สร้างสันติภาพด้วยกลไก “มติ 1325” และก้าวย่างของ“ผู้หญิง”ชายแดนใต้

อัมพร หมาดเด็น อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การทำความเข้าใจมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1325 ต่อประเด็นเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม ก่อนนำมาปรับใช้ในจังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งมติ 1325 ถือเป็นกลไกการปกป้องสิทธิผู้หญิงและเน้นย้ำบทบาทของผู้หญิงรากหญ้าและผู้หญิงภาคประชาสังคมกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ

อ.อัมพรมีความเชี่ยวชาญด้านมุสลิมศึกษา การเจรจาไกล่เกลี่ย เพศสภาพ และขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิง เป็นคณะกรรมการวิจัยสถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา สำนักจุฬาราชมนตรี ปัจจุบันกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกในสาขามานุษยวิทยามหาวิทยาลัย เกอเธ แฟรงค์เฟริต์ ประเทศเยอรมนี หัวข้อความเคร่งครัดทางศาสนาในทางเพศของผู้หญิงมุสลิมในประเทศไทย การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มอ.ปัตตานี เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกเครือข่ายสตรีชายแดนใต้เข้าร่วม

เปิดประสบการณ์ผู้หญิงในสถานการณ์ความรุนแรง

อ.อัมพรกล่าวว่า สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (the United Nations Security Council: UNSC) ลงมติ 1325 (Resolution 1325) ว่าด้วยผู้หญิง สันติภาพ และความมั่นคง (Women, Peace and Security: WPS) อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2000 (พ.ศ.2543) เพื่อกำหนดแนวนโยบายและดาเนินการเสริมศักยภาพผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและแก้ปัญหาสันติภาพอย่างยั่งยืน

นี่เป็นครั้งแรกที่สภาความมั่นคงให้ความสำคัญกับการเรียกร้องให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างเต็มกำลังในการป้องกันและจัดการความขัดแย้งในภาวะสงคราม ภาวะที่อำนาจทางการทหารและการใช้อาวุธมีสูง ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัวและการถูกข่มขืน เพื่อให้ผู้หญิงได้รับการฟื้นฟูเยียวยา มีส่วนในกระบวนการยุติธรรม การเมือง และการสืบหาความจริง

การประกาศมติ 1325 เป็นการให้คำมั่นของสหประชาชาติในการจัดการปกป้องสิทธิผู้หญิงและรองรับกระบวนการสันติภาพที่มาจากการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งแสดงถึงการให้ความใส่ใจกับประเด็นเพศสภาพหรือมิติความสัมพันธ์หญิงชาย (gender) และประสบการณ์ของผู้หญิงในสถานการณ์ความรุนแรงและหลังเสร็จสิ้นสงคราม เปิดโอกาสให้สังคมเห็นประสบการณ์ที่แตกต่างระหว่างหญิงและชายในสภาวะแห่งความขัดแย้ง มีการนิยามความรุนแรงทางเพศที่เกิดในสงครามว่าเป็นอาวุธแห่งการประหัตประหารมากกว่าเป็นความโชคร้ายโดยตัวของมันเองตลอดจนเน้นย้ำบทบาทของผู้หญิงรากหญ้าและผู้หญิงภาคประชาสังคมกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ

การริเริ่มแผนปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในขณะที่ประเทศไทย องค์กรผู้หญิงและสิทธิเริ่มแปลสรุปสาระสำคัญของมติ 1325 เพื่อกระจายให้สังคมรับรู้เป็นภาษาไทย เชิญชวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกำหนดท่าทีในการเคลื่อนงานเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศผ่านกรอบการทางานของแต่ละองค์กร ตลอดจนอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยได้กำหนดให้เป็นพันธกรณีหลักของรัฐ ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อผู้หญิง (the Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women: CEDAW) โดยเชื่อมต่อกับมติ 1325 รวมทั้งกระจายความรู้ สร้างความตระหนักผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการที่ได้กระทามาแล้วอย่างต่อเนื่องเกือบทศวรรษ

เมื่อ 15 ตุลาคม 2558 สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ UN Women (องค์การเพื่อผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์อานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านผู้หญิง และตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงจากภาคประชาสังคม ในลักษณะการประชุมเชิงปฏิบัติการ มีดร. สายสุรี จุติกุล ที่ปรึกษาและอนุกรรมการด้านสตรีกับการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัย มาให้ข้อคิดเห็นร่วมกับตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ข้างต้น เนื้อหาโดยรวมของการจัดเวทีมุ่งไปที่การเสริมความรู้ ความเข้าใจ และเร่งเร้าให้เห็นถึงความสำคัญของมติ 1325 และมติที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำหนดทิศทางการนามติ 1325 มาใช้ในประเทศไทย โดยริเริ่มแผนปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนั้น องค์กรภาครัฐและ UN Women ได้ขยับมาที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว อ้างอิงงานของ UN Women ในที่ประชุมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึงการมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพของผู้หญิงทั่วโลกที่มีเพียงเล็กน้อย เป้าหมายของการประชุมพยายามชี้ชวนให้ผู้เข้าร่วมงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นแกนนาหญิงจากเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ ตระหนักถึงความสำคัญและส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการจัดการความขัดแย้งและกระบวนการสร้างสันติภาพ และเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในเชิงปฏิบัติการตามมติของสหประชาชาติ

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำหญิงที่มีบทบาทเช่น โซรยา จามจุรี และปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ ได้ให้ความเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีล่าสุดนี้ ผู้หญิงจากกลุ่มต่างๆ จึงนับว่ามีส่วนอย่างมากต่อการกระตุ้นเรียกร้องเชิญชวนให้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ตระหนักถึงความสำคัญของมติ 1325 พบว่าได้รับความสนใจในเบื้องต้นจากเครือข่ายผู้หญิงและองค์กรภาคประชาสังคม

ความรุนแรงที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในภาคใต้

อ.อัมพร ยังกล่าวอีกว่าต้นปี 2558 ได้มีรายงานผลการประเมินปลายโครงการการพัฒนาเพื่อขยายบริการภายในชุมชนอย่างยั่งยืนสำหรับผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย พบว่าความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบเผยให้เห็นปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมเด่นชัด รวมไปถึงความรุนแรงในครอบครัวและความซับซ้อนของปัญหาที่สัมพันธ์กับมิติศาสนา จารีต และวัฒนธรรม เช่น

ผู้ชายของแต่งงานเพราะเงินเยียวยา

กรณีที่หญิงผู้สูญเสียสามีที่ไม่สามารถก้าวข้ามสถานะการเป็นหม้ายได้ และแทนที่สถานภาพใหม่ด้วยการแต่งงานในฐานะภรรยาคนที่สองหรือลาดับถัดไป ผู้หญิงหลายคนมองว่าหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ชายเลือก “เข้าหา” ตนเพราะเรื่องเงินเยียวยา

ผู้หญิงวิเคราะห์ว่าตนเองกลายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากหลายฝ่าย รวมทั้งผลประโยชน์จากคนที่ทาบทามเพื่อขอแต่งงานใหม่ กระทั่งเกิดความรู้สึกถึงการเป็นผู้หญิงที่ไม่มีคุณค่าและไม่สามารถต่อรองได้ เนื่องจากในสภาพการณ์ดังกล่าวหลายอย่างถูกกำหนดโดยกรอบทางสังคมและผู้ชาย

หลายคนแต่งงานใหม่กับชายที่มีภรรยาแล้ว ซึ่งในช่วงต้นของการแต่งงานใหม่สามีคนใหม่ให้การดูแลและใช้เวลาอยู่ร่วมกัน กระทั่งผ่านไประยะหนึ่งผู้หญิงหลายคนกล่าวว่าสามีเลือกกลับไปอยู่กับภรรยาคนแรก พบบางรายยอมรับกับสภาพของการเป็นผู้หารายได้หลักให้กับครอบครัวอยู่เพียงผู้เดียว

แม้คำอธิบายเกี่ยวกับการมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนหรือการอนุญาตให้ชายมุสลิมสามารถแต่งงานกับผู้หญิงได้สี่คนในเวลาเดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขที่สามารถทำให้เกิดความเท่าเทียมกันได้ในการให้การดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ทรัพย์สิน และความเอาใจใส่และเวลาที่จัดสรรอย่างเท่าเทียมกัน กระนั้นก็ตาม การยอมรับในสังคมรวมทั้งการให้คุณค่าของผู้หญิงที่แต่งงานในฐานะภรรยาคนที่สอง หรือคนที่สาม และ/หรือคนที่สี่ ยังคงถูกนับว่าเป็นภรรยาน้อย ศักดิ์และสิทธิ์ไม่ได้มีเท่าเทียมกันจริง

สารพัดความรุนต่อผู้หญิง ขู่หย่าร้าง ขู่ฆ่า ติดเชื้อโรคติดต่อ

ปัญหาการถูกกระทำความรุนแรง พบว่าผู้หญิงถูกกระทาความรุนแรงทางกายโดยการตบตี ชกต่อย ความรุนแรงทางใจโดยการขู่หย่าร้าง และขู่ฆ่า และความรุนแรงทางเพศในลักษณะอื่น เช่น บังคับให้หลับนอน ใช้ความรุนแรงเมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ และมีความสัมพันธ์ทางเพศกับทั้งภรรยาและลูกสาวของภรรยาที่ติดมาจากสามีคนก่อน

ผู้หญิงบางคนติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากสามี สามีไม่ทางานและติดยาเสพติดซึ่งเป็นเรื่องหลักที่นาไปสู่กระบวนการฟ้องหย่า หลายคนเผชิญกับความอับอายไม่กล้าไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเมื่อรู้ว่าติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ไม่กล้าบอกสามีให้ใช้ถุงยางอนามัย ไม่กล้าปฏิเสธการร่วมหลับนอน และไม่กล้าบอกเล่าคนในบ้านหรือญาติพี่น้อง ยกเว้นคนที่ไว้ใจ เพราะเกรงว่าคนกล่าวหาว่าสามีตนเป็นคนไม่ดี

รูปแบบของความรุนแรงในลักษณะนี้อยู่บนฐานความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ ซึ่งเผยให้เห็นความซับซ้อนของระบบโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่

การหย่าร้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิง

กระบวนการหย่าร้างเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้เวลา มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสานักงานคณะกรรมการอิสลามในเขตเมืองของแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะการบังคับคดีให้สามีจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภรรยาและบุตร มีหลายกรณีที่การบังคับคดีไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากไม่มีการประสานงานหรือส่งคำร้องและคาฟ้องไปยังศาล ผู้หญิงหลายคนจึงตกอยู่ในสภาพจำยอมและต้องเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง

ผู้หญิงประสบปัญหาในกระบวนการฟ้องหย่าที่ถูกจากัดด้วยข้ออ้างเรื่องเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น ไม่สามารถยื่นฟ้องและระบุเหตุผลฟ้องหย่าได้ด้วยการประสบเหตุกับตนเอง ผู้หญิงจำเป็นต้องหาพยานแวดล้อมประกอบกับหลักฐานที่ชัดเจน และพยานเชิงประจักษ์ โดยที่ผู้นำศาสนาในระดับชุมชนและคณะกรรมการอิสลามบางแห่งเห็นว่าผู้หญิงแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งใดคือความรุนแรงและสิ่งใดคือปัญหาในการจัดการความรู้สึกของผู้หญิงเอง โดยกล่าวว่าเป็นเพราะผู้หญิงไม่มีความรู้ทางศาสนา หรือเป็นความรู้ที่สามารถใช้เป็นข้อถกเถียงที่มีน้ำหนักได้ ทั้งนี้ ในความคิดเห็นของผู้หญิงยังรู้สึกว่าคนที่ควรมีความรู้ศาสนาดีที่สุดคือผู้ชาย ดังนั้น การตัดสินใจและวินิจฉัยข้อพิพาทต่างๆ จึงยังเป็นอำนาจที่จัดการโดยชาย

สถาบันทางศาสนา การตีความ ประเพณี ยังเป็นเรื่องท้าทาย

ประเด็นที่น่าสนใจที่เป็นข้อท้าทายต่อการทางานสันติภาพและอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่ความขัดแย้งไม่จากัดเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเนื่องด้วยสถานการณ์ความไม่สงบเท่านั้น กลุ่มคนทางานภาคประชาสังคมปะทะกับอำนาจเชิงระบบโครงสร้างที่อยู่ในรูปของสถาบันทางศาสนาและความคิดที่ได้รับการถ่ายทอดจากประเพณี การตั้งคาถามที่ท้าทายต่อการตีความศาสนาเพื่อยังประโยชน์ต่ออำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันทางเพศยังไม่ปรากฏเห็นอย่างเด่นชัด เช่นเดียวกับรายงานการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิงให้ข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของระบบยุติธรรมในชุมชนมุสลิม รวมทั้งการบังคับใช้และตีความกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่ดาเนินไปในลักษณะของการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สัมพันธ์กันอย่างเด่นชัด ทั้งสะท้อนออกมาในกรณีของความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวที่ผู้หญิงประสบซ้ำซ้อนในช่วงที่เกิดความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบ ขณะที่กระบวนยุติธรรม การไกล่เกลี่ยปัญหาความรุนแรงต่างๆ ดำรงอยู่ในสภาพที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้หญิงมีอำนาจในการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ ตลอดจนได้รับสิทธิคุ้มครอง