เวทีนักการเมืองชายแดนใต้คาดหวังรัฐเปิดพื้นที่การเมือง การเจรจาสันติภาพเดินหน้า

เวทีสานเสวนานักการเมืองชายแดนใต้คาดหวังการเจรจาเดินหน้าหลัง OIC พบกับ MARA และเรียกร้องรัฐเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ภาคประชาชน การคุกคามและการละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะเดียวกันเรียกร้องทุกฝ่ายในพื้นที่ร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยโดยเฉพาะให้กับเป้าหมายอ่อน

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลจัดเวทีสานเสวนาระหว่างนักการเมืองจังหวัดชายแดนใต้ ครั้งที่ 28 เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและทางออก เปิดพื้นที่ให้นักการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แลกเปลี่ยนปัญหาและหาทางออกร่วมกัน เพื่อลดความรุนแรงและส่งเสริมให้เกิดสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2559 โรงแรมอิมพีเรียล นราธิวาส

การพูดคุยเดินหน้าต่อเมื่อ OIC พบกับ MARA

นักการเมืองที่ร่วมประชุมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีเลขาธิการขององค์กรความร่วมมืออิสลาม (OIC) ได้มาพบกับ ตัวแทนองค์กร MARA และตัวแทนภาคประชาสังคม ที่กัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 10 มกราคม 2559 และพบกับนายกรัฐมนตรีในวันที่ 12 มกราคม นั้น น่าเสียดายว่าไม่ได้มีการมาพบปะกับคนในพื้นที่ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การพูดคุยสันติภาพนั้น อยู่ในความสนใจขององค์กรระหว่างประเทศ และ OIC ก็แสดงความหวังว่าจะมีความคืบหน้าในการพูดคุยดังกล่าว

ในส่วนกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นที่ประชุมเห็นว่าเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ก่อความไม่สงบที่เรียกร้องการขอดินแดนคืน กับฝ่ายรัฐ ภาคประชาชนไม่ใช่คู่ขัดแย้ง หากเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งหมายถึงสันติภาพนั่นเอง แต่คู่ขัดแย้งมีความเข้าใจในเรื่องสันติภาพที่อาจต่างไปจากของภาคประชาชน และให้ความสำคัญแก่เป้าหมายของฝ่ายตนเป็นหลัก

ที่ประชุมเห็นด้วยกับการที่ประธานคณะผู้เจรจาได้มาพบกับภาคประชาชนในวันที่ 8 มกราคม 2559 แต่มีข้อสังเกตว่า ในครั้งต่อไปที่จะมีการพบปะพูดคุยกันอีกนั้น ควรให้เวลาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพิ่มเวลาที่ฝ่ายประชาชนจะได้เสนอความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง อนึ่ง สถานที่ที่จะจัดการพูดคุยนั้น ควรใช้สถานที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ของฝ่ายความมั่นคง เพื่อเปิดโอกาสการเสนอความเห็นที่ต่างจากฝ่ายความมั่นคงได้อย่างสะดวกใจยิ่งขึ้น

วงสานเสวนาระหว่างนักการเมืองจังหวัดชายแดนจึงมีข้อเสนอว่ารัฐบาลในเวลานี้ต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แก่ภาคประชาชน และให้นิยามในทางที่เป็นบวกแก่การเมือง และมีทัศนคติต่อนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมา

ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้และสร้างพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน

ที่ประชุมชื่นชมในความพยายามของกลุ่มลูกเหรียง ร่วมกับชุมชนและฝ่ายความมั่นคง ที่จะทำให้ 4 ตำบล เป็นพื้นที่นำร่อง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ได้แก่ ต. ปุโรง อ. กรงปีนัง ต. บาโงยซิแน อ. ยะหา ต. ท่าสาป อ. เมือง และ ต. วังพญา อ. รามัน ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า พื้นที่ปลอดภัยควรเป็นเรื่องของการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่าย และเป็นความเห็นพ้องกัน โดยเน้นให้ทุกฝ่ายละเว้นความรุนแรง และลดการใช้อาวุธ

ในกรณีมีข่าวว่าฝ่ายความมั่นคงเลือกที่จะทำให้พื้นที่ 5 อำเภอเป็นพื้นที่ปลอดภัย ได้แก่ อ. บาเจาะ อ. เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส อ. หนองจิก จ.ปัตตานี อ. ยะหา จ.ยะลา และ อ. นาทวี จ.สงขลานั้น ที่ประชุมมีข้อสังเกตว่า บางพื้นที่ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น บางพื้นที่สันนิษฐานว่าฝ่ายผู้ก่อการขาดความเข้มแข็ง บางพื้นที่ฝ่ายความมั่นคงมีความเข้มแข็ง เป็นต้น ดังนั้น ในการวิเคราะห์ติดตามในเรื่องนี้ ควรจะมีการแยกแยะให้ชัดถึงเหตุปัจจัยที่เอื้อต่อความปลอดภัยในพื้นที่

ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อสังเกตว่า จำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี พ.ศ. 2558 ดังนั้น น่าจะมีการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ให้ไปสู่งานพัฒนาและประโยชน์สุขของพลเมืองมากขึ้น และถ้าสถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ควรปรับลดงบประมาณ ไม่ใช่เพิ่มงบประมาณหรือขยายการดำเนินงานไปสู่จังหวัดสตูลและสงขลา ซึ่งมีความสงบอยู่แล้ว

เรียกร้องทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน

ที่ประชุมได้พิจารณาสถิติจากการรวบรวมของระบบข้อมูลเพื่อสันติภาพ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้พบว่า ในปี พ.ศ. 2558 มีเหตุการณ์ความไม่สงบ 674 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 246 ราย บาดเจ็บ 544 คน ในบรรดาผู้เสียชีวิต มี 66% ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ (soft target) ในบรรดาผู้บาดเจ็บ มีเป้าหมายอ่อนแอ 49%

จากสถิติพบว่าในปี พ.ศ. 2558 มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 13 คน และมีนักเรียนนักศึกษาเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 7 คน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า เด็กและเยาวชนต้องไม่เป็นเป้าหมายของความรุนแรง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และทุกฝ่ายควรถือความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนให้มีความสำคัญในลำดับก่อน

ที่ประชุมมีความเห็นว่า เท่าที่ทำได้ ควรมีการจำแนกสถิติว่าเหตุการณ์ใดเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ และเหตุการณ์ใดมีสาเหตุอื่น

ในพื้นที่ยังมีการคุกคาม ละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ในการแลกเปลี่ยนปัญหาและหาทางออกร่วมกัน นักการเมืองในพื้นที่เห็นว่ายังมีปัญหาที่สำคัญที่ก่อผลกระทบต่อคนในพื้นที่ ได้แก่การคุกคามและละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะต่อเยาวชน โดยอ้างว่าจัดอยู่ในพวกผู้ต้องสงสัยนั้น ที่ประชุมเสนอแนะว่าควรมีการรวบรวมสถิติในเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในปัญหา และลดการคุกคามดังกล่าวลง

ทั้งนี้ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงนั้น ขอให้รัฐพิจารณาให้ครบถ้วนและอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะกรณีที่สันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ควรดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังร่วมพิจารณารายงานของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ระบุว่า 5 จังหวัดที่มีความก้าวหน้าน้อยที่สุดได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก ส่วนจังหวัดที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด ได้แก่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ นนทบุรี สงขลา และพระนครศรีอยุธยานั้น ที่ประชุมเห็นว่า สิบกว่าปีที่รัฐบาลทุมเทงบประมาณมาพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่เห็นผลความคืบหน้า และย้ำความคิดที่ว่า นิยามของจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรรวมจังหวัดสงขลาที่มีความสงบและมีการพัฒนาที่ก้าวหน้าแล้ว ยกเว้น 4 อำเภอที่ยังนับเป็นพื้นที่ที่ยังมีความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบอยู่