศึกษาจำนวนมาก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในการประชุมดังกล่าวประกอบไปด้วยการแสดงปาฐกถาโดยนักวิชาการและผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ความขัดแย้ง 3 แห่ง ได้แก่ ศ.ดร.ยุสนี ซาบี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งชาติอัลรานิรี จากอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ศ.ดร.มาคาปาโด อบาตอน มุสลิม อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมินดาเนา จากหมู่เกาะมินดาเนาของประเทศฟิลิปปินส์ และ ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยหรือปาตานี นอกจากนี้ ยังมีพิธีลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่าง 5 สถาบันการศึกษาจาก 3 พื้นที่ความขัดแย้งเพื่อพัฒนาความร่วมมือในทางวิชาการ ในวันเดียวกันนี้ยังมีกิจกรรมการอภิปรายในวงเสวนาสาธารณะและการนำเสนอบทความทางวิชาการจากนักวิชาการในพื้นที่ชายแดนใต้และจากต่างประเทศอีกด้วย

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งฯ ระบุว่า การจัดประชุมในครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อเปิดประเด็นให้แวดวงวิชาการและผู้คนในสังคมได้ตระหนักว่าสังคมมุสลิมในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีทุนทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะหลักคำสอนในศาสนาอิสลามที่เอื้อต่อการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเปิดกว้างต่อการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นฐานให้กับการผลักดันสันติภาพเกิดขึ้นได้ แม้ว่าในหลายพื้นที่จะมีความขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรงก็ตาม

“การที่เราเชื่อมโยงให้เห็นว่าพื้นที่อย่างมินดาเนาของฟิลิปปินส์และอาเจะห์ในอินโดนีเซียกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพราะเราต่างเผชิญกับความขัดแย้งที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่มีขั้นตอนหรือกระบวนการสันติภาพที่แตกต่างกัน ผมเชื่อว่าหากเราสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานความรู้ด้วยกัน เราอาจพัฒนาประสบการณ์ของทั้งสามพื้นที่นี้ให้เป็นตัวแบบในการแก้ไขความขัดแย้งต่อไปได้ในอนาคต” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งฯ ม.อ.ปัตตานี กล่าวต่อว่า ในบันทึกความร่วมมือระหว่างสถาบันในครั้งนี้จะเป็นการลงนามโดยผู้แทน 5 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี วิทยาลัยประชาชน มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมินดาเนา และมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งชาติอัลรานิรี โดยจะมีเนื้อหาที่ระบุถึงความร่วมมือในการทำวิจัยและการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อต่างๆ ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนบุคลากรทั้งนักวิจัย อาจารย์ และนักศึกษา ตลอดจนแบ่งปันข้อมูลข่าวสารในทางวิชาการระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสถาบันต่างๆ ด้วยเช่นกัน

ผศ.ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังรวมไปถึงข้อตกลงที่สถาบันการศึกษาในแต่ละพื้นที่จะสลับหมุนเวียนกันจัดประชุมวิชาการนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทุกๆ ปี โดยจะถือว่าการประชุมไตรสันติภาพครั้งนี้เป็นการริเริ่มครั้งแรก และในปีต่อไปมีการตกลงว่าจะจัดขึ้นอีกครั้งที่มินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ตนเห็นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะยกระดับสถานะของงานวิชาการที่เกี่ยวกับการศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาให้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่อยู่ในภาวะความขัดแย้งอีกด้วย

“ไม่ใช่ว่าเราเท่านั้นที่ต้องการเรียนรู้จากบทเรียนต่างๆ จากเพื่อนบ้านเหล่านี้ แต่พวกเขาเองก็ต้องการเก็บรับประสบการณ์หลายอย่างจากเราด้วยเช่นกัน ผมคิดว่านี่คือย่างก้าวที่สำคัญ” รองอธิการบดี มฟน. กล่าว