'จรัญ มะลูลีม' มอง 'มาร่าฯ-มาเลย์-OIC-ไทย' ในกระบวนการสันติภาพ

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม วิเคราะห์กรณีเลขาธิการ OIC พบมาร่าปาตานีและนายกรัฐมนตรีไทย เพราะต้องสนใจในฐานะที่มีมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศ ชี้ความสำเร็จของกระบวนการสันติภาพขึ้นอยู่กับความจริงใจและเปิดเผย ระบุตอนนี้มาร่าปาตานีมีเครดิตสูง แต่โจทย์คือไทยดูแลมุสลิมภาคใต้อย่างไร ด้าน ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผอ.สถาบันสมุทรรัฐฯ ชี้ OIC มองความเป็นประชาชาติมุสลิมมากกว่ารัฐ ไม่ควรมองเป็นการยกระดับสู่สากล

การเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียและไทยของนายอิยาด อามีน มาดานี เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC ระหว่าง 9 - 12 มกราคม 2559 เป็นที่สนใจของผู้ติดตามกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานีอย่างมาก เพราะเขาได้พบปะกับกลุ่มมาร่าปาตานี (MARA Patani) และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ก่อนจะไปเยี่ยม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่กรุงเทพมหานคร โดยมีประเด็นในการหารือคือเรื่องกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

ในโอกาสนี้โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้มีโอกาสสัมภาษณ์ ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง OIC และยังเคยเข้าร่วมประชุมกับ OIC ด้วยหลายครั้ง และ ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่อกรณีดังกล่าว ทั้ง 2 คนจะมีมุมมองอย่างไรติดตามอ่านได้ดังนี้

jaran

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม

.ดร.จรัญ มะลูลีม : OICเน้นสันติ ไม่หนุนแบ่งแยกดินแดน

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม กล่าวว่า หนึ่งในกฎบัตรของ OIC คือเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และในอิสลามก็เน้นสันติเหมือนกัน OIC เน้นมาตลอดก็คือ 1.ไม่สนับสนุนให้มีการแบ่งแยกดินแดน 2.สนับสนุนให้มุสลิมมีเศรษฐกิจดี มีการศึกษาดี

“ในสมัยนายซาเยส กัสเซม อัล มัสรี่ ซึ่งเป็นทูตพิเศษของOIC ได้มาตรวจสอบคดีตากใบ และเคยมาถึง 2 ครั้ง แล้วก็กลับไปประชุมกับOICหลายครั้ง ก็พบว่าOICไม่สนับสนุนความแตกแยกหรือความรุนแรง แต่เป็นไปได้ที่OIC จะใช้วิธีการของตัวเอง เช่น ไปคุยกับกลุ่มขบวนการที่จะเข้าร่วมพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลไทย”

ศ.ดร.จรัญ กล่าวต่อว่า ก่อนที่ไทยจะได้เป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ของOIC ในการประชุมทุกครั้งของOIC มีการเชิญตัวแทนกลุ่ม PULO เข้าร่วมประชุมด้วย ในสมัยที่ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ

แต่เนื่องจากกฎบัตรของ OIC ที่ชี้ชัดว่าต้องช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในประเทศไทยก็มีจำนวนมาก เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย ซึ่งOICก็เหมือนหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นๆ แต่มีหน้าที่ช่วยเหลือมุสลิม เน้นสันติ เน้นให้อยู่ร่วมกันได้ในประเทศที่มีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อย ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอต่างๆ ด้วย

ตัวอย่างเช่น OIC เคยเสนอให้ทบทวนการตั้งด่านทหารหรือจุดตรวจที่สะบ้าย้อย จะนะ นาทวี เทพา จ.สงขลา เพราะมองว่าการมีด่านตรวจเยอะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้น OIC ยังส่งเสริมในเรื่องของศึกษาด้วย

ควรมองการมาของ OIC ให้เป็นประโยชน์

“การมาของ OIC ควรมองให้เป็นประโยชน์ เพราะเราสามารถเข้าถึงตลาดของ OIC ได้เพื่อช่วยเศรษฐกิจของเราในปัจจุบัน เช่น สินค้าฮาลาลที่จะสามารถช่วยพัฒนาประเทศได้เยอะ และการเป็นสมาชิก OIC ก็มีผลประโยชน์หลายอย่าง เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลามของ OICที่สนับสนุนทุนการศึกษาต่อให้นักศึกษามุสลิมมาแล้วมากมาย” ศ.ดร.จรัญ กล่าว

