DSJ กับการผลิตสื่อเพื่อสันติภาพ อนาคตการสื่อสาร 2 ภาษาในชายแดนใต้/ปาตานี

DSJ กับการผลิตสื่อเพื่อสันติภาพ และอนาคตการสื่อสาร 2 ภาษาในชายแดนใต้/ปาตานี ข้อคิดจากการอบรมนักแปลไทย-มลายู เรียนรู้ความต่างระหว่างแปลศัพท์วิชาการและศัพท์ภาษาข่าว ครูตรังเผยคนนอกเริ่มสนใจภาษามลายูมากขึ้น แนะผลิตสื่อภาษามลายูให้มากรองรับอาเซียน บัณฑิตจากมาเลเซียชี้การแปลคือการช่วยเหลือผู้คน วิทยากรเผยเป็นอาชีพที่มีอนาคต ต้องสร้างเครือข่ายนักแปลและล่ามภาษามลายู

DSJ กับการผลิตสื่อเพื่อสันติภาพ 2 ภาษา

เพราะความขัดแย้งและความรุนแรงในชายแดนใต้/ปาตานีมีผู้มีส่วนได้เสีย 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือคนที่ใช้ภาษาไทยกับคนที่ใช้ภาษามลายูที่ไม่เพียงแต่เป็นภาษาในการสื่อสารอย่างเดียว แต่ยังเป็นเครื่องหมายแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์อย่างหนึ่งด้วย

ด้วยเหตุนี้โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้จึงได้ผลิตทั้งสื่อภาษาไทยและสื่อภาษามลายู เพื่อให้การสื่อสารเข้าไปถึงกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มใหญ่ๆนี้ โดยเฉพาะการสื่อสารข้อมูลข่าวสารสันติภาพ ด้วยหวังว่าจะช่วยสร้างทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายไหนก็ตาม และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่รากเหง้าของความขัดแย้ง ดังนั้นการสื่อสาร 2 ภาษาจึงมีความสำคัญ

สำหรับสื่อภาษาไทยของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ได้แก่ เว็บไซต์ที่เปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2553 ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าว, จดหมายข่าว DSJ NEWS Monitor ซึ่งสรุปข่าวรายสัปดาห์ส่งให้เครือข่ายวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ปัญหาได้เพลาลงหลังจากวิทยุชุมชนส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ส่วนสื่อภาษามลายูของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้มีหลายประเภท เริ่มจากเว็บไซต์เดิมที่นำเสนองานเขียนภาษามลายูหรืองานแปล, หนังสือพิมพ์ Sinaran ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติเพื่อผลิตนักข่าวและสื่อภาษามลายู แต่เป็นภาษามลายูอักษรยาวี

Sinaran เป็นหนังสือพิมพ์ 2 ภาษาที่เน้นภาษามลายูตัวอักษรยาวี (ภาษาไทยมีเฉพาะหน้าปกเท่านั้น) ตีพิมพ์ฉบับแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2555 กระทั่งปัจจุบันรวม 18 ฉบับ เป็นหนังสือพิมพ์รายเดือน ต่อมาปรับเป็นรายสองเดือน เพื่อสลับการจัดกิจกรรมพบปะเครือข่ายภาษามลายูในพื้นที่ โดยเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรีให้กับบุคคลหรือองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะสถานศึกษาที่แจ้งชื่อที่อยู่เพื่อบอกรับหนังสือพิมพ์

นอกจากนี้ยังผลิตจดหมายข่าวภาษามลายูอักษรรูมี PATANI Mingguan ซึ่งเป็นการสรุปข่าวในรอบสัปดาห์เป็นภาษามลายูผลิตเป็นไฟล์จดหมายข่าวแล้วกระจายส่งให้เครือข่ายทางอีกเมลล์ ต่อมาปรับเป็นราย 2 สัปดาห์ ปัจจุบันผลิตเป็นฉบับที่ 20 แล้ว

สื่อภาษามลายูอีกประเภทคือ คลิปรายการวิทยุภาษามลายู Damai itu Indah ส่งไปยังสถานีวิทยุต่างๆในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสันติภาพตามความหายของชื่อรายการในภาษาไทย คือ สันติภาพที่สวยงาม

ผลิตสื่อควบคู่กับการผลิตคน

แม้ว่าโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้มีสื่อที่หลากหลายระดับหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับงานการสื่อสารก็คือเนื้อหาที่จะนำเสนอ โดยเฉพาะชิ้นงานภาษามลายูที่จะเป็นต้องผลิตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีสื่อที่เข้าถึงคนได้มากและง่ายที่สุดอย่างสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ ซึ่งสื่อแต่ละประเภทของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้สามารถใช้พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ควรคู่กันไปด้วยได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ต้องพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ภารกิจของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ไม่ใช่อยู่ที่การผลิตสื่ออย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การผลิตนักสื่อสารรุ่นใหม่ไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนนักข่ายชายแดนใต้ได้จัดอบรมข่าวไปแล้วหลายรุ่น รวมผู้เข้าอบรมกว่า 90 คน ทั้งการอบรมข่าวภาษาไทย การอบรมข่าวภาษามลายู การอบรมการสื่อสาร 2 ภาษา ล่าสุดคือการจัดอบรมการแปลข่าวภาษามลายู-ไทยและไทย-มลายู เมื่อเดือนกันยายน 2558

ทว่าการผลิตนักข่าวรุ่นใหม่และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสามารถที่จะตอบโจทย์การสื่อสาร 2 ภาษาได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดระบบงาน งบประมาณหรือโอกาสและความพร้อม เป็นต้น ส่วนการสร้างเครือข่ายก็เป็นสิ่งสำคัญที่โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ก็ดำเนินการอยู่

ข้อคิดการสื่อสาร2ภาษา และการพัฒนาภาษามลายู

ในการจัด“อบรมนักแปลข่าวภาษามลายู-ไทย และไทย-มลายูเบื้องต้น” เมื่อวันที่ 12–13 กันยายน 2558 ที่ผ่านมาที่มีนายตูแวดานียา มือรีงิง ผู้สื่อข่าวทีวี 3 มาเลเซียเป็นวิทยากรอบรมหลักนั้น นับว่าเป็นการอบรมน่าสนใจครั้งหนึ่ง เพราะมีผู้เข้าร่วมที่หลากหลาย ทั้งนักแปลอาชีพ นักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรีและโท คนที่เรียนจบปริญญาเอกแล้ว ครูสอนภาษามลายู เช่น เช่นครูสอนภาษามลายูที่โรงเรียนสภาราชินี จ.ตรัง รวม 25 คน

การอบรมครั้งนั้นจัดขึ้นห้องประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ภายใต้โครงการพัฒนาสื่อเพื่อการสื่อสารสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการเสริมสร้างความเข็มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP Project) สถาบันสันติศึกษา ม.อ.วิทยาเขตหาดใหญ่ และมูลนิธิซาซากาว่าเพื่อสันติภาพ (SPF) ประเทศญี่ปุ่น

วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพนักแปลประจำโครงการเป็นหลัก ซึ่งก็คือนักแปลข่าวลงเว็บไซต์, หนังสือพิมพ์ Sinaran และจดหมายข่าว PATANI Mingguan แต่ก็เปิดโอกาสให้คนที่สนใจทั่วไปเข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ เพื่อกระตุ้นให้สังคมมลายูปาตานีมีการผลิตหรือแปลข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ผ่านสื่อเป็นภาษามลายูให้มากขึ้นด้วย

ในการอบรมแบ่งออกเป็น 6 Section ได้แก่ Section 1 Pretest ทดสอบการแปลข่าว ภาษาไทย-มลายูและมลายู-ไทยเบื้องต้น, Section 2 นำเสนอผลงานแปลข่าวเบื้องต้น, Section 3 เรียนรู้หลักการพื้นฐานการแปลข่าวเบื้องต้น, Section 4 เรียนรู้คำศัพท์ภาษาข่าวเบื้องต้นและทำบัญชีคำ/ประโยค/อักษรย่อ/รูปแบบ(Format)ในการทำข่าว, Section 5 เรียนรู้โปรแกรมทางลัดการแปลงอักษรรูมีเป็นอักษรยาวี โดยคุณรอฮานา มือรีงิง นักวิเทศสัมพันธ์ สำนักสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ Section 6 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครนักแปลข่าว

ครูสอนมลายูที่ จ.ตรัง เผยคนนอกเริ่มสนใจมลายู

นายคอลดุลย์ เจ๊ะหลง ครูสอนภาษามลายูโรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง กล่าวว่า เข้าร่วมอบรมนักแปลกับโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้เพราะต้องการนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงงานแปลของตนเองที่ใช้ในการสอนภาษามลายู ซึ่งจากการเข้าอบรมก็พบว่าตนเองยังแปลผิดอยู่

นายคอลดุลย์ บอกว่า ตนเป็นคนปัตตานีได้ไปอาศัยและมีครอบครัวที่ตรัง พยายามติดตามข่าวสารต่างๆจากชายแดนใต้ตลอด ซึ่งการเข้าอบรมครั้งนี้นอกจากได้ความรู้แล้วยังรู้จักคนทำงานภาคประชาสังคมด้านภาษามลายูด้วย และตอนนี้ความสนใจในภาษามลายูของคนนอกพื้นที่ก็มีมากขึ้น

“เราเป็นคนมลายูก็ต้องรักษาภาษามลายูไว้ ผมอยู่ตรังซึ่งไม่ใช่สังคมพูดภาษามลายู ผมจึงพยายามพูดภาษามลายูกับลูกๆที่บ้านทุกวัน เพื่อให้ลูกพูดภาษามลายูได้ ส่วนภาษาไทยเขาพูดกับแม่และเพื่อนๆที่โรงเรียนอยู่แล้ว”

นายคอลดุลย์ กล่าวอีกว่า อนาคตหากไม่มีการอบรมการแปลภาษามลายูหรือการใช้ภาษามลายูที่ถูกต้อง จะทำให้การใช้ภาษามลายูในพื้นที่เสียหาย ซึ่งตอนนี้ก็ใช้กันผสมกับภาษาไทยกันแล้ว หากจะให้ภาษามลายูมีพัฒนาการก็ต้องผลิตหนังสื่อภาษมลายูที่หลากหลาย เช่น บันเทิงหรือการ์ตูน ที่สำคัญต้องส่งเสริมให้เด็กๆอ่านหนังสือภาษามลายูให้มาก เพราะจะทำให้เด็กๆมีพัฒนาการทางภาษามลายูเร็วขึ้น

เรียนรู้การแปลศัพท์วิชาการและศัพท์ภาษาข่าว

ส่วน ดร.นิเลาะ แวนาแว นักจัดรายการวิทยุภาษามลายูใน จ.นราธิวาส และเป็นนักแปลอาชีพ โดยเฉพาะการแปลหนังสือราชการ บอกว่า เพราะการเรียนรู้ต้องมีอยู่ตลอดเวลา แม้มีความรู้ความสามารถด้านการแปลอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยแปลข่าว

“ยิงมีครูหลายคนยิ่งดี เราอย่าคิดว่าเราเก่งกว่า เพราะสิ่งที่ได้จากการอบรมครั้งนี้มีหลายอย่าง เช่น ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการแปล ได้เรียนรู้ภาษาข่าวว่าเป็นอย่างไร ซึ่งต่างจากภาษาวิชาการทั่วไป สิ่งที่ได้อีกอย่างคือเครือข่ายที่จะเชื่อมโยงการทำงานต่อไป เพราะแต่ละคนที่มาก็มีองค์กรของตัวเอง รวมทั้งนักศึกษาด้วย” ดร.นิเลาะ กล่าว

ดร.นิเลาะ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาภาษามลายูต่อไปควรเป็นอย่างไรว่า อันดับแรกคือ คนทีใช้ภาษามลายูในการทำงาน โดยเฉพาะนักจัดรายการภาษามลายูต้องใช้ภาษามลายูให้ถูกต้อง อย่าใช้การทับศัพท์หรือใช้ภาษาที่ทับซ้อนระหว่างภาษาไทยกับภาษามลายู เพราะจะทำให้ภาษามลายูยิ่งเสียหาย

“การมาอบรมครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณอัลลอฮที่ทำให้ได้เจอกับคนที่กระตือรือร้นที่จะพัฒนาภาษามลายูและงานแปล ซึ่งผมพร้อมที่จะหนุนเสริมคนรุ่นใหม่ที่ก้าวมาเป็นนักแปลมืออาชีพ และการพัฒนาภาษามลายูในพื้นที่ต่อไป” ดร.นิเลาะ กล่าว

ต้องผลิตสื่อภาษามลายูให้มาก รองรับอาเซียน

นายอุสมาน ลาเตะ ครูสอนศาสนาโรงเรียนอามานะศักดิ์ อ.เมือง จ.ปัตตานี กล่าวว่า คนมลายูปาตานีรุ่นใหม่มีแนวโน้มใช้ภาษามลายูน้อยลง จึงต้องการฟื้นฟูภาษามลายูเพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญและต้องใช้ภาษามลายูอย่างถูกต้อง และเข้าอบรมเพราะต้องการปรับปรุงงานเขียนของตัวเองเพื่อให้คนในพื้นที่ คนมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้าใจงานเขียนของตัวเองมากขึ้น

“ความรู้ที่ได้ เช่น การแปลพาดหัวข่าวไม่จำเป็นต้องยึดต้นฉบับ เราสามารถเปลี่ยนคำได้แต่ไม่เปลี่ยนความหมายเดิม การแปลพาดหัวข่าวเป็นปัญหาของผมมาตลอด”นายอุสมาน กล่าว

นายอุสมาน กล่าวด้วยว่า คนในพื้นที่อ่านงานเขียนภาษามลายูน้อย แต่ชอบฟังอย่างเดียว แต่ก็ต้องผลิตงานเขียนภาษามลายูให้มากที่สุด เพราะซักวันหนึ่งคนในพื้นที่จะรู้ว่าภาษามลายูสำคัญต่อเขาอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเปิดประชาคมอาเซียน แต่เสียดายที่คนรุ่นหลังใช้ภาษามลายูลดลง

นายอุมาน กล่าวปิดท้าย สื่อภาษามลายูในพื้นที่ยังมีน้อยมาก ดังนั้นต้องผลิตสื่อภาษามลายูให้มากขึ้น เพราะสื่อจะทำให้คนมีพัฒนาการทางภาษาอย่างรวดเร็ว รวมถึงจัดการอบรมด้วย เช่น ควรจัดอบรมที่มัสยิดหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเพื่อให้คนในพื้นที่เห็นความสำคัญของภาษามลายู

น.ส.ฟาตีเมาะ มะตีไม บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (UKM) สาขาภาษาศาสตร์ กล่าวว่า เข้าอบรมเพราะอยากรู้ว่าการแปลเป็นอย่างไร เพราะยังไม่เคยเข้าอบรมแบบนี้ แต่เคยฝึกงานแปลหนังสือ บนกวี นิตยสารและวรรณกรรมที่สำนักการแปลและหนังสือมาเลเซียของรัฐบาลมาเลเซีย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยบรรณาการแปล 2 เดือน

“ตอนนี้ได้รู้ว่าการแปลหนังสือที่ดีเป็นอย่างไร ทราบเห็นความแตกต่างระหว่างการแปลหนังสือกับการแปลข่าวซึ่งกระชับ สั้น แต่ได้ใจความ นอกจากนี้ได้เห็นความพยายามของ DSW (ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณภาคใต้) ในการพัฒนาสังคมอย่างจริงจังแต่เป็นกันเอง และน่าจะประสบความสำเร็จได้” น.ส.ฟาตีเมาะ กล่าว

การแปลคือการช่วยเหลือผู้คน

น.ส.นัสรีม ปุ บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์อิสลาม มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (UKM) กำลังทำงานแปลให้กับนิตยสาร Berita Life ที่กรุงเทพมหานคร เพิ่งเริ่มต้นทำงานเดือนแรก แต่ทำงานแปลแบบออนไลน์ไม่ได้ประจำสำนักงาน โดยแปลจากภาษาไทยเป็นภาษามลายูเกี่ยวกับโฆษณาสินค้าเพื่อสุขภาพ แนะนำบริษัทและแนะนำสินค้า แปลได้ 10 เรื่องแล้ว ประมาณหน้าละเรื่อง โดยมีเพื่อนชาวมาเลเซียคอยช่วยตรวจสอบอีกที

“สนใจทำงานแปลก็เพราะเป็นการช่วยเหลือคนในพื้นที่ของเราด้วย ก่อนหน้านี้เพื่อนที่มาเลเซียเคยขอช่วยให้แปลข่าวจากในพื้นที่หลายครั้ง ทำให้เราพอจะรู้เรื่องการทำข่าวด้วย ได้รู้ว่าพื้นฐานการเขียนข่าวเป้นอย่างไร และได้รู้สถานการณ์ในพื้นที่ไปด้วย แต่เนื่องจากช่วงนั้นยังเรียนอยู่จึงแปลไม่ทันทั้งที่มีคนขอให้ช่วยแปลเยอะ” น.ส.นัสรีม กล่าว

น.ส.นัสรีม กล่าวด้วยว่า การแปลให้นิตยาสาร Berita Life ที่ผ่านมาเป็นการแปลคำต่อคำ แต่หลังจากเข้าอบรมแล้วทำให้รู้ว่าต้องจับใจความสำคัญของเรื่องว่าคืออะไรแล้วก็แปลตามใจความสำคัญนั้น ไม่จำเป็นต้องคำต่อคำ และได้เรียนรู้พื้นฐานของการทำข่าวและคำศัพท์ข่าว เพราะศัพท์เฉพาะต่างกับศัพท์ทางเศรษฐกิจที่เคยเรียนมา ความรู้ที่ได้เอาไปใช้ในการทำงานได้และช่วยคนในพื้นที่ได้ด้วยโดยการแปลข่าวจากพื้นที่ไปให้คนนอกได้รับรู้ เพราะบางทีสิ่งที่สื่อนำเสนอก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่

งานแปลภาษามลายู อาชีพที่มีอนาคต

ส่วนนายตูแวดานียา มือรีงิง ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นวิทยากรอบรม กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการอบรมครั้งนี้คือ ผู้เข้าร่วมอบรมมีความหลากหลายมาก ทั้งนักศึกษา คนที่เพิ่งจบปริญญาตรีและปริญญาโท ครู ข้าราชการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาษามลายู บางคนทำงานแปลงานระดับประเทศมาแล้ว มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานแปลของแต่ละคน ทำให้รู้เทคนิคและวิธีการของแต่ละคน เช่น การแปลเอกสารราชการแต่ละชนิดซึ่งมีแบบฟอร์มสำหรับแปลเป็นภาษาต่างๆอยู่แล้ว เป็นต้น

“ได้รู้จากผู้เข้าอบรมด้วยกันว่า อาชีพนักแปลภาษามลายูเป็นอาชีพที่มีอนาคต ทำให้แต่ละคนมีกำลังใจมากขึ้นจากงานแปลที่ทำอยู่แล้ว และเป็นอาชีพที่ไม่ตกต่ำ ยิ่งจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็ยิ่งทำให้งานแปลภาษามลายูมีความสำคัญเช่นเดียวกับงานแปลภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ” นายตูแวดานียา กล่าว

ส่วนคำถามที่ว่าหากจะจัดอบรมการแปลต่อไปควรทำอย่างไร นายตูแวดานียา ตอบว่า ต้องเป็นระบบมากขึ้น ต้องมีหลักสูตร เนื้อหา การจัดกลุ่ม ประเภทหรือระดับความรู้ของผู้เข้าอบรม เช่น การอบรมการแปลเบื้องต้นควรเป็นการอบรมนักศึกษา ถ้าอบรมนักแปลอยู่แล้วก็ต้องเป็นการอบรมขั้นสูงขึ้น เป็นต้น อาจจะต้องกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าอบรมด้วย

“การอบรมครั้งนี้เราได้เครือข่ายนักแปลแล้ว ต่อไปต้องมาดูว่าจะพัฒนางานแปลที่มีอยู่แล้วได้อย่างไรบ้าง เช่น จดหมายข่าว Patani Mingguan หรือหนังสือพิมพ์ Sinaran จะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร เพราะหากจัดอบรมแล้วแต่งานแปลยังไม่ดีขึ้น ก็แสดงว่าการอบรมยังไม่ตอบโจทย์การพัฒนางานแปลให้ดีขึ้น” นายตูแวดานียา กล่าว

นายตูแวดานียา กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแปลภาษามลายู โดยเฉพาะนักจัดรายการวิทยุในพื้นที่ขอให้แปลอย่างถูกต้อง ต้องตระหนักว่า บางครั้งแม้ว่านักจัดรายการวิทยุพยายามที่จะอธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจมากที่สุด โดยอาจจะใช้คำในภาษาไทยไปด้วยนั้น แม้จะเป็นความหวังดีแต่ก็ทำให้การใช้ภาษามลายูเสียหายได้ จึ้งควรต้องระวังในเรื่องนี้ให้มาก

ต้องสร้างเครือข่ายนักแปลและล่ามภาษามลายู

ขณะที่ นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน บรรณาธิการอาวุโสศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวในการปิดการอบรมว่า อยากให้ผู้เข้าอบรมครั้งนี้มีการสร้างเครือข่ายนักแปลข่าวภาษามลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อทำหน้าที่ในการแปลข่าวเป็นภาษามลายูอย่างเป็นเครือข่ายและทำหน้าที่ในการเป็นล่ามให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่มาทำข่าวในพื้นที่ด้วย ต้องทำให้ภาษามลายูเป็นภาษาของการสื่อสารและต้องทำให้หน่วยงานรัฐเห็นว่าภาษามลายูไม่ใช่ของความรุนแรง