ศวชต.สร้าง 130 สตรีจิตอาสา พัฒนาจากเหยื่อไฟใต้สู่การเป็นนักฟื้นฟูชีวิตและเยียวยาจิตใจ

ศวชต. ถอดบทเรียนสร้างสตรีจิตอาสากว่า 130 ชีวิต พัฒนาจากเหยื่อไฟใต้สู่การเป็นนักฟื้นฟูชีวิต สร้างภูมิคุ้มกันทางจิต พัฒนาอาชีพผู้ได้รับผลกระทบ ป้องกันผลกระทบใหม่และการเยียวยาชุมชน

เมื่อวันที่  9 ตุลาคม 58 ที่ห้องประชุม 4 ชั้น 4 ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศวชต.ได้จัดกิจกรรม ‘สตรีจิตอาสาชายแดนใต้/ปาตานี’: ถอดความรู้ เขียนบันทึก สร้างตัวตน มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนกิจกรรมและงานที่ผ่านมาเป็นเรื่องราวเพื่อขยายความรู้ให้กับชุมชน

สตรีจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้พัฒนาจากแม่หม้ายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งงานของสตรีจิตอาสาแบ่งเป็น 2 ฐานใหญ่ คือ 1 ฐานข้อมูล ประกอบด้วยการค้นหาข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ จากนั้นลงเยี่ยมเคสที่ได้รับผลกระทบเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการเยียวยาตามสิทธิ์ของตนเองต่อไป

ส่วน 2 คือ ฐานอาชีพ ประกอบด้วยการตั้งกลุ่มอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้กับแม่หม้ายที่ได้รับผลกระทบ เช่น กรณีกลุ่มทำขนมโดนัทที่สามารถสร้างรายได้กับกลุ่มแม่หม้ายที่ได้รับผลกระทบสามารถส่งเสียลูกเรียนจนจบปริญญาตรีได้

ดร.เมตตา กูนิง ผู้อำนวยการ ศวชต. กล่าวว่า งานสตรีจิตอาสาเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2550 โดยสามารถสร้างสตรีจิตอาสาประมาณ 130 คน และความสำเร็จของการเป็นสตรีจิตอาสาด้วยตัวเขาเองประมาณ 30% จากสตรีจิตอาสาทั้งหมด ซึ่งงานสตรีจิตอาสาเกิดขึ้นเพื่อต้องการให้คนในชุมชนดูแลชุมชนด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่เพียงให้คนจากข้างนอกเข้าไปช่วยเหลือ อีกทั้งคนเป็นสตรีจิตอาสาเกิดจากคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ นับว่าเป็นคนหัวอกเดียวกัน

ดร.เมตตา กล่าวต่อไปว่า สำหรับแผนงานต่อไปของสตรีจิตอาสา จะปรับรูปแบบใหม่ คือ ปรับจากการฟื้นฟูให้เป็นการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตมากขึ้น แต่การฟื้นฟูก็จะไม่ละทิ้ง เพียงแต่ต้องการสอนให้คนที่สามารถฟื้นฟูความเจ็บปวดจากสถานการณ์ได้ ให้เป็นวิทยาการป้องกันให้กับเขาเองได้

“หนึ่งตัวอย่างของกรณีที่ สตรีจิตอาสาจากไม้แก่น (จ.ปัตตานี) ได้เข้าไปเยียวยา คือ เป็นผู้ที่ได้รับความเดือดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่สามฝ่าย(ทหาร ตำรวจ ปกครอง)ไม่รับรอง โดยการชักชวนของสตรีจิตอาสาให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมกับชุมชนและ สร้างอาชีพให้กับตนเองเพื่อหารายได้ ช่วยเหลือครอบครัวของตนเองได้ ซึ่งปัจจุบันเขา สามารถเป็นแกนนำในการช่วยเหลือคนอื่นในชุมชนและเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนได้

ดร.เมตตา กล่าวว่า การทำงานเยี่ยวยาของไทยพุทธและมุสลิมก็ได้ลงเยี่ยมเหมือนๆกัน ไม่มีการแบ่งแยกว่าใครนับถือศาสนาใดเพียงแต่คิดเสมอว่า คนที่ได้รับความเดือดร้อนมีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนๆกัน และทุกครั้งที่ลงเยี่ยมก็จะไปพร้อมกันไปเป็นทีมมีทั้งสตรีจิตอาสาที่เป็นมุสลิม และเป็นไทยพุทธ

ดร.เมตตา กล่าวว่า อีกทั้ง เมื่อเกิดความสถานการณ์ขึ้นจะรอให้สถานการณ์เย็นลงก่อนเพื่อตั้งสติและประสานงานกับสมาชิกในการลงเยี่ยม ซึ่งทุกครั้งที่ลงเยี่ยมจะไม่ระแวงว่าจะได้รับความเดือดร้อน เพราะการเยี่ยมของเราจะบอกตลอดว่า “เราไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐแต่เราเป็นหน่วยงานที่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไว้ใจเรา”

swct

ศวชต.1

swct