ถกเรื่องปารีสที่ปาตานี : พื้นที่ของศาสนา ความสัมพันธ์ในสังคม และปัญหาของการอยู่ร่วมกัน

เวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “ถกเรื่องปารีสที่ปาตานี: ความรุนแรง การเมือง และชะตากรรมของผู้คน” ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมามีนักวิชาการจากหลากหลายสังกัดและหลากหลายแนวคิดร่วมถกและอภิปราย

วิทยากรที่ร่วมเวทีคือ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.มัสลัน มาหะมะ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อ.รชฎ สาตราวุธ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ อ.อาทิตย์ ทองอินทร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย คุณรอมฎอน ปันจอร์ จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมจัดโดยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา วิทยาลัยประชาชน และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

ศราวุฒิ อารีย์ : ความผิดหวังในสังคมและความไม่เข้าใจในศาสนาที่แท้จริงคือแรงจูงใจของผู้เข้าร่วมก่อเหตุรุนแรง

ดร.ศราวุฒิ กล่าวว่า เหตุการณ์โจมตีกรุงปารีสเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ปัจจัยภายนอกก็คือ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันฝรั่งเศสมีส่วนในการเข้าไปทำสงครามกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง หรือกล่าวได้ว่าปัจจัยภายนอกก็คือนโยบายการต่างประเทศของฝรั่งเศสนั่นเอง

ส่วนปัจจัยภายใน คือ ปัญหาการจัดการกับประชากรมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในฝรั่งเศส เพราะเมื่อดูรายชื่อผู้ก่อเหตุปรากฏว่าส่วนใหญ่แล้วถือสัญชาติฝรั่งเศส อีกหนึ่งปัญหาก็คือ ผู้นำศาสนาหรือนักการศาสนาอิสลามในฝรั่งเศสส่วนใหญ่นำเข้ามาจากตะวันออกกลางและอาฟรีกา ซึ่งผู้นำศาสนาเหล่านั้นไม่เข้าใจบริบทของสังคมยุโรปในปัจจุบัน การศึกษาสานาอิสลามของเยาวชนมุสลิมฝรั่งเศสจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เยาวชนฟังการบรรยายศาสนาไม่เข้าใจแม้แต่พ่อแม่เองที่ซึมวับวิถีชีวิตแบบตะวันตกก็ฟังไม่อาจเข้าใจได้

นอกจากนั้นยังมีปัญหาโรคกลัวอิสลามหรืออิสลาโมโฟเบียที่กระจายอย่างรวดเร็วภายหลังเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 และด้วยสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้เยาวชนส่วนหนึ่งตัดสินใจเข้าไปร่วมกับกองกำลังติดอาวุธในตะวันออกกลางและเมื่อพวกเขากลับไปยังแผ่นดินของตัวเองจึงกลายเป็นภัยคุกคามประเทศของตัวเอง

เหตุโจมตีปารีสจึงมีความเชื่อมโยงกับตะวันออกกกลางไม่มากก็น้อย เมื่อไปดูผู้คนที่เข้าร่วมกับขบวนการรัฐอิสลามมากที่สุดมาจากประเทศ จอร์แดน ตูนีเซีย ซาอุดีอารเบีย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความล้มเหลวในการสร้างรัฐสมัยใหม่ของประเทศเหล่านั้น ในขณะที่ผู้คนจากยุโรปที่เข้าไปร่วมกับขบวนการรัฐอิสลามเนื่องจากปัญหาของการไม่สามารถบูรณาการระหว่างแนวทางการสร้างรัฐสมัยใหม่กับวิถีชีวิตของมุสลิมที่เป็นชนส่วนน้อยในประเทศได้ เช่น มุสลิมที่เกิดในฝรั่งเศส ใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศสแต่ไม่ได้รับการยอมรับในด้านอัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นต้น

กุสุมา กูใหญ่ : ความล้มเหลวในการจัดการการอยู่ร่วมกันของความต่างในสังคมฝรั่งเศส

ผศ.ดร.กุสุมา กล่าวว่า จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ใน 2 เมืองของฝรั่งเศสก็เห็นด้วยที่ว่าฝรั่งเศสจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์ในสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยมุสลิมไม่ได้หรืออาจเรียกได้ว่าล้มเหลว

ก่อนหน้าในช่วงปี 1970 นั้นมุสลิมเป็นเพียงผู้อพยพเข้ามาอาศัยในฝรั่งเศสหรือเรียกว่า “มุสลิมในฝรั่งเศส” แต่เมื่อมีมุสลิมที่เกิดในฝรั่งเศสและมีสัญชาติฝรั่งเศส ก็มีชื่อเรียกอีกอย่างคือ “มุสลิมของฝรั่งเศส” แต่ก็พบว่ามุสลิมไม่สามารถบูรณาการเข้ากับสังคมฝรั่งเศสได้ กลายเป็นชนชั้นล่างของสังคม บางอาชีพไม่มีชาวอาหรับเลย เช่น ข้าราชการ เป็นต้น ในอีกด้านหนึ่งมุสลิมรู้สึกอึดอัดที่จะเข้าไปเรียนในโรงเรียนของรัฐเพราะกลัวว่าอัตลักษณ์จะถูกเปลี่ยน

เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่นโยบายของประธานาธิบดีในขณะเน้นหาเสียงกับผู้อพยพ โดยได้ทำโครงการการเคหะแห่งชาติเพื่อให้ทุกคนได้มีบ้านอยู่ แต่ก็ทำให้ผู้อพยพถูกแยกไปตั้งชุมชนต่างหาก ซึ่งตนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถบูรณาการได้เพราะชุมชนถูกแยกออกจากกัน

อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์โจมตีปารีส ในวันเกิดเหตุได้มีแถลงการณ์จากผู้นำศาสนาอิสลามในนามองค์กรทางศาสนาต่างๆ ถึงแม้ว่าไม่ได้แขวนไว้ในเว็ปไซต์ในขณะที่นักศึกษามุสลิมออกมาแสดงตัวไม่ยอมรับกับความรุนแรงไม่ว่าจะกระทำกับใครก็ตาม

รชฎ สาตราวุธ : อัตวิสัยจะไม่สามารถครองพื้นที่สาธารณะได้ในฝรั่งเศส

อ.รชฎ ได้อธิบายถึงสังคมฝรั่งเศสที่เป็นรัฐฆราวาสหรือรัฐเซคคิวล่าเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพของประชาชนและความเป็นภารดรภาพของรัฐ โดยสังคมฝรั่งเศสเคารพกันในความเหมือนไม่ใช่เคารพกันในความต่าง สิ่งที่เหมือนกันก็คือความเป็นมนุษย์เหมือนๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนในสังคมฝรั่งเศสคือควรเคารพต่อกันไม่ใช่ฆ่าฟันกัน นี่คือแนวคิดของคนฝรั่งเศส

อ.รชฏได้อธิบายต่อถึงความเป็นวัตถุวิสัยว่าคือความเป็นสากล ความรู้ และอัตวิสัย คือ อารมณ์ความรู้สึกที่คนเราจะตัดสินต่างกันโดยคนฝรั่งเศสมองว่าอัตวิสัยจะไม่สามารถครองพื้นที่สาธารณะได้ ดังนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสจึงไม่อนุญาตให้แสดงอัตลักษณ์ทางศาสนาในที่สาธารณะอันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและความขัดแย้งด้านอัตลักษณ์ที่เป็นอยู่และเมื่อมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยและเป็นชนชั้นล่างปัญหานี้จึงชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์โจมตีกรุงปารีสก็คือ ผู้คนในเขต 11 ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดเหตุได้เปิดบ้านให้ใครก็ได้เข้านอนอาศัยในบ้าน หรือแท็กซี่จะบริการส่งฟรีในวันดังกล่าว และมีกรณีอื่นๆ เกิดขึ้นอีกมากมายที่แสดงถึงความเป็นสังคมที่มีความเป็นภารดรภาพของที่นี่

มัสลัน มาหะมะ : เสรีภาพเกินกว่าเหตุและวัฒนธรรมขาเดียวของตะวันตก

ผศ.มัสลัน กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปารีสว่าโลกของเราในปัจจุบันคล้ายกับตาบอดสี เพราะเหตุการณ์ที่เกิดวันเดียวเกิดแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ในขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวัน คนเสียชีวิตหลายแสนคนอย่างในซีเรียโลกกลับไม่สนใจ

ในประเด็นของเสรีภาพของคนฝรั่งเศสนั้นหากเกินกว่าเหตุก็จะเป็นปัญหา เช่น การที่ฝรั่งเศสสนับสนุนการดูหมิ่นศาสดามูฮำหมัดในกรณีการตีพิมพ์ภาพการ์ตูนซึ่งศาสดามูฮำหมัดเป็นผู้ที่มีคนรักและหวงแหนมากกว่าพันห้าร้อยล้านคนทั่วโลก คำถามก็คือคนที่มีความก้าวราวอยู่แล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อผู้ที่เขารักและหวงแหนโดนดูหมิ่นดูถูก

ประเด็นต่อมา คือ ตนเห็นกลุ่มที่ผลิตความรุนแรงกับกลุ่มที่ต้านความรุนแรงมากจากต้นตอเดียวกัน หรือเรียกว่า “เลี้ยงโจรเพื่อปราบโจร” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น กลุ่มขบวนการรัฐอิสลามในปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นมาในช่วงที่ฝ่ายกบฏในซีเรียกำลังจะมีชัยและรัฐบาลบัชชาร์กำลังจะล้ม แต่การมาของขบวนการรัฐอิสลามที่ในช่วงแรกมีไม่กี่พันคน สามารถยึดเมืองใหญ่ที่มีทั้งอาวุธและเงินในธนาคารมากมาย และก็ทำให้รัฐบาลบัชชาร์เข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง

ผศ.มัสลัน กล่าวยังถึงกลุ่มติดอาวุธที่เคยเป็นที่หวาดกลัวอย่างอัลกออิดะห์หรือตอลิบันที่ครั้งหนึ่งโลกเคยหวาดกลัวอย่างมาก และก็เป็นข้ออ้างในการเข้าไปทำสงครามในตะวันออกกลางของชาติตะวันตก ซึ่งกลุ่มเหล่านั้นได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว และเมื่อมองไปยังกลุ่มขบวนการรัฐอิสลามที่พบว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ การเงิน และโซเชียลมีเดียเหล่านี้ไม่ได้มาจากโลกมุสลิม แต่เป็นเพียงแค่สิ่งที่บางกลุ่มให้ยืมไปใช้และกลุ่มเดียวกันก็ใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าไปปราบ

ผศ.มัสลัน กล่าวถึงวัฒนธรรมขาเดียวของยุโรป กล่าวคือ หากในตะวันออกกลางมีขบวนการรัฐอิสลาม ในยุโรปก็มีขบวนการแบบนี้เช่นกัน นั่นคือ การแอบอ้างประชาธิปไตยเพื่อไปเข่นฆ่าพี่น้องมนุษยชาติทั่วโลก และภายหลังจากสงครามฝ่ายที่เสียหายก็คือมุสลิม แม้มุสลิมไม่ใช่ผู้เริ่มสงครามก็ตาม เช่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียงไม่กี่ปี อาณาจักรออตโตมานก็ล้มสลาย หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่กี่ปี ก็เกิดรัฐอิสราเอลขึ้นมาในตะวันออกกลาง

อาทิตย์ ทองอินทร์ : สภาวะหลังสมัยใหม่กับการทบทวนความเป็นรัฐเซคคิวล่าของฝรั่งเศส

อ.อาทิตย์ กล่าวว่า สิ่งที่ฝรั่งเศสเป็นคือเซคคิวล่าริซม์ที่สุดโต่ง ซึ่งหากศาสนาเป็นเสมือนของขวัญ สิ่งที่ฝรั่งเศสกำลังทำคือ ริบของขวัญนั้นแล้วไปขังไว้แต่ในบ้าน การที่ฝรั่งเศสไม่ให้เอาศาสนามาแสดงภายนอกบ้านก็เพื่อให้มนุษย์มีความสัมพันธ์กับมนุษย์เท่าๆ กัน โดยแขวนสถานะที่จะทำให้มนุษย์มีความแตกต่างไว้ด้านหลัง

ความเป็นเซคคิวล่าของฝรั่งเศสไม่ใช่แค่แยกศาสนาออกจากรัฐ แต่เป็นการยกเซคคิวล่ามาครอบงำศาสนา และชี้นิ้วว่าศาสนาอยู่ตรงไหนได้บ้าง เป็นความพยายามทางการเมืองที่จะเบี่ยงเบนให้เอาความสวามิภักต่อศาสนาให้มาอยู่กับลัทธิเซคคิวล่าต่อรัฐ เพื่อให้เป็นพลเมืองของรัฐ เป็นคนของชาติ ซึ่งอาจเป็นอุดมคติของรัฐที่สามารถใช้ได้ในศตวรรษที่ 19 แต่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรของฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงไปมาก หรือกล่าวได้ว่าพลวัตทางการเมืองไม่เคยหยุดนิ่ง

ฝรั่งเศสมีสังคมมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและจำนวนมากเชื้อสายแอลจีเรีย คำถามก็คือ วิถีชีวิตของมุสลิมที่จะดำเนินชีวิตตามรูปแบบของศาสนามีมากน้อยเพียงใด ข้อท้าทายของฝรั่งเศสก็คือความแปลกแยกและไม่สามารถบูรณาการระหว่างความเป็นรัฐสมัยใหม่กับอัตลักษณ์ทางศาสนาได้ สิ่งที่จะแก้ไขได้คือปรับดุลยภาพใหม่

หากจะกล่าวว่าอิสลามเป็นศาสนาที่มีปัญหามากที่สุดเพราะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ได้ ก็สามารถพูดได้ว่าฝรั่งเศสมีปัญหามากที่สุดเช่นกัน เพราะไม่สามารถก้าวผ่านความเป็นสมัยใหม่ไปสู่สภาวะการบูรณาการระหว่างแนวคิดทางศาสนาได้

อ.อาทิตย์ กล่าวว่าเหตุโจมตีกรุงปารีสไม่ควรเกิดขึ้น แต่ไม่แปลกที่จะเกิด เพราะสภาพสังคมฝรั่งเศสเป็นแบบนั้น เป็นสภาพที่ไม่โอบกอดคน ไม่ให้ความหวังกับคน แม้ว่าวัตถุวิสัยจะเป็นความรู้ แต่ไม่ได้นับชีวิตและความรู้สึกไว้ในนั้น เพราะฉะนั้นคนฝรั่งเศสถึงได้ใช้เสรีภาพในการพูดอย่างเต็มที่ และไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น นั่นไม่ใช่การใช้เหตุผล เพราะหากใช้เหตุผลคนฝรั่งเศสจะไม่ใช้เสรีภาพในการพูดแบบนั้น