“อัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม” คือกุญแจการแก้ปัญหาชาติพันธุ์ บทเรียนสันติภาพจากมินดาเนา

ศ.ดร.มาคาปาโด อบาตอน มุสลิม อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมินดาเนาแสดงปาถกฐาบทเรียนสันติภาพมินดาเนาภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง Muslim Societies, Knowledge and Peacebuilding in Southeast Asia “สังคมมุสลิม, ความรู้ และการสร้างสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา

ศ.ดร.มาคาปาโด อบาตอน มุสลิม เริ่มปาฐกถาโดยกล่าวว่าในช่วงเวลานี้ตัวเขาควรจะอยู่ในการประชุมวุฒิสภาของประเทศฟิลิปปินส์เพื่อร่วมพิจารณางบประมาณที่จะได้รับการสนับสนุนสำหรับการพัฒนามหาวิทยาลัยที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ อย่างก็ตามาได้รับอนุมัติให้เดินทางมาร่วมงานสัมมนานานาชาติที่นี่ในวันนี้ โดยในวันนี้เขาได้เตรียมเนื้อหาการปาฐกถาจำนวน 18 หน้ากระดาษ แต่คงสามารถนำเสนอเพียง 5 หน้าสุดท้ายหรือหนึ่งในสามของเนื้อหาที่เตรียมมาทั้งหมด

ศ.ดร.มาคาปาโดกล่าวถึงความขัดแย้งในมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ว่าเริ่มต้นเมื่อ 45 มาแล้ว ตั้งแต่ปี 1970 ที่ได้เกิดความขัดแย้งจนเป็นสงครามขนาดใหญ่มากว่าสี่สิบปีและมีประชาชนที่ต้องสูญเสียจากสงครามนับแสนคน ในส่วนของกระบวนการเจรจาสันติภาพเองก็เกิดขึ้นมากว่า 40 มาแล้ว นับเป็นกระบวนการเจรจาสันติภาพที่ยาวนานมากเพราะนักวิชาการด้านสันติภาพมักจะบอกว่ากระบวนการสันติภาพโดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลาประมาณ 5 ปีก็จะสามารถคาดหวังผลสำเร็จได้

ตอนนี้ฟิลิปปินส์มีประธานาธิบดีเบนิคโน อาคีโนที่ 3 ที่มุ่งหวังและต้องการช่วยเหลือมุสลิมทางตอนใต้ของประเทศและต้องการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น ซึ่ง ศ.มาคาปาโดกล่าวว่าในปี 1983 เขาได้มีโอกาสถามอาคีโนผู้พ่อเมื่อครั้งที่เขาบรรยายให้นักศึกษามุสลิมฟิลิปิโนที่เจดดาห์ว่าจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นได้ ซึ่งอาคีโนผู้พ่อกล่าวว่าจะต้องให้ชุมชนมุสลิมบังซาโมโรดูแลและปกครองตนเองได้ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งเป็นข้อเสนอของอาคีโนผู้พ่อและเช่นเดียวกับประธานาธิบดีคอราซอน อาคีโน ผู้แม่ก็ตอบเช่นเดียวกันในแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในมินดาเนา และเราโชคดีอีกครั้งกับอาคีโนที่ 3 ที่เดินหน้ากระบวนการสันติภาพที่แม้ว่าในบังซาโมโรเบสิก ลอว์ ที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ต้องการเและไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างบรรจุอยู่ แต่ก็มีทุกอย่างที่จำเป็นรวมกันอยู่ที่จะให้ประชาชนบังซาโมโรสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสันติภาพได้ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของฟิลิปปินส์ได้

ศาสตราจารย์มาคาปาโดได้กล่าวถึงบทเรียนและประสบการณ์ความขัดแย้งของฟิลิปปินส์ที่จะเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศอื่นๆ ว่าประการแรกรัฐบาลจะต้องปรับกระบวนทัศน์การบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะในกรณีของฟิลิปปินส์คือรัฐบาลต้องแก้ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งทางชาติพันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครอบงำในทางการเมือง ความล้าหลังด้านเศรษฐกิจรวมทั้งด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนา รวมทั้งในด้านความปลอดภัยและด้านความมั่นคงแทนที่ของความขัดแย้งด้วยอาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่จะแก้ปัญหาได้คือกระบวนการสันติภาพ

บทสรุปของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 45 ปีที่ผ่านมาคือทั้งหมดเป็นการจัดการและควบคุมความขัดแย้ง (conflict regulation) ไม่ใช่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง (conflict resolution)

ประการต่อมา ความล้มเหลวตลอดมาของของการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ คือแนวทางด้านการทหารที่ใช้ในการควบคุมประชาชนบังซาโมโรของรัฐบาลในหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีนัยสำคัญว่ากองทัพจะสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะมีการเพิ่มจำนวนกองกำลังหรือการเปิดรับสมัครทหารใหม่เป็นจำนวนมากก็ตาม

อีกประการหนึ่งคือความสำคัญของการแก้ปัญหาความยากจนและความขาดแคลนทางด้านเศรษฐกิจนับเป็นพลังขับเคลื่อนและพลวัตรสำคัญของความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ด้วยปัญหาความยากจนทำให้การรับสมัครนักรบของกลุ่มติดอาวุธกระทำได้ง่าย ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งขนาดใหญ่หลายๆ ครั้งและหลายแห่งที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความยากจนและการก่อเหตุรุนแรง

ศาสตราจารย์มาคาปาโดกล่าวถึงความสำคัญของการเจรจาสันติภาพเพื่อลดความขัดแย้งว่าขณะนี้ฟิลิปปินส์มีคณะทำงานด้านกระบวนการสันติภาพภายใต้สำนกนายกรัฐมนตรีอันเป็นคณะทำงานของรัฐบาลในกระบวนการสันติภาพ

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการสร้างขีดความสามารถ (capacity building) ในกระบวนการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีกลไกและองค์ประกอบต่างๆ ที่เพียงพอในการสร้างเขตปกครองพิเศษบังซาโมโรที่จะเกิดขึ้น ซึ่งข้ออ่อนด้อยประการหนึ่งที่มีอยู่ตลอดมาในช่วง 2 ทศวรรษคือ ความล้มเหลวในการสร้างขีดความสามารถ (capacity building) ในระดับผู้นำรัฐบาลท้องถิ่นที่จะพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพที่จะให้รัฐบาลท้องถิ่นเข้มแข็งซึ่งส่งผลให้ไม่เกิดความมั่นใจว่าการกระจายอำนาจดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ

ศาสตราจารย์มาคาปาโดกล่าวถึงสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งคือการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการแก้ไขปัญหาในประเด็นทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในอันดับต้นๆ เช่นเดียวกันกับกรณีการแก้ปัญหาความความขัดแย้งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ทั่วโลก

การขับเคลื่อนทางสังคม เศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมในทางวัฒนธรรมสำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยนั้นไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์หรือการสร้างกระแสให้เกิดขึ้นในระดับชาติได้หากว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาไม่ได้ถูกนำมาร่วมพิจารณาด้วย เพราะอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์จะเป็นพลังการขับเคลื่อนความเคลื่อนไหวของพลังชาตินิยมอย่างสำคัญเช่นที่เกิดขึ้นกับบังซาโมโร พลังของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนาเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบังซาโมโร

พลังขับเคลื่อนของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วในกรณีบังซาโมโรโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้ถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เป็นความขัดแย้งด้านศาสนาระหว่างมุสลิมและคริสเตียนในพื้นที่ความขัดแย้งส่งผลทำให้คนมุสลิมกลุ่มใหญ่เข้าร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วยแนวทางไม่ใช้อาวุธ ซึ่งในที่นี้สามารถยืนยันได้ว่าหนึ่งในความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาความจัดแย้งตลอดมาคือการไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นอัตลักษณ์อิสลามอย่างเพียงพอ อย่างเช่นในกระบวนการร่างกฎหมาย การนำหลักกฎหมายอิสลามหรือชารีอะห์มาใช้เป็นเพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในครอบครัวเท่านั้นซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการต่อสู้ของบังซาโมโรในมินดาเนา

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทวิพากษ์สะท้อนปาฐกถาไตรสันติภาพ 1 : วิกฤตของความรู้ในสังคมมุสลิม โดยรศ.ดร.คอยรุดดีน อัลจูเนียต

บทวิพากษ์สะท้อนปาฐกถาไตรสันติภาพ 2 : สังคมมุสลิมมี “s” และไม่ได้มีมิติเดียว โดยศ.ดาโต๊ะ ดร.ออสมาน บาการ์

บทวิพากษ์สะท้อนปาฐกถาไตรสันติภาพ 3 : การลงทุนในด้านการศึกษาคือทางออกของปัญหา โดยรศ.ดร.อับดุล ราซัก อะห์หมัด