“ผู้นำศาสนา” ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงและมีส่วนในการสร้างความเป็นธรรม

งานเสวนาสาธารณะหัวข้อ “พื้นที่ปลอดภัย : ผู้นำศาสนา : บทบาท : สันติภาพ”? พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การสร้างสันติภาพในวิถีอิสลาม” โดย อุสตาสอับดุลเราะห์มาน  เดวานี นักวิชาการอาวุโสและรองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์อิสลามปัตตานี เมื่อวันพุธ ที่ 2 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 2 มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (PERKASA)

สำหรับเวทีเสวนา “พื้นที่ปลอดภัย : ผู้นำศาสนา : บทบาท : สันติภาพ”? มีวิทยากรโดย คุณอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี และ อุสตาสมูซอ บินอาวัง นักวิชาการจากตรังกานู ประเทศมาเลยเชีย ดำเนินรายการโดย คุณอัสนี ดอเลาะแล ประธานศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) จัดโดยวิทยาลัยประชาชน (People's College) ร่วมกับ มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (PERKASA) มีอุตาส ครูสอนตาดีกา ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่ ผู้นำธรรมชาติจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้เข้าร่วมฟังและร่วมแลกเปลี่ยนจำนวนมาก

 

อับดุลเราะห์มาน  เดวานี : DAMAI ITU INDAH

อุสตาสอับดุลเราะห์มาน กล่าวถึงความยุติธรรมที่เป็นเรื่องของทุกคนและอิสลามก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความยุติธรรมเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้วเรื่องสิทธิมนุษยชนก็สำคัญไม่แพ้กัน และอิสลามก็เป็นศาสนาที่ถูกประทานลงมาเพื่อเป็นความเมตตาต่อมวลมนุษยชาติ และเมื่อเกิดความขัดแย้งอิสลามให้เลือกสันติภาพ เพราะสันติภาพคือสิ่งที่สวย หรือประโยคที่เรามักจะคุ้นหูกันก็คือ “DAMAI ITU INDAH”

อุสตาสอับดุลเราะห์มาน กล่าวถึงบทบาทของผู้นำศาสนาทำสำคัญอย่างยิ่งคือการขจัดความไม่รู้หนังสือออกจากสังคมให้ได้ เพราะมนุษย์ทุกคนจะได้รับแสงสว่างในชีวิตก็ด้วยความรู้เท่านั้น และความไม่รู้หนังสือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชนชาติใดชนชาติหนึ่งต้องตกอยู่ใต้ปกครองของชาติอื่นหรือต้องตกเป็นอาณานิคม โดยเน้นย้ำว่าความไม่รู้หนังสือนั้นไม่ใช่เพียงแค่การอ่านเขียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ต่อปัญหาสังคมวัฒนธรรมรอบตัวที่ผู้นำศาสนาจำเป็นต้องรู้เท่าทัน

บทบาทอีกส่วนหนึ่งของผู้นำศาสนาคือการสร้างสรรค์สังคมสันติสุขที่จะต้องมีสันติสุขทั้งด้ายกายภาพและจิตวิญญาณ เพราะในทัศนะอิสลามแล้วการสร้างสันติภาพนั้นจะต้องเป็นสันติภาพของทุกฝ่ายและเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้วอิสลามให้ใช้แนวทางสันติเท่านั้นในกระบวนการแก้ไขปัญหา ผู้นำศาสนาต้องมีส่วนในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ปกป้องสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิมนุษยชนเพราะที่ผ่านเกิดเหตุการณ์ที่เลยขอบเขตสิทธิมนุษยชน เช่น เหตุการณ์ดุซงญอ กรณีหะยีสุหลง กรณีตากใบ กรณีกรือเซะ กรณีไอร์ปาแยรวมทั้งกรณีปูโละปูโย

อุสตาส อับดุลเราะห์มาน  ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น ระหว่างความสุขกับสันติภาพ เราจะเลือกสิ่งใดก่อนกัน? หรือพื้นที่ปลอดภัยที่เราถกเถียงกันอยู่มีรูปแบบเป็นอย่างไร? และในขณะที่เราถูกแบ่งแยกและปกครอง หรือประชาชนมีความแตกแยก เราจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างไร?

อุสตาส อับดุลเราะห์มาน  กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปัจจุบันโรคร้ายสำหรับสังคมของเรามีอยู่ 3 ประการที่ต้องรีบรักษา คือ 1. ความโง่/ความไม่รู้ เพราะไม่ว่าจะเป็นใครหรือชาติพันธ์ไหน หากมีโรคนี้อยู่ย่อมทำให้สังคมตกต่ำ 2. ความยากจน ซึ่งก็ถือเป็นโรคที่จะลามไปสู่ปัญหาอื่นได้ และ 3. ความแตกแยก สังคมจะพัฒนาไม่ได้หากผู้คนมีความแตกแยก

อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ : สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้คือความรู้

นายอับดุลกอฮาร์ กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของมุสลิมและผู้นำต่างๆ ในการที่จะส่งเสริมความดีและห้ามปรามความชั่ว โดยเฉพาะผู้นำศาสนาที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อันใหญ่หลวง เพราะผู้นำศาสนาไม่ใช่แค่ทำหน้าที่นำละหมาด ทำพิธีนิกะห์ (แต่งงาน) เท่านั้น แต่จะต้องทำหน้าที่อื่นๆ เพื่อสังคมด้วย และหากสิ่งไหนที่ผู้นำศาสนาไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะทำก็ให้ไปสนับสนุนผู้ที่มีความสามารถแม้เขาเหล่านั้นจะไม่ได้เรียนศาสนาก็ตาม

“สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้คือความรู้ ไม่ใช่ด้วยสิ่งอื่นใด ความรู้ไม่ได้หมายถึงใบปริญญาเพราะปัจจุบันผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เรียนสูงๆ แต่ไม่ปรากฏว่าทำประโยชน์ใดๆ ต่อสงคมเพราะพวกเขาเรียนเพื่อเอาใบปริญญามาประดับเท่านั้น และสิ่งที่สำคัญเมื่อมีความรู้แล้วจะต้องมีฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญา) ด้วยและสำคัญที่สุดคือจะต้องมีความอิคลาส (ความบริสุทธิ์ใจ) ด้วย”

นายอับดุลกอฮาร์ กล่าวอีกว่าสิ่งที่สังคมต้องการในปัจจุบันคือญามาอะห์ (เป็นกลุ่มก้อน) ไม่ใช่รอผู้นำที่โดดเด่นคนใดคนหนึ่งขึ้นมา และจะต้องมีเอกภาพในการทำงานเพื่อให้เกิดสันติภาพของสังคม เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเมื่อมีความขัดแย้งจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น ปัญหายาเสพติดหรือปัญหาอบายมุขต่างๆ ผู้คนในสังคมทำผิดหลักการศาสนามากมาย โดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลยเป็นต้น

“เมื่อพูดถึงพื้นที่ปลอดภัย สิ่งที่รัฐจะต้องทำคือสร้างบรรยากาศของพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่ไปติดอาวุธให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่พูดและหากต้องการแสดงความจริงใจในการที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยก็ควรที่จะต้องสร้างพื้นที่ที่ปลอดอาวุธสงคราม”

มูซอ บินอาวัง : ผู้นำที่ดีต้องมีจรรยามารยาทที่ดี

อุสตาสมูซอ ได้เล่าถึงมูฮัมหมัด อัลฟาติฮ สุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ของกรุงคอนแสตนติโนเปิล (อิสตันบูลในปัจจุบัน) โดยที่ท่านดำรงตำแหน่งสุลต่านตั้งแต่อายุยังน้อย เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่บาบอหรืออาจารย์ของท่านมาทดสอบและสอนถึงความยุติธรรม เพื่อให้ท่านตระหนักว่าการจะเป็นผู้นำที่ดีสิ่งที่สำคัญคือความยุติธรรม นอกจากนั้นท่านยังไปใช้ชีวิตและนอนพักร่วมกับทหารและประชาชน โดยที่ไม่ได้นอนในวังเหมือนสุลต่านท่านอื่นๆ นี้คือผู้นำตามแนวทางของอิสลาม

อุสตาสมูซอ กล่าว่า ในประวัติศาสตร์เราได้เห็นแล้วว่าเมื่อใดที่ผู้นำละทิ้งอัลกุรอานและฮะดิษและหาแต่ความสุขใส่ตนเอง เมื่อนั้นสังคมก็จะตกต่ำลง และเมื่อสังคมมีโรคหรือผู้คนออกจากแนวทางของศาสนา อีหม่ามฆอซาลีกล่าวว่า 3 แนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ คือ 1. การอบรม เช่น ตาดีกา โรงเรียน คุตบะห์ เป็นต้น 2. การเชิญชวนกลับสู่อิสลาม โดยที่เดินเข้าไปทำความเข้าใจและพูดคุยในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ไม่ใช่ไปด่าว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด 3. ใช้กฏหมายเข้าไปจัดการ ขั้นตอนนี้ใช้เมื่อ 2 ขั้นตอนแรกไม่ประสบผล

“สิ่งที่น่าวิตกที่สุดในปัจจุบันก็คือ เรื่องของอัคลาค (จรรยามารยาท) เพราะปัจจุบันความเจริญทางวัตถุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่อัคลาคกลับตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะสิ่งที่สำคัญในการดะวะห์ (เชิญชวนผู้คนสู่สัจธรรม) ก็คืออัคลาค อย่างในสมัยของท่านศาสนทูตมุฮัมหมัด คนต่างศาสนิกจำนวนมากเข้ารับอิสลามเพราะอัคลาคที่ดีของท่านศาสนทูต”