“เมื่อเสียงผู้หญิงถูกรับฟังและทำตาม” เรียนรู้กลยุทธ์การขับเคลื่อนจากอินโดนีเซีย

 

การบรรยายสาธารณะเรื่อง "เมื่อเสียงผู้หญิงถูกรับฟังและทำตาม: เรียนรู้กลยุทธการเคลื่อนไหวจากประสบการณ์ในอินโดนีเซีย" เดวี รูบียานติ คอลิฟะห์ ผู้อำนวยการเครือข่ายมุสลิมเอเชีย สาขาประเทศอินโดนีเซียฉายภาพให้เห็นถึงความสำเร็จและความล้มเหลวของการขับเคลื่อนการเรียกร้องความเท่าเทียมกันด้านเพศสภาพของอินโดนีเซียที่ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงของอาเซียน

เดวี รูบียานติ คอลิฟะห์ (รูบี้) ผู้อำนวยการเครือข่ายมุสลิมเอเชียสาขาประเทศอินโดนีเซีย (Asian Muslim Action Network Indonesia) นักเคลื่อนไหวและนักวิชาการที่ทำงานด้านการส่งเสริมศักยภาพ สิทธิมนุษยชน และสันติภาพของผู้หญิงในอินโดนีเซียที่กว่า 10 ปีที่ผ่านมาได้สะสมประสบการณ์ที่หลากหลายในการทำงานด้านการพัฒนาศักยภาพผู้หญิงอินโดนีเซียท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและการทำงานเพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มอื่นๆ ในการสนับสนุนการทำงานด้านสันติภาพ ผลักดันนโยบายเพื่อให้ผู้หญิงอินโดนีเซียมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ตลอดจนสามารถผลักดันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงอินโดนีเซียทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ เธอได้รับการยกย่องจากสำนักข่าว BBC ให้เป็นผู้หญิงแห่งปี 2014 การบรรยายครั้งนี้แปลโดย อาจารย์อัมพร หมาดเด็น อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

เดวี กล่าวถึงความเป็นมาของการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันทางเพศในประเทศอินโดนีเซียว่าจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงความเป็นมาทางสังคมวัฒนธรรมขอประเทศอินโดนีเซียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีซูฮาร์โต ระหว่างปี 1966-1998 ที่เรียกว่ายุคระเบียบใหม่ที่เป็นการปกครองโดยระบอบอำนาจนิยมโดยทหาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่อาจกระทำได้เพราะถือว่าเป็นการบ่อนทำลายรัฐ

ประธานาธิบดิซูฮาร์โตใช้หลักการที่เรียกว่า Pancacsila ปกครองประเทศซึ่งเป็นหลักการที่ประกาศตั้งแต่ยุกหลังการประกาศเอกราชคือ หลักปัญจศิล 5 ประการที่ประกอบด้วยความเชื่อในพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว (Ketuhanan Yang Maha Esa) มนุษยนิยม (Kemanusiaan Yang Adil dan Beradab) ชาตินิยมแห่งความเป็นอินโดนีเซีย (Persatuan Indonesia) หลักการแห่งประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยของปวงชน (Kerakyatan Yang Dipimpin oleh Hikmat Kebijaksanaan, Dalam Permusyawaratan dan Perwakilan) และความยุติธรรมในสังคมสำหรับชาวอินโดนีเซียทั้งหมดโดยเท่าเทียมกัน (Keadilan Sosial bagi seluruh Rakyat Indonesia)

ทั้งนี้ในยุคระเบียบใหม่ที่อยู่ใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารเกิดการคอรัปชั่นในระบอบการเมืองการปกครองสูง มีการสืบทอดอำนาจผ่านเครือญาติและเครือข่ายการเมืองของประธานาธิบดี การใช้กำลังทหารควบคุมการเมือง  มีการควบคุมสื่ออย่างเข้มข้นรวมทั้งมีการใช้อำนาจต่อประชาชนสูงทั้งการต้องข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ การต่อต้านรัฐบาล กล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรงทางศาสนารวมทั้งความหลากหลายทางเพศ

ในด้านบทบาทสตรีนั้น ในยุคระเบียบใหม่ได้มีประกาศแนวนโยบายที่เรียกว่า Ibuism หรือหลักการสตรีนิยมที่มีแนวทางหลักสองประการคือ Housewifization หรือแม่บ้านนิยม และ Ibuism หรือสตรีนิยม ที่เน้นบทบาทของความเป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่บ้านที่ดีมีมาตรวัดที่การดูแลลูก สามี ครอบครัว โดยสามีจะเป็นผู้นำครอบครัวและผู้หญิงต้องภักดีต่อครอบครัว ไม่วัดที่การทำงานนอกบ้านหรือหน้าที่การงานอื่นอันเป็นนโยบายที่สร้างภาพให้ผู้หญิงมีแบบแผนเดียวทั้งประเทศ

ผลของการประกาศนโยบายนี้ทำให้ผู้หญิงถูกกันออกจากการเมืองและไม่มีบทบาทในแง่อื่นๆ ถูกจำกัดสิทธิต่างๆ ทั้งในระบบการเมืองสังคม วัฒนธรรม ไม่มีโอกาสในการพัฒนาตนเองที่แม้ว่าจะมีผู้หญิงที่ทำงานในระดับนโยบายบ้างแต่ก็เป็นเพียงระดับล่างเท่านั้น ซึ่งเป็นบรรยากาศของการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะโอกาสของผู้หญิง

หลังการล่มสลายของระบอบซูฮาร์โตในปี 1998 ประเทศอินโดนีเซียเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยเฉพาะการปฏิรูปด้านสิทธิและบทบาทของผู้หญิงในประเทศเนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีการกระจายอำนาจทางการเมืองการปกครองที่เปิดโอกาสให้พื้นที่ทางการเมืองให้ผู้หญิงมากขึ้น การเปิดโอกาสให้กับชนกลุ่มน้อยได้มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น โดยชนกลุ่มน้อยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธ์เท่านั้น แต่รวมถึงชนกลุ่มน้อยทางความเชื่อด้วย มีการตรากฎหมายที่ให้ความเสมอภาคด้านเพศสภาพ มีการเพิ่มโควตาให้กับผู้หญิงในสภาเพิ่มเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ในการเลือกตั้งทั่วไป และเกิดองค์กรสตรีขึ้นอย่างมากมายในประเทศ

เมื่อระบบอำนาจนิยมเดิมล่มสลาย สถานการณ์ใหม่ลดทอนการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้อำนาจของทหารลดลง มีการกระจายการพัฒนาสู่พื้นที่อื่นๆ มากขึ้น ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของการพัฒนา เพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการจัดตั้งพรรคการเมืองจำนวนกว่า 40 พรรค มีการเปิดโอกาสทางพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น กลุ่มความคิดในทางศาสนาผลักดันการใช้กฎหมายอิสลาม เกิดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสามส่วน  สิทธิมนุษยชนทั่วไป สิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านผู้หญิง เด็ก เป็นต้น ซึ่งเรียกได้ว่าประเทศอินโดนีเซียมรการตื่นตัวด้านประชาธิปไตยสูงมากจนบางครั้งเกิดความเฉื่อยชาของคนในประเทศ

สำหรับความตื่นตัวในเรื่องความเท่าเทียมกันด้านเพศสภาพนั้นเกิดกระแสตื่นตัวสูงมาก โดยแนวทางสตรีนิยม หรือ Ibuism ยังคงถูกประกาศใช้อย่างต่อเนื่องที่ยังเป็นแนวคิกการสร้างครอบครัวสันติสุข แต่อย่างไรก็ตามได้เกิดการตื่นตัวของแนวคิดความเท่าเทียมกันด้านเพศสภาพด้านอื่นๆ เช่น แนวคิดสิทธิสตรี แนวคิดสิทธิสตรีในอิสลาม หรือ keluarga sakinah ที่มีการตีความบทบัญญัติทางศาสนาใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทใหม่ สร้างครอบครัวสันติสุขแบบใหม่ มีการทำงานร่วมกับนักการศาสนา ความยุติธรรมทางศาสนา เข้าไปทบทวนและตีความใหม่ทำให้เรื่องอำนาจและมิติหญิงชาย เปิดมุมมองการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งแนวคิดความเท่าเทียมกันทางเพศที่ต้องการเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงในสังคม การปรับเปลี่ยนอำนาจในการจัดการหญิงชาย การมีอำนาจต่อรองในครอบครัว เสริมความรู้เรื่องสิทธิของผู้หญิงในสังคมเป็นต้น

ความสำเร็จของการขับเคลื่อนในประเด็นความเท่าเทียมทางเพศสภาพในสังคมอินโดนีเซียก่อให้เกิดผลตามมามากมาย เช่น เกิดกระทรวงพัฒนาและเสริมศักยภาพผู้หญิง คณะกรรมการยุติการละเมิดต่อผู้หญิง เกิดศูนย์สตรีศึกษาขึ้นกว่าร้อยศูนย์ทั่วประเทศ เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในยุคระเบียบใหม่ที่มีการพัฒนาเรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ ในเมือง เกิดภาพของการแบ่งงานบ้านกันทำในครอบครัวเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย มีการเรียกร้องเรื่องสิทธิการทำงานในระบบราชการ โควตาของผู้หญิงถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน มีกฎชุมชนเรื่องการเสริมศักยภาพผู้หญิง งบประมาณแห่งชาติส่งผ่านจังหวัดถูกเปลี่ยนงบประมาณสู่ชุมชนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เกิดกฎหมายและตัวบทเพื่อปกป้องสิทธิสตรีมากยิ่งขึ้น

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความล้มเหลวหลายอย่างที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ เช่น มีการละเมิดหลักการและกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงและชนกลุ่มน้อย เช่น กลุ่มรักเพศเดียวกัน กลุ่มคนข้ามเพศที่โอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการมีน้อย เกิดกลุ่มความคิดสุดโต่งเติบโตในวัฒนธรรมเชิงระบบและทางการเมือง มีการโยงเรื่องประเด็นศาสนาที่เป็นประเด็นเปราะบางที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง กฎหมายการแต่งงานที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน เช่นการกำหนดอายุต่ำสุดที่ผู้หญิงแต่งงานได้ที่อายุ 16 แต่ในระบบกฎหมายสากลถือว่าเด็กจะยังมีสถานภาพเป็นเยาวชนจนถึงอายุ 18 ปี หรือกฎระเบียบเรื่องการแต่งงานที่สามีสามารถแต่งงานกับภรรยาคนที่สองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตในกรณีที่ภรรยาไม่สามารถให้บุตรได้ ป่วยเรื้อรังเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของการปกป้องสิทธิสตรีในทางกฎหมายได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในสมัยของประธานาธิบดีอับดุลเราะห์มาน วาฮิด ที่มีการออกกฎหมายเพื่อการปกป้องผู้หญิงและความเท่าเทียมกันทางเพศสภาพ การปกป้องเด็กและเยาวชน เรื่องความรุนแรงในครอบครัว การต่อต้านการค้ามนุษย์ การจัดการปัญหาสังคม การมีงบประมาณสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศสภาพ การปกป้องและเสริมสร้างศักยภาพเด็กและสตรีในสถานการณ์ความขัดแย้ง เป็นต้น

สำหรับการขับเคลื่อนประเด็นผู้หญิงการศาสนาอิสลามนั้นจำเป็นต้องค้นหานักการศาสนาที่มีมุมมองที่เปิด มีศักยภาพในการแลกเปลี่ยน เช่นนักการศาสนาที่อยู่ในโรงเรียนสอนสานาซึ่งถือเป็นคนที่สามารถขับเคลื่อนในระดับชุมชน ใช้พื้นที่ของการถกเถียงแลกเปลี่ยนระหว่างนักการศาสนากับนักเรียน คัดเลือกประเด็นจากง่ายไปสู่ยากและยกระดับในการทำงานเข้าสู่ประเด็นที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เช่นการเป็นผู้นำของผู้หญิง ความซับซ้อนเรื่องเพศ มีการพัฒนาของการอบรมครูในเรื่องสิทธิผู้หญิง จนนำไปสู่การนำหลักสูตรเรื่องสิทธิผู้หญิงลงไปในหลักสูตรของโรงเรียนซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ทั้งนี้ในประเทศอินโดนีเซียได้มีองค์กรขับเคลื่อนที่ผลักดันประเด็นความเท่าเทียมกันด้านเพศสภาพในด้านต่างๆ มากมาย รวมทั้งองค์กรที่ทำงานในประเด็นศาสนาอิสลามที่มีการตีความบทบัญญัติทางศาสนาใหม่ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปสังคม เช่น องค์กรที่เรียกว่า Rahimah, Fahminah โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามของเอกชน ศูนย์สตรีศึกษา เพศสภาพศึกษา สถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย รวมทั้งองค์กรเครือข่ายวิชาการต่างๆ เช่น อามาน สถาบันวาฮิด ที่มีกิจกรรมต่างๆ ในการหนุนเสริมกิจกรรมของผู้หญิงทั้งการฝึกอบรมและการตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