ศ.ดร.จรัญ กล่าวอีกว่า การเป็นผู้สังเกตการณ์ของ OIC เป็นได้ในกรณีที่เป็นชนกลุ่มน้อยโดยผ่านเสียงโหวต 2 ใน 3 ของประเทศสมาชิกเช่นประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงแม้ประเทศนั้นมีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยแต่ถ้ามีผู้นำประเทศเป็นมุสลิมก็สามารถเป็นประเทศสมาชิกOICได้ เช่น ประเทศอูกันดาที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์แต่มีผู้นำเป็นมุสลิมจึงได้เป็นสมาชิก OIC

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา OIC มีการแก้ไขปรับปรุงกฎบัตรอยู่เรื่อยๆ ครั้งล่าสุดที่แก้ไขคือปี 2008

OIC มีผลงานทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว

ศ.ดร.จรัญ กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จของ OIC ที่ผ่านมามีหลายอย่าง เช่น สนับสนุนวัฒนธรรม ส่งเสริมให้มุสลิมได้รับการศึกษามากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ แต่ก็ไม่ได้สำเร็จไปทั้งหมด เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าปัญหาของประเทศมุสลิมเอง OIC ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เช่น สงครามระหว่างอิรักกับอิหร่าน สงครามระหว่างคูเวตกับอิรัก ล่าสุดคือความขัดแย้งในประเทศซีเรียก็แก้ปัญหาไม่สำเร็จ

“แต่โดยทั่วไป OIC เป็นเสมือนปากเสียงของมุสลิม เพราะว่าเป็นองค์ของมุสลิมที่ใหญ่และดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ศ.ดร.จรัญ กล่าว

OIC กับสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี

ศ.ดร.จรัญ กล่าวว่า สิ่งที่คนไทยสนใจก็คือการที่ OIC ไปพูดคุยกับกลุ่มมาร่าปาตานี (MARA Patani) เท่าที่สังเกตเห็นว่าการพูดคุยไม่มีปัญหาใดๆ แต่พูดคุยกันอย่างไรนั้นตนไม่อาจทราบได้ แต่หากจะพูดว่าการเจรจาสันติภาพก้าวหน้าต่อเนื่องก็สามารถพูดได้ เพราะการเจรจาสันติภาพไม่มีรูปแบบตายตัว เช่น อิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่คุยกันได้ก็เป็นการคุยอย่างลับๆ โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์เป็นคนกลาง หากการพูดคุยถูกเปิดเผยก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ทันที

“อย่างกรณีจังหวัดชายแดนใต้เมื่อมีข้อเสนอจากฝ่ายที่พูดคุยสันติภาพกับรัฐไทยก็มีข้อวิจารณ์ต่างๆ ออกมาว่าขัดรัฐธรรมของไทยหรือไม่ยอมรับการพูดคุยตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งต่างจากที่อาเจะห์(ประเทศอินโดนีเซีย)ที่การพูดคุยเป็นไปอย่างเปิดเผยและมีคนอื่นหรือองค์กรต่างๆ เข้าร่วม หรือกรณีมินดาเนา(ประเทศฟิลิปปินส์)ก็มีหลายกลุ่มที่เข้าร่วม หลังจากขัดแย้งกันมายาวนานถึง 40 ปี สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จได้”

ตัวอย่างความสำเร็จคือต้องจริงใจและเปิดเผย

ศ.ดร.จรัญ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นคือเราจะเอาโมเดลไหนเป็นแบบอย่าง เช่น เรายอมรับให้ประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก แต่ไม่ยอมให้มีส่วนร่วมในการเจรจา ในขณะคู่เจรจากับรัฐบาลไทยอาจจะรู้สึกขาดที่พึ่ง อย่างน้อยถ้าเจรจาเสร็จ คู่เจรจาก็จะได้คุยกับประเทศที่เข้ามามีส่วนร่วมได้บ้าง กระบวนการสันติภาพก็จะประสบความสำเร็จได้

ศ.ดร.จรัญ ยกตัวอย่างว่า ความสำเร็จของกระบวนการสันติภาพมินดาเนาก็มีมาเลเซีย สหภาพยุโรป ซาอุดีอาระเบียและอีกหลายฝ่ายเข้าร่วม ซึ่งมีการเปิดเผยบนฐานของความจริงใจ จึงทำให้ค่อยๆ แก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานถึง 40 ปีได้สำเร็จ

ตอนนี้หลายฝ่ายให้การยอมรับมาร่าปาตานี

“ผมเห็นว่าว่ากลุ่มมาร่าปาตานี เป็นกลุ่มที่คนให้การยอมรับสูงในขณะนี้ เพราะก่อนหน้านี้หลายครั้งที่มีการพูดคุยกันมักจะโดนวิจารณ์ว่าเป็นการพูดคุยกับกลุ่มที่ไม่มีส่วนร่วมหรือไม่มีบทบาทจริงๆ ในพื้นที่” ศ.ดร.จรัญ กล่าว

ศ.ดร.จรัญ กล่าวว่า มาร่าปาตานี คือกลุ่มที่ฟังความเห็นของคนอื่น บางครั้งก็โทรศัพท์ไปพูดคุย บางครั้งก็เชิญไปพุดคุย เพราะฉะนั้นมาร่าปาตานีน่าจะถูกจริตกับการจะพูดคุยด้วย ทำให้ได้รับการยอมรับ ซึ่ง OIC เองก็คงรู้ได้ถึงเรื่องนี้จึงไปพูดคุยด้วย

“ก่อนหน้านี้ OIC ก็เคยไปพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ในกัวลาลัมเปอร์มาแล้ว ดูภายนอก OIC เป็นเสมือนนักการทูตแต่ขณะเดียวกันก็เข้าถึงหรือไปพูดคุยโดยตรงกับขบวนการต่อสู้กับรัฐไทย พอเวลามาเมืองไทยเขาก็บอกว่าดีใจที่รัฐบาลไทยมาถูกทางแล้ว OIC ยืนยันว่ามาประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของมุสลิม”

ประเทศไทยจะดูแลมุสลิมภาคใต้อย่างไร

ศ.ดร.จรัญ เล่าด้วยว่า จากประสบการณ์ที่เคยไปร่วมประชุม OIC ทุกครั้งที่มีการประชุมจะมีคนของขบวนการเอาเอกสารไปวางไว้ บางครั้ง OIC มาคุยกับเราก่อนแล้วว่าจะคุยประเด็นอะไรบ้าง แต่เมื่อถึงเวลากลับเปลี่ยนไปพูดประเด็นอื่น เพราะมีบางกลุ่มจากในพื้นที่เอาข้อมูลใหม่ไปยื่นให้ก่อนประชุม บางครั้งเจ้าหน้าที่ไปดึงเอกสารออกมาก็มี

ศ.ดร.จรัญ กล่าวว่า ขบวนการต่อสู้จริงๆ เขาก็คงเหนื่อยบ้างแล้ว เพราะใช้เวลามายาวนานและไม่มีผลงานที่ออกมาอย่างชัดเจน แต่ถ้ามีข้อเสนอดีๆ ให้เขา เช่น ให้เขาอยู่อย่างมีความสุข มีสิทธิเท่าเทียมกันก็น่าจะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ดีขึ้นได้ แต่ตนก็ไม่ทราบว่าตอนนี้กระบวนการเจรจามีความคืบหน้าเพียงใด

“กฎบัตร OIC มี 2 อย่าง คือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหาภายในของประเทศอื่นๆ ขณะเดียวกันต้องเข้าไปส่งเสริมชนกลุ่มน้อยให้มีสภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นเขาจะเน้นมากในกรณีปาเลสไตน์กับแคชเมียร์ และในประเทศไทยเองก็มีมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากเช่นกัน ซึ่ง OIC เคยกล่าวไว้ว่า การที่ประเทศไทยจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโลกอาหรับขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยดูแลคนมุสลิมภาคใต้อย่างไร” ศ.ดร.จรัญ กล่าวทิ้งท้าย

 

samart

ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ

ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ : OIC ต้องสนใจมุสลิมในไทย

ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ กล่าวว่า OIC เป็นองค์กรของมุสลิมที่ต้องช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยที่เป็นมุสลิมตามกฎบัตรของ OIC แต่ถามว่า การมาเยือนครั้งนี้จะมีผลมากน้อยเพียงใดนั้น คิดว่าทำให้สะเทือนวงการสันติภาพอยู่พอสมควร เพราะ OIC มายุ่งเกี่ยวด้วยย่อมดีกว่าไม่มาสนใจเลย

“การเข้ามาของ OIC ครั้งนี้ ถือเป็นพันธรกิจหนึ่งเนื่องจากพื้นที่นี้มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เพราะฉะนั้น OIC ต้องให้ความสนใจ”

ผศ.ดร.สามารถ กล่าวต่อไปว่า แม้ส่งผลสะเทือนอยู่ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลลัพธ์ต่อตัวกระบวนการสันติภาพมากนัก เพราะ OIC จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่า OIC ให้ความสำคัญกับพื้นที่แห่งนี้ ไม่ได้ทอดทิ้งชุมชนมุสลิมในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม

เป็นการยกระดับการเจรจาสู่สากลหรือไม่?

ผศ.ดร.สามารถ กล่าวว่า ตนไม่ถือว่าเป็นการยกระดับสู่สากล คนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจะไม่มองว่าเป็นการยกระดับสู่สากล เพราะ OIC เน้นความเป็นประชาชาติเป็นหลักในการดำเนินงาน เพราะที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติมุสลิม ใครจะมองอย่างไรก็มองได้ รัฐบาลไทยเองก็ควรมองถึงความเป็นประชาคมหรือประชาชาติมุสลิมด้วย

“แต่OIC ก็มีขอบเขตหรือบรรทัดฐานของตนเอง คือจะไม่แทรกแซงจนทำให้เกิดความปั่นป่วนต่อประเทศนั้นๆ แต่หากมองว่าเป็นการยกระดับเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าอาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะ OIC เข้ามาเพื่อจะพัฒนา หากOICไม่สนใจเลยก็ถือว่าบกพร่องต่ออามานะห์(ความรับผิดชอบ)ที่จะต้องดูแลมุสลิม แต่ไม่ได้ยกระดับให้ยิ่งใหญ่ในระดับสากล” ผศ.ดร.สามารถ กล่าว

มองความเป็นประชาชาติหมายความว่าอย่างไร?

ผศ.ดร.สามารถ กล่าวว่า คือมองที่คน ไม่ได้มองที่ตัวรัฐ เพราะถ้ามองที่ตัวรัฐก็จะต้องสร้างความเข้าใจให้กับรัฐ แต่หากในรัฐนั้นมีตัวแสดงที่เข้าใจมุสลิมหรือมีผู้มีอำนาจที่เป็นมุสลิม เช่น มีรัฐมนตรีมุสลิม หรือมีมุสลิมที่มีอำนาจในรัฐบาล เช่น ประเทศไทยเคยมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรี หรือนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นรัฐมนตรีก็สามารถเชื่อมโยงกับมุสลิมได้เลย และยังมีศักยภาพมากพอที่จะเข้าไปนั่งในเวทีระดับนานาชาติได้ จึงสามารถนำประเทศเข้าไปเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ หรือมีโอกาสเป็นประเทศสมาชิก OIC ได้ด้วยซ้ำ หากมีผู้นำประเทศเป็นมุสลิม

“หากในรัฐบาลมีคณะบริหารที่เป็นมุสลิมและเข้าใจมุสลิม OIC ก็จะมีวิสัยทัศน์อีกแบบที่เกี่ยวข้องกับความเป็นประชาชาติ ตัวอย่างคือ หากไทยมีรัฐมนตรีที่เป็นมุสลิมทั้งที่ไทยไม่ได้เป็นประเทศมุสลิม รัฐมนตรีมุสลิมคนนั้นสามารถสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมุสลิมให้กับรัฐได้ ดังนั้นต้องแยกให้ออกระหว่างตัวตนของปัจเจกบุคคลกับตัวตนของรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าหากไม่มีมุสลิมอยู่ในคณะบริหารของประเทศไทยแล้ว OIC จะไม่ดูแลมุสลิม” ผศ.ดร.สามารถ กล่าว

อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง

OIC กับการพูดคุยสันติภาพภายใต้รัฐบาลทหาร

MARA Patani met OIC - a clarification

เบอร์นามา : มาเลเซียคือผู้อำนวยความสะดวกที่ดีสุดในการพูดคุยชายแดนใต้

เสียงจากพื้นที่“โอไอซี”ต้องมาฟังคนใน แนะให้หนุนประชาสังคมขับเคลื่อนสันติภาพ

เว็บทำเนียบรายงานเลขาฯ OIC ชมรัฐบาลไทยจริงใจแก้ปัญหาชายแดนใต้

โอไอซี คุยอะไรกับมาราปาตานีและภาคประชาสังคม

เลขาฯโอไอซีพบมาร่าปาตานี – “ศรีสมภพ”แนะ 2 บทบาทสร้างสรรค์ต่อสันติภาพ