Sinaran กับการสื่อสารสันติภาพ ณ “โรงเรียนดารุสสาลาม-นะห์ฏอตุลสูบาน”

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) ลงพื้นที่จัดกิจกรรม Sinaran พบปะเครือข่ายภาษามลายู ณ โรงเรียนดารุสสาลามและโรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบาน จ.นราธิวาส พร้อมนำเสนอและแลกเปลี่ยนบทเรียนการขับเคลื่อนภาษามลายูเพื่อการสื่อสารกับแนวคิดการสื่อสารสันติภาพ พบความเห็นที่หลากหลายจากเวที เช่น จะเปลี่ยนแปลงโลกต้องเริ่มจากการอ่าน ชมรมภาษามลายูของนักเรียนดารุสสาลาม การรู้หลายภาษาจะช่วยยกระดับการศึกษา

วันที่ 15 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (Deep South Journalism School : DSJ) ซึ่งเป็นองค์กรปีกหนึ่งของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch : DSW) ได้จัดกิจกรรม Sinaran พบปะเครือข่ายภาษามลายูครั้งที่ 3 ที่โรงเรียนดารุสสาลาม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ในช่วงเช้า และครั้งที่ 4 ที่โรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบาน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 โรงเรียนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนราธิวาส

โดยเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาสื่อเพื่อการสื่อสารสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ที่ได้รับสนับสนุนจากโครงการเสริมสร้างความเข็มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP Project) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา และร่วมสนับสนุนโดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) และมูลนิธิซาซากาว่าเพื่อสันติภาพ (SPF) ประเทศญี่ปุ่น

ที่โรงเรียนดารุสสาลามกิจกรรมจัดขึ้นในห้องประชุมใยลานี รูปแบบคือการจัดเสวนาหัวข้อ “เราจะร่วมกันพัฒนาภาษามลายูเพื่อการสื่อสารอย่างไร” (Peranan dan Pengajaran dalam Memertabatkan Bahasa Melayu) โดยมีนายมูหามะรอสดี บอตอ รองผู้จัดการโรงเรียนเป็นประธานเปิดงาน มีนักเรียนชั้นซานาวี(สายศาสนาเทียบเท่ามัธยมปลาย) ซึ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายในสายสามัญแล้วและมีเวลาว่างมาเข้าร่วมกิจกรรมนี้ร่วมกับบุคลากรและผู้บริหารโรงเรียนรวมกว่า 70 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่มาขอร่วมสังเกตการณ์ด้วยจำนวนหนึ่ง

Sinaran พบปะเครือข่ายที่โรงเรียนดารุสสาลาม

ในวงเสวนาที่โรงเรียนดารุสสาลาม มี ดร.อับดุลเราะห์มาน เดวานี รองประธานสถาบันภาษามลายูไทยแลนด์ นายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) อุสตาซต่วนต่วนอามีน อาแวกือจิ หัวหน้าหมวดภาษามลายูของโรงเรียนดารุสสาลาม และ นายอับดุลมุอิน ลืองิ ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนดารุสสาลาม ดำเนินการโดยนายสะรอนี ดือแระ ประธานชมรมโฆษกภาษามลายูชายแดนใต้

วงเสวนามีการพูดคุยใน 3 ประเด็นหลักๆ คือบทบาทและบทเรียนในการขับเคลื่อนด้านภาษามลายูของแต่ละคน รวมทั้งแนวทางที่จะร่วมมือกันต่อไปในอนาคต

อับดุลเราะห์มาน เดวานี : จะเปลี่ยนแปลงโลกต้องเริ่มจากการอ่าน

ดร.อับดุลเราะห์มาน เดวานี กล่าวว่า เรามักจะภูมิใจที่ภาษามลายูมีคนใช้มากกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก แต่ภูมิใจอย่างเดียวคงไม่พอหากเราเองยังไม่สามารถใช้ภาษามลายูได้ดี ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มใช้ภาษามลายูจากตัวเราเองก่อน

ดร.อับดุลเราะห์มาน ยังพูดถึงการเกิดขึ้นของหนังสือพิมพ์หรือวารสารภาษามลายูในอดีตที่มีหลายฉบับแต่ก็เกิดขึ้นแล้วดับไป กระทั่งสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็คือหนังสือพิมพ์ภาษามลายูอย่างซีนารันถูกผลิตโดยโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทั้งที่ควรจะผลิตโดยปอเนาะหรือสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม เพราะทีมงานโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ไม่ได้เชี่ยวชาญภาษามลายูมากนัก แต่พวกเขาตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะผลิตหนังสือพิมพ์ภาษามลายูตัวอักษรยาวี แล้วปอเนาะหรือหน่วยงานอื่นๆที่เชี่ยวชาญภาษามลายูทำอะไรกันบ้าง?

“ปัจจุบันเราอยู่ในภาวะสงครามทางวัฒนธรรม เมื่อมีคนจะมาทำลายวัฒนธรรมของเรา เราต้องปกป้อง เช่น ครั้งหนึ่งมีโครงการทวิภาษาที่ต้องการให้เขียนภาษามลายูด้วยอักษรไทย เพราะคิดว่าเป็นภาษาที่ไม่มีตัวอักษร เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องแสดงให้เห็นว่าภาษามลายูอักษรรูมีและยาวียังไม่ตายจากพื้นที่นี้” ดร.อับดุลเราะห์มาน กล่าว

มูฮำหมัด ดือราแม : บทเรียนการพัฒนาสื่อภาษามลายู

จากนั้น นายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ DSJ บรรยายถึงบทบาทของ DSJ ที่มี 2 อย่างหลักๆ คือ การผลิตข่าวและผลิตนักข่าวซึ่ง รวมถึงข่าวและนักข่าวภาษามลายูควบคู่กับภาษาไทย โดยพยายามผลิตสื่อภาษามลายู ประกอบด้วยหนังสือพิมพ์ภาษามลายูอักษรยาวี ชื่อ Sinaran จดหมายข่าวภาษามลายูอักษรรูมี PATANI Mingguan และเว็บไซด์ของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ที่สามารถเผยแพร่งานเขียนภาษามลายูเป็นระยะๆ

นายมูฮำหมัด ดือราแม กล่าวว่า คนมลายูในพื้นที่ชอบพูดและฟังมากกว่าอ่านและเขียน ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายูไม่ค่อยได้รับความนิยม นอกเหนือจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ปัญหาด้านความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นข้อท้าทายก็คือจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่ชอบอ่านและชอบเขียนมากขึ้น

“ปัจจุบันภาษามลายูมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ เพราะเอกสารส่วนหนึ่งในกระบวนการเป็นภาษามลายู รวมทั้งการสื่อสารผ่านสื่อของฝ่ายขบวนการก็ใช้ภาษามลายู หากไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย คนไทยก็จะไม่เข้าใจเนื้อหา” นายมูฮำหมัด กล่าว

นายมูฮำหมัด กล่าวต่อไปว่า ปัญหาอื่นๆที่พบนอกจากคนอ่านน้อยแล้ว เนื้อหาที่เขียนก็ไม่มีมาตรฐาน เพราะผู้แปลติดสำนวนแบบภาษาไทย เช่นเดียวกับที่ได้ยินผ่านรายการวิทยุหลายแห่ง ซึ่งต้องร่วมกันปรับปรุงเพราะหากใช้กันจนชินแล้วจะเป็นปัญหาในอนาคต อีกประเด็นคือควรปรับใช้ภาษามลายูกับเทคโนโลยีการสื่อสารให้ได้ เพราะคนรุ่นใหม่กับเทคโนโลยีจะเติบโตไปด้วยกัน

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า บทเรียนสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การใช้ฟอนต์ภาษามลายูตัวอักษรยาวีซึ่งมีปัญหามากในปัจจุบัน เพราะเราเขียนยาวีได้ แต่พิมพ์ยาวีไม่ค่อยได้ ข้อเสนอแนะคือโรงเรียนหรือปอเนาะควรเพิ่มรายวิชาการพิมพ์อักษรยาวีลงในคาบเรียนด้วย เพราะจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่สามารถพัฒนาภาษาไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารของคนมลายูปาตานีรุ่นใหม่

ต่วนอามีน : “มลายู” ภาษาระหว่างประเทศและการเรียนการสอน

อุสตาซต่วนอามีน อาแวกือจิ หัวหน้าหมวดวิชาภาษามลายูโรงเรียนดารุสสาลาม กล่าวว่า ภาษามลายูไม่ใช่เพียงภาษาที่เราใช้สื่อสารด้วยกันเองในแต่ละวัน แต่เป็นภาษาการสื่อสารระหว่างประเทศเพราะคนจำนวนมากโดยเฉพาะในอาเซียนใช้ภาษามลายู หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นภาษาของนูซันตารา และยังเป็นภาษาการค้าขายด้วย

“โรงเรียนดารุสสาลามให้ความสำคัญกับภาษามลายู เพราะนอกจากมีวิชาสอนในชั้นเรียนแล้วยังมีชมรมภาษามลายูของนักเรียน และมีกิจกรรมต่างๆ ที่นักเรียนทำซึ่งเกี่ยวข้องกับภาษามลายูด้วย” อุสตาซต่วนอามีน กล่าว

อับดุลมุอิน : ชมรมภาษามลายูของนักเรียนดารุสสาลาม

นายอับดุลมุอิน ลืองิ ตัวแทนนักเรียนดารุสสาลาม กล่าวว่า เรามีชมรมภาษามลายูและมีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษามลายูทุกเทอม เช่น แข่งขันร้องเพลงอานาชีด การประกวดสุนทรพจน์ภาษามลายู(ปิดาโต)และอ่านบทกวีมลายู เป็นต้น โดยเป้าหมายเพื่อยกระดับการใช้ภาษามลายูในโรงเรียนและนำไปใช้นอกโรงเรียนได้อีกด้วย

“แรงบันดาลใจในการก่อตั้งชมรมภาษามลายูเพราะต้องการรักษาอัตลักษณ์การใช้ภาษามลายู เพราะหากภาษามลายูหายไป ชาติพันธ์มลายูก็จะหายไปด้วย” อับดุลมุอิน กล่าว

อับดุลมุอิน กล่าวว่า ที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเราทุกคนจะต้องมีความสามัคคี และช่วยๆ กันเตือนเวลามีการใช้ภาษามลายูที่ผิด ซึ่งก็พบว่ามีการใช้ผิดกันบ่อยมาก เช่น คำว่า“แบะนอ” ซึ่งมาจากคำไทยว่า“แบบไหน” ทั้งที่ต้องใช้คำว่า “macam mana” เป็นต้น

นอกจากนี้ในช่วงเปิดคำถามมีนักเรียนและบุคลากรบางส่วนแสดงความเห็นว่า มีนักเรียนที่สนใจและมีความสามมารถในการเขียนภาษามลายู หากมีพื้นที่สื่อที่สามารถเผยแพร่งานเขียนเหล่านี้ได้ก็จะสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาภาษามลายูได้มากขึ้น

 

Sinaran พบปะเครือข่ายที่โรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบาน

ส่วนที่โรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบาน จัดขึ้นที่ห้องประชุมภายใต้อาคารเรียน นักเรียนชั้นซานาวีและบุคลากรเข้าร่วมประมาณ 80 คน โดมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยมีนายอิบรอเฮม ปายอดือราแม ผู้บริหารโรงเรียนเป็นประธานเปิดงาน

ส่วนในวงเสนาก็ใช้หัวข้อเดียวกันคือ“เราจะร่วมกันพัฒนาภาษามลายูเพื่อการสื่อสารอย่างไร” (Peranan dan Pengajaran dalam Memertabatkan Bahasa Melayu) โดยการพูดคุยของวิทยากรจากโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ และจากสถาบันภาษามลายูไทยแลนด์ก็มีเนื้อหาที่คล้ายๆกับที่โรงเรียนดารุสสาลาม โดยตัวแทนโรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบานได้แก่ อุสตาซะห์ฟารีดะห์ บินตีฮัจญีมุฮัมหมัดอาลี หัวหน้าหมวดวิชาภาษามลายูของโรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบาน และนางสาวมุสลีฮะห์ ตัวแทนนักเรียนเป็นวิทยากร

ฟารีดะห์ : คนในพื้นที่เองก็ต้องใช้ภาษามลายูกลางมากขึ้น

อุสตาซะห์ฟารีดะห์ บินตีฮัจญีมุฮัมหมัดอาลี กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบานมีอาจารย์ฝึกสอนจากประเทศอินโดนีเซียมาสอนด้วย ซึ่งนักเรียนจะได้ประโยชน์ในการฝึกใช้ภาษามลายูกลางหรือภาษาอินโดนีเซีย

อุสตาซะห์ฟารีดะห์ กล่าวอีกว่า ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้ภาษามลายูเป็นหากไม่มีการฝึกฝน ซึ่งภาษามลายูถือว่าสำคัญมากเพราะแค่ข้ามชายแดนมาเลเซียไปนิดเดียวก็ต้องพูดภาษามลายูกันแล้ว และต่อไปในพื้นที่เองก็ต้องพูดภาษามลายูกลางมากขึ้น เพราะมีชาวมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้ามาในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ

มุสลีฮะห์ : การรู้หลายภาษาจะช่วยยกระดับการศึกษา

นางสาวมุสลีฮะห์ ตัวแทนนักเรียนนะห์ฏอตุลสูบาน กล่าวว่า ปัจจุบันนอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการคือภาษาต่างประเทศ ที่เราจะต้องให้ความสำคัญและเรียนรู้ให้มากขึ้น ซึ่งภาษามลายูถือเป็นหนึ่งในภาษาต่างประเทศด้วย

“ความสำคัญของภาษามีอยู่มากมาย เช่น การรู้หลายภาษามีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหางานทำ หรือการทำธุรกิจระหว่างประเทศแน่นอนว่าภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร และด้วยการรู้หลายภาษาจะช่วยยกระดับการศึกษาของเราได้” นางสาวมุสลีฮะห์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมพบปะเครือข่ายที่โรงเรียนนะห์ฏอตุลสูบานครั้งนี้ แม้มีเวลาในการพูดคุยแลกเปลี่ยนไม่มากนัก แต่นักเรียนส่วนใหญ่ก็ให้ความสนใจอย่างดี และสนใจที่เข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ต่อไปด้วย

Sinaran กับแนวคิดการสื่อสารสันติภาพและการขยายเครือข่าย

สำหรับ Sinaran คือชื่อหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติเพื่อผลิตนักข่าวและสื่อภาษามลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนังสือพิมพ์ 2 ภาษาที่เน้นภาษามลายูตัวอักษรยาวีซึ่งโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2555 กระทั่งปัจจุบันรวม 18 ฉบับแล้ว เนื่องจากเห็นว่าภาษามลายูอักษรยาวีเป็นอัตลักษณ์สำคัญของคนมลายูปาตานี แต่กลับมีสื่อภาษามลายูอักษรยาวีอยู่น้อยมาก ทั้งยังใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมประสานกับภาคส่วนต่างๆในพื้นที่ในการร่วมพัฒนาภาษามลายูเพื่อการสื่อสารในอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมนี้

อันที่จริงแล้ว เป้าหมายหลักไม่ใช่อยู่ที่การผลิตสื่อภาษามลายูอย่างเดียว แต่ความหวังอยู่ที่การมุ่งผลิตนักสื่อสารภาษามลายูควบคู่กับภาษาไทยที่ดำเนินการตามปกติอยู่แล้วผ่านเว็บไซต์ของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ และไม่ได้มีเพียงหนังสือพิมพ์ Sinaran เท่านั้น แต่ยังมีจดหมายข่าวภาษามลายู PATANI Mingguan และคลิปเสียงรายการวิทยุภาษามลายู Damai itu Indah ส่งไปยังสถานีวิทยุต่างๆในพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้แนวคิดในการสื่อสารของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ นอกจากการสื่อสารแล้วยังต้องการสร้างเครือข่ายการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารสันติภาพผ่านช่องทางต่างๆ ที่จะให้ไปถึงกลุ่มเป่าหมายต่างๆให้มากที่สุดทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีกระบวนการเริ่มจากการผลิตเนื้อหาข้อมูลข่าวสารแล้วนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ จากนั้นนำไปสรุปสั้นๆ ตีพิมพ์ลงจดหมายข่าว DSJ News Monitor ส่งให้สถานีวิทยุในพื้นที่

จากนั้นนำข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไปแปลเป็นภาษามลายูทั้งตัวอักษรรูมี (โรมัน) และตัวอักษรยาวีเผยแพร่บนเว็บไซต์อีกครั้ง และนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Sinaran และจดหมายข่าว PATANI Mingguan ต่อด้วยการเลือกประเด็นสำคัญๆมาบันทึกเสียงเป็นคลิปเสียง Damai itu Indah และในอนาคตอันใกล้นี้โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ก็จะมีการผลิตรายการโทรทัศน์อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสาร โดยจะทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรภาคีเครือข่ายสื่อที่ชำนาญด้านอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่า จากจุดเริ่มต้นในการผลิตข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นงานหัวใจหลักของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้นั้น สามารถที่จะต่อยอดช่องทางการสื่อออกไปเป็นสื่อแขนงต่างๆได้มากขึ้น ที่สำคัญคือ สื่อแต่ละแขนงสามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการเชื่อมและขยายเครือข่ายได้มากขึ้นไปอีก ดังเช่นการใช้หนังสือพิมพ์ Sinaran มาเชื่อมเครือข่ายกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ในครั้งนี้ และการเชื่อมกับเครือข่ายสื่อวิทยุที่จัดขึ้นมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ เนื่องจากโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ได้จัดกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อสารออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรงและการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี ก็คือ คนในพื้นที่ซึ่งใช้ทั้งภาษามลายูและไทย คนในสังคมไทย และคนในอาเซียนซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายู ดังนั้นการสื่อสารทั้ง 2 ภาษานี้เชื่อว่าจะทำให้ครอบคลุมไปถึงผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวได้มากที่สุด

นอกจากการผลิตสื่อและการเชื่อมเครือข่ายดังที่กล่าวมาแล้วนั้น โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ยังมีอีกบทบาทที่สำคัญคือการจัดอบรมเรื่องการสื่อสารโดยใช้สื่อที่โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ผลิตขึ้นมาเป็นพื้นที่สำหรับการเผยแพร่ผลงานของผู้เข้าอบรม ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนนักข่ายชายแดนใต้ได้จัดอบรมข่าวไปแล้วหลายรุ่น รวมผู้เข้าอบรมกว่า 90 คน แยกเป็นการอบรมข่าวภาษาไทย การอบรมข่าวภาษามลายู การอบรมการสื่อสาร 2 ภาษา และล่าสุดคือการจัดอบรมการแปลข่าวภาษามลายู-ไทยและไทย-มลายู เมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ผ่านมา

ดังนั้นกิจกรรมส่วนหนึ่งที่สามารถต่อยอดจาดการจัดกิจกรรมพบปะเครือข่ายทั้ง 2 ครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นการจัดอบรมเรื่องการสื่อสารและการร่วมกันใช้พื้นที่สื่อของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ต่อไปได้ในอนาคต