บทวิพากษ์สะท้อนปาฐกถาไตรสันติภาพ 1 : วิกฤตของความรู้ในสังคมมุสลิม โดยรศ.ดร.คอยรุดดีน อัลจูเนียต

ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ TriPEACE via ASEAN Muslim Societies (ไตรสันติภาพบนเส้นทางสังคมมุสลิมอาเซียน) เรื่อง Muslim Societies, Knowledge and Peacebuilding in Southeast Asia “สังคมมุสลิม, ความรู้ และการสร้างสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่ หอประชุมอิหม่าม อัล นาวาวีย์ อาคารวิทยอิสลามนานาชาติ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา

ภายหลังจากอธิการบดีของมหาวิทยาลัยจาก 3 พื้นที่ความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวปาฐกถา ในงานยังมีการอภิปรายสะท้อนความคิดองค์ปาฐกโดย 3 นักวิชาการนอกเขตพื้นที่ความขัดแย้ง ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร. คอยรุดดีน  อัลจูเนียต อาจารย์ประจำสาขาวิชามลายูศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University Of Singapore) ประเทศสิงคโปร์ ศาสตราจารย์ ดาโต๊ะ ดร.ออสมาน บาการ์ ผู้อำนวยการศูนย์อิสลามศึกษาสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดีน มหาวิทยาลัยบรูไนดารุสลาม  (Universiti Brunei Darussalam) ประเทศบรูไน และ รองศาสตราจารย์ ดร.อับดุล ราซัก อะห์หมัด อาจารย์ประจำภาควิชายุทธศาสตร์ศึกษา คณะการป้องกันประเทศศึกษาและการจัดการ มหาวิทยาลัยป้องกันประเทศแห่งมาเลเซีย (National Defence University of Malaysia) ประเทศมาเลเซีย

รศ.ดร.คอยรุดดีน  อัลจูเนียต : 4 ประการที่นำมาซึ่งวิกฤตของความรู้ในสังคมมุสลิม

รศ.ดร.คอยรุดดีน  อัลจูเนียต กล่าวเน้นถึงมุสลิมในตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยคำถามที่ว่า เหตุใดมุสลิมในพื้นที่นี้จึงประสบกับความขัดแย้งมากกว่าประเทศที่มุสลิมไม่ใช่ชนกลุ่มใหญ่ อย่างประเทศสิงคโปร์หรือประเทศอื่นๆ ผมจะเน้นไปที่ประเด็นเดียวก็คือ วิกฤตของความรู้ในสังคมมุสลิม ซึ่งนี่เป็นประเด็นใหญ่ที่เรากำลังเผชิญและส่งผลทำให้เราก้าวไปสู่สังคมที่สันติไม่ได้

วิกฤตของความรู้นี้ ประกอบไปด้วย 4 ประการ นั่นคือ มุสลิมขาดความรู้ในประเด็นความรู้อิสลามดั้งเดิมของตนเอง เราเมินเฉยต่ออิสลาม จนทำให้เราตีความหมายของคำว่าญิฮาด หรือดารุลฮับ ผิด เราเข้าใจอิสลามเพียงแค่ผิวเผิน แต่ไม่เข้าใจว่าอิสลามที่มีการสานต่อนับตั้งแต่สมัยท่านนบี จนมาถึงสมัยคอลิฟะห์ทั้งสี่ และมาถึงยุคนี้เป็นมาอย่างไร ซึ่งความไม่เข้าใจนี้ ก็ส่งผลทำให้เกิดการเหมารวมว่าสิ่งที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในชุมชนนั้นเป็นสิ่งที่อยู่บนฐานของอิสลาม เช่น มีมุสลิมจำนวนมากจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์เอง เข้าไปร่วมกับไอซิส งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับคนที่เข้าร่วมในไอซิสแล้วกลับมา พบว่าความเข้าใจด้านศาสนาของกลุ่มคนเหล่านี้ แม้ว่าจะได้รับการศึกษาอิสลามจากอียิปต์หรืออิรัก หรือหลายๆ ประเทศก็ตาม แต่เข้าใจอิสลามเพียงแค่ส่วนเดียว ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาหนึ่งที่บอกว่า ความจริงเพียงเสี้ยวเดียวนั้นอันตรายกว่าไม่รู้ความจริงทั้งหมดเสียอีก

เพราะขาดความรู้และขาดความเข้าใจในการลำดับก่อนหลัง

ประการที่สอง คือ การขาดความรู้ในบริบทที่เรากำลังอาศัยอยู่ มุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เราอยู่โดยไม่เข้าใจบริบททางสังคมที่เราอาศัยอยู่ เราเป็นชาวไทยมุสลิมได้อย่างไรหากเราไม่เข้าใจชาวพุทธ เราเป็นมุสลิมในประเทศมาเลเซียได้อย่างไรหากเราไม่เข้าใจวัฒนธรรมของชาวจีนในประเทศ เราจะเป็นมุสลิมในฟิลิปปินส์ได้อย่างไรหากไม่เข้าใจคาทอลิก เรากำลังอยู่ในโลกที่เราไม่ทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งต่างจากผู้รู้ในอดีตที่บริบทหรือวากีอะห์นี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในประวัติศาสตร์อิสลามหลายช่วง เช่น ในช่วงราชวงศ์โมกุล ที่มุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศอินเดียแต่แสงของอิสลามได้สาดทอไปทั่ว ในสเปนช่วงเวลาหนึ่งพวกเขายอมเรียกตัวเองว่าอาหรับแม้จะไม่ใช่มุสลิมแล้วศึกษาอิสลาม

ประการที่สาม คือ การขาดความเข้าใจในลำดับก่อนหลัง ในฟิลิปปินส์ กลุ่มที่เคลื่อนไหวบางกลุ่มนั้นคิดว่าเมื่อต้องการเปลี่ยนแปลง ก็ให้ใช้แนวทางสุดโต่ง ถ้าต้องการเปลี่ยนสังคม ก็ให้ไปทำสงคราม ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ยุซุฟ อัลกอร์ฎอวี บอกว่าเป็นสภาวะการขาดการลำดับความสำคัญ เราใช้แนวทางที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความเสียหายกับเรา แต่ในความจริงความสำคัญจะต้องเน้นไปที่การศึกษา ในสิงคโปร์เองนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหาการถูกทำให้ตกขอบก็คือ การศึกษา การศึกษาและการศึกษา มุสลิมหลายคนกำลังสับสนระหว่างแนวทางและเป้าหมาย เราคิดว่าทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน เราคิดว่าการฆ่าตัวเองจะช่วยแก้ปัญหา ในขณะที่ปัญหาในโลกยังคงเกิดเมื่อคุณตายไป

เราขาดการแบ่งปันอิสลามต่อคนที่ไม่ใช่มุสลิม

ประการสุดท้าย คือ การขาดความรู้ของผลประโยชน์สาธารณะหรือมัสลาฮะห์ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งมุสลิมและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ในความเป็นจริงอิสลามนั้นเป็นศาสนาของมวลมนุษยชาติ แต่หากเราตั้งคำถามกับมุสลิมบางคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่ากุรอ่านเป็นของใคร พวกเขาจะตอบว่าเป็นของมุสลิม แต่ในขณะที่ความเป็นจริงแล้วกุรอ่านเป็นของมนุษย์ทุกคน เราขาดการแบ่งปันอิสลามต่อคนที่ไม่ใช่มุสลิมเพื่อให้พวกเขาเห็นถึงความสวยงามของอิสลาม

สี่ประการของความรู้นี้ที่มุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขาดหาย จนก่อให้เกิดวิกฤตของความรู้ เราจำเป็นต้องเน้นการให้ความรู้ให้ถึงคนรากหญ้า ให้กระจายออกไปในทุกส่วนของชุมชน ผู้รู้จำเป็นที่จะต้องลงไปสู่มัสยิด ตลาด ร้านน้ำชากาแฟ แล้วคุยกับทุกคน มุสลิมควรเรียนรู้ที่จะพูดคุยกับคนต่างศาสนิกให้เสมือนกับพวกเขาเป็นพี่น้องเรา ไม่ใช่ศัตรู

เขาเชื่อว่าหากเราหาความรู้ให้กับตนเองและให้ความรู้กับคนอื่นรอบข้างแล้ว จะทำให้ปัญหาไม่ว่าจะในอาเจะห์ ฟิลิปปินส์ หรือภาคใต้ของไทยผ่านพ้นไปได้ เขาจบการอภิปรายด้วยโองการจากอัลกุรอ่านว่า “โอ้มวลมนุษย์ แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชายหนึ่งและหญิงหนึ่ง และบันดาลพวกเจ้าให้แตกเป็นเผ่าพันธุ์และเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อพวกเจ้าจะทำความรู้จักซึ่งกันและกัน แท้จริงผู้มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้า ณ องค์อัลลอฮฺคือผู้มีความยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้ยิ่ง ทรงตระหนักยิ่ง” (ซูเราะฮ์ อัล-หุญุรอต โองการที่ 13) ซึ่งสิ่งที่สำคัญของอายะห์นี้คือคำว่า ตาอารุฟ หรือการทำความรู้จักกัน และตาอารุฟจะมาด้วยกับความรู้ และความรู้จะมาด้วยกับความตระหนักรู้ และความตระหนักรู้นี้จะมาได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจถึงความสวยงามของอิสลามที่มีมานับตั้งแต่สมัยของท่านนบี 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปาฐกถา“อิสลามกับการสร้างสันติภาพ” ดร.อิสมาอีลลุตฟี ปรารถนาชีวิตมีสันติภาพ

บทบาทของมหาวิทยาลัยต่อกระบวนการสร้างและรักษาสันติภาพ: บทเรียนจากอาเจะห์

บทวิพากษ์สะท้อนปาฐกถาไตรสันติภาพ 2 : สังคมมุสลิมมี “s” และไม่ได้มีมิติเดียว โดยศ.ดาโต๊ะ ดร.ออสมาน บาการ์

บทวิพากษ์สะท้อนปาฐกถาไตรสันติภาพ 3 : การลงทุนในด้านการศึกษาคือทางออกของปัญหา โดยรศ.ดร.อับดุล ราซัก อะห์หมัด