เปิดตัวรายงานซ้อมทรมานชายแดนใต้ เผยส่งถึงมือคณะพูดคุยสันติภาพและกรรมการสิทธิฯ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และกลุ่มด้วยใจ เปิดรายงานรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นทางการ เผยเก็บข้อมูลกว่า 4 ปีและทำตามหลักวิชาการ ด้านเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันองค์กรสิทธิมนุษยชนต้องเป็นกลางโดยการนำเสนอข้อมูลทั้งสองด้านที่เกิดจากผู้ก่อเหตุความไม่สงบกระทำด้วย

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ห้องประชุมชั้น 3 ตึกสถาบันทดสอบภาษาอาหรับ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับ องค์กรเครือข่ายส่งเสริมสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) กลุ่มด้วยใจ จัดงาน เปิดตัว “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย้ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมประมาณ 200 คน

รายงานดังกล่าวเป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์ของผู้เสียหายจากการทรมานทั้งสิ้นจำนวน 54 รายเกิดจากการทำงานของสามองค์กรคือมูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) และกลุ่มด้วยใจโดยใช้แบบสอบถามตามหลักการสากลที่เรียกว่า “Istanbul Protocol” ที่เป็นคู่มือสืบสวนสอบสวนและบันทึกข้อมูลหลักฐานกรณีการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อเหยื่อการทรมานแห่งสหประชาชาติ (United Nation Fund for Victims of Torture)

เก็บข้อมูลมากกว่า 4 ปี และส่งถึงมือหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพแล้ว

เมื่อปี 2555-2557 ทางคณะทำงานฯ ได้เคยจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทรมานฯ ได้ทั้งสิ้นจำนวน 92 กรณีและได้จัดทำรายงานภาษาอังกฤษ โดยไม่มีการเผยแพร่รายงานเป็นภาษาไทยต่อสาธารณะ นำเสนอต่อคณะทำงานต่อต้านการทรมาน องค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนเมษายน 2557 ซึ่งทางองค์การสหประชาชาติก็ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยให้แก้ไขและป้องกันไม่ให้มีการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมโดยเจ้าหน้าที่อีก แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด  โดยมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวมากขึ้นในช่วงปี 2557-2558 และเรื่องร้องเรียนล่าสุดคือการเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของนายอับดุลลายิบ ดอเลาะเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2558

ในปี 2557-2558 คณะทำงานฯ ได้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ได้ทั้งสิ้น 54 กรณี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2558 จำนวน 15 กรณี ปี 2557 จำนวน 17 กรณี อีก 22 กรณีเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี 2547-2556  ผู้เสียหายทั้งหมดเป็นคนมุสลิมสัญชาติไทยเชื้อสายมลายู

ทั้งนี้วันที่ 8 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ได้มีการส่งรายงานนี้ให้ พลโทอักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ซึ่งได้รับมอบหมายโดยตรงจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลโทวิวรรธน์ ปฐมภาคย์  แม่ทัพภาคที่ 4 รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ปัจจุบันยังไม่ทราบความคืบหน้าของการตรวจสอบแต่อย่างใด

เป็นรายงานเชิงวิชาการและกรรมการสิทธิมนุษยชนจะใช้ทำงานในพื้นที่

ผศ.ชิดชนก ราฮิมมูลา คณบดีรัฐศาสตร์ กล่าวระหว่างเปิดการเสวนาว่า ตนเคยเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยไปเยี่ยมผู้ถูกซ้อมทรมาน บางครั้งทำให้รู้สึกอึดอัดกับเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากเมื่อได้รับฟังจากผู้ที่ถูกซ้อมทรมานเรารู้สึกอินไปมัน แต่เมื่อมีพูดคุยกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกลับบอกว่าไม่ได้เป็นความจริง ยกเว้นบางกรณีเท่านั้นถูกดำเนินคดี แต่ก็มีจำนวนน้อย

“ดิฉันเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่เป็นคนดี เคารพกฎหมาย เพียงแต่มีเจ้าหน้าที่ส่วนน้อยเท่านั้น ที่ต้องการให้งานสำเร็จอย่างรวดเร็ว เลยกระทำอะไรบางอย่างออกไป แต่ส่งผกระทบต่อภาพใหญ่ของงานด้านความมั่นคงในพื้นที่” ผศ.ชิดชนก กล่าว

ผศ.ชิดชนก กล่าวอีกว่า ทางคณะรัฐศาสตร์เคยจัดเวทีเสวนาเรื่องซ้อมทรมานหลายครั้ง และทุกครั้งที่จัดคนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่คือคนที่ไม่ต้องการความรุนแรง แต่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิกับผู้ที่กระทำความรุนแรงไม่ได้มาเข้า เลยไม่รู้ว่าจะมีพลังอะไรที่จะไปกดดันให้ยุติการละเมิดสิทธิ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยมีการจัดการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจละเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ที่เข้าอบรมคือเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ เลยทำให้ปัญหาวนอยู่อย่างนี้

“คิดว่าหากเป็นสมัยก่อนเป็นไปได้ยากมากที่จะให้เห็นรายงานลักษณะอย่างนี้ออกสู่สาธารณะ เนื่องจากไม่มีใครกล้าที่จะให้สัมภาษณ์ นอกจากนี้เป็นงานฉบับนี้เป็นงานทำงานอย่างละเอียดและเป็นงานเชิงวิชาการน่าเชื่อถือมาก เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประธานอนุกรรมการ บอกว่าอาจจะนำรายงานฉบับนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานในพื้นที่ต่อไป” ผศ.ชิดชนก กล่าว

ทนายแนะติดกล้องวงจรปิดในศูนย์ซักถาม

นายอาดีลัน อาลีอิสเฮาะ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา กล่าวว่า รายงานฉบับนี้เป็นรายงานเชิงวิชาการฉบับแรกในรอบ 12 ปี มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ สามารถอ้างอิงในเชิงวิชาการได้ แต่ก่อนเมื่อพูดถึงการซ้อมทรมานไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อนำมาเป็นข้ออ้างอิงได้ ดังนั้นรายงานฉบับนี้สามารถอ้างอิงที่เกี่ยวกับซ้อมทรามานในอนาคตได้ อยากให้หน่วยงานรัฐอย่างพึ่งปฏิเสธ ขอให้มีการตรวจสอบกันก่อน หรือมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีความอิสระมาตรวจสอบในเรื่องนี้ ที่สำคัญอยากให้รายงานฉบับนี้ออกมาปีละ 1 ฉบับ เพื่อประเมินสถานการณ์การซ้อมทรมานในพื้นที่

“เพื่อแก้ปัญหาการซ้อมทรมาน รัฐต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดในสถานที่ควบคุมตัวผู้สงสัย เพราะหากผู้ต้องสงสัยร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมาน รัฐก็สามารถพิสูจน์ด้วยการเปิดกล้องวงจรปิดให้ประชาชนรับรู้” นายอาดีลัน กล่าว

นายอาดีลัน กล่าวