อาลัย บูราฮานูดิน อุเซ็ง คนทำงานการเมือง ต่อสู้เพื่อมุสลิมชายแดนใต้

สูญเสีย บูราฮานูดิน อุเซ็ง หรือปลัดดิง คนทำงานเบื้องหลังขับเคลื่อนงานการเมืองเพื่อมุสลิมชายแดนใต้ จากการต่อสู้เพื่อฮิญาบสู่การออกกฎหมายหลายฉบับ งานสุดท้าย คือดันตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียนในยะลา เผยบทบาทสำคัญในทุกสถานะคือ ทำข้อมูลแล้วกระจายออก

 

ิb

นายบูราฮานูดิน อุเซ็ง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จังหวัดยะลาหลายสมัย และเป็นอดีตสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มวะดะห์ ได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อเวลา 4 นาฬิกา ของวันที่ 17 ตุลาคม 2558 ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ด้วยอาการไตวาย หลังจากญาติพาเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการอ่อนเพลียตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้นายบูราฮานุดิง มีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว และช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีอาการหนักขึ้นแต่ยังสามารถทำงานหรือร่วมกิจกรรมต่างๆได้

นายบูราฮานูดินเสียชีวิตขณะมีอายุ 61 ปี โดยญาติได้นำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามที่ชุมชนตลาดล่าง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยทำพิธีละหมาดศพเมื่อเวลา 13.30 น.ที่มัสยิดกลางบันนังสตา ซึ่งมีผู้มาร่วมพิธีจำนวนมากซึ่งมีผู้มีชื่อเสียงหลายคน จากนั้นได้นำร่างไปฝังเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.

นายบูราฮานูดินนับว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญมากคนหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต่อสู้เรียกร้องตามความต้องการของชาวมุสลิมในพื้นที่ รวมทั้งความสำเร็จในเรื่องต่างๆของกลุ่มวะดะห์เอง แต่ส่วนใหญ่เป็นบทบาทที่อยู่เบื้องหลัง จึงทำให้เขาไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากนักเมื่อเทียบกับนักการเมืองคนอื่นๆในพื้นที่

b

นายบูราฮานูดิน เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2497 เขาสำเร็จการศึกษาสาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยการาจี ประเทศปากีสถาน

นายบูราฮานูดิน เคยรับราชการสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยนานหลายปี เคยเป็นปลัดอำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายแห่ง จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ปลัดดิง" จากนั้นได้ลาออกมาสมัคร ส.ส.ยะลา และได้เป็นส.ส.2 สมัย สังกัดพรรคความหวังใหม่ และพรรคไทยรักไทย

นักอ่าน นักแปล นักเขียน

ด้วยความที่เป็นข้าราชการมาก่อน ทำให้มีความเข้าใจเรื่องระเบียบราชการอย่างดี รวมทั้งมีความรู้ด้านกฎหมายและการปกครอง และยังเป็นนักอ่านและนักแปลตัวยง ทำให้มีความรู้มากและทำให้เขามีบทบาทในด้านข้อมูลและเอกสารมาตลอด เคยเขียนบทความหลายชิ้นเผยแพร่ทางสื่อ ทั้งเรื่องสังคม การเมือง ศาสนา แม้แต่เรื่องสันติภาพ เรื่องบทความแปลเรื่อง “การเจรจา “สันติภาพในอาเจะห์” หรือบทความเกี่ยวกับมุสลิมในประเทศต่างๆ เช่น อิสลาม & มุสลิมในทิเบต : อาภรณ์ประดับแห่งกรุงลาซา เป็นต้น

บทความส่วนหนึ่งของเขา สามารถเปิดอ่านในบล็อคของเขาได้ใน http://www.deepsouthwatch.org/blogs/Burhannuddin

สำหรับบทความทางศาสนาอิสลามนั้น เขาไม่ได้ใช้ชื่อจริง แต่ใช้นามปากก เช่น อาบูนูรซาร์ฮิดะห์ หรือ อาบูนูรฮีดายะห์

b

ต่อสู้เพื่อฮิญาบ

นายนัจมุดดีน อูมา อดีต ส.ส.จังหวัดนราธิวาสหลายสมัยและอดีตสมาชิกกลุ่มวะดะห์ เล่าถึงบทบาทสำคัญๆนายบูราฮานูดินว่า บทบาทแรกเริ่มต้นในช่วงปี 2539 คือการร่วมชุมนุมประท้วงกรณีวิทยาลัยครูยะลาออกคำสั่งห้ามนักศึกษาสตรีมุสลิมคลุมฮิญาบเข้าห้องเรียน ขณะนั้นเขาเป็นข้าราชการมีตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอรามัน จ.ยะลา เนื่องจากผิดหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งเขาเห็นด้วยกับนักศึกษาที่ร่วมประท้วงในครั้งนั้น

“การเข้าร่วมชุมนุมครั้งนั้น ทำให้เขาถูกสั่งย้ายไปประจำศูนย์ประสานการปกครอง กรมการปกครอง ซึ่งก็คือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน และเขาเองก็คิดว่าถูกกลั่นแกล้ง สุดท้ายจึงลาออกจากราชการ”

ประกอบกับในช่วงหลังจากนั้นทางกลุ่มวะดะห์กำลังสรรหาผู้ที่เหมาะสมเพื่อจะส่งลงสมัคร ส.ส. ในปี 2538 ในนามพรรคความหวังใหม่ที่มีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรค เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วก็ถูกเลือกให้เป็นเลขานุการกลุ่มวะดะห์ ทำหน้าที่บันทึกการประชุม ทำงานเอกสารต่างๆ นั่นคือบทบาทที่ 2

ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2539 เขาสอบตก แต่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงเลือกให้เขาเป็นเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร

ออกกฎหมายหลายฉบับ

ตลอดช่วงที่เขาเป็นนักการเมือง เขามีส่วนในการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่ตรงกับความต้องการของพี่น้องมุสลิม ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย การแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่ให้สตรีมุสลิมสามารถสวมฮิญาบถ่ายรูปบัตรประชาชนได้ การแก้ไขระเบียบที่ให้นักเรียนนักศึกษาสตรีมุสลิมสามารถสวมฮิญาบได้ทั่วประเทศ พ.ร.บ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ พ.ร.บ.การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540

นอกจากนี้ยังเสนอ พ.ร.บ.ศาลชารีอะห์, พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจย์ และพ.ร.บ.ซากาต แต่การเสนอกฎหมายทั้งสามฉบับนี้ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามได้มีการตกลงกันว่าหากกลุ่มวะดะห์มีอำนาจขึ้นมาอีกครั้งก็จะต่อสู้ต่อไปโดยเสนอกฎหมายทั้งสามฉบับนี้อีกครั้ง

บทบาทต่อมาของบเขาคือการเผยแพร่ความรู้ โดยเขาได้เขียนบทความต่างๆมากมายเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ รวมทั้งการเป็นนักแปล ซึ่งเขาแปลบทความภาษาอังกฤษหลายชิ้น นอกจากนี้เขายังเป็นอาจารย์พิเศษของสถาบันรัชต์ภาคย์ ศูนย์จังหวัดยะลา

“การสูญเสียเขาครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่ต่อสู้เพื่อคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการต่อสู้ในด้านข้อมูล การต่อสู้ในทางการเมืองทั้งในพื้นที่และต่างประเทศ ที่สำคัญคือ เขาเป็นคนตรงไปตรงมา”

ส่วนบทบาทของเขาในช่วงหลังปี 2547 เป็นต้นมานั้น ก็มีหลายอย่างโดยเฉพาะการให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ แต่การต่อสู้เรียกร้องในฐานะนักการเมืองนั้นไม่สามรถทำอะไรได้มากนักเนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่างในทางการเมือง ซึ่งทุกคนในกลุ่มวะดะห์ได้มาสรุปบทเรียนแล้วว่าจะร่วมกันเดินหน้าต่ออย่างไรหลังจากที่ประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยแล้ว

บทบาทสำคัญ ทำข้อมูลแล้วกระจายออก

นายระเด่น สะมะแอ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ยะลา อดีตเลขานุการของนายบูราฮานูดิน เล่าว่า ในช่วงที่เขาต่อสู้เรื่องฮิญาบ เขาเป็นคนทำข้อมูลแล้วกระจายออกไป เช่น ข้อมูลเรื่องระเบียบว่าด้วยการแต่งกายของนักเรียนนักศึกษา ต่อมาเมื่อเขาเป็นนักการเมืองเขาก็มีบทบาทเดิมคือทำข้อมูลแล้วกระจายออกไป ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญที่ทำให้ ส.ส.อื่นให้การยอมรับมาก และจะหาคนที่มีบทบาทนี้ได้ดียากมาก

งานสุดท้าย ดันตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียน

นายมูฮำมัดอารีฟีน จะปะกียา อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เล่าว่า เคยร่วมงานกับนายบูราฮานูดินเมื่อปี 2538 ในฐานะ ส.ส.ด้วยกัน คือการร่างพ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เห็นว่าเขาเป็นคนที่มุมานะและยึดกฎระเบียบมาก

ในช่วงหลังได้มาร่วมทำงานอีกครั้งในเวทีแสดงความคิดเห็นของนักการเมืองที่จัดโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยามหิดล ที่จัดขึ้นหลายครั้งแล้ว โดยมีแนวคิดหนึ่งที่เขาต้องการคือการตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียน ที่อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วมาตั้งแต่ปี 2557 โดยการตั้งเป็นโรงเรียนเด็กกำพร้าก่อน จากนั้นจะพัฒนาเป็นโรงเรียนสอนภาษานานาชาติแล้วพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยต่อไป โดยความช่วยเหลือของนักวิชาการมาเลเซียและอินโดนีเซีย

“เมื่อเขาเสียชีวิตก็ขาดคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ไป คิดว่าในกลุ่มนักการเมืองและนักวิชาการที่ร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้มาก่อนจะต้องมาคุยกันอีกครั้งว่าจะสานต่อเรื่องนี้อย่างไร”

bu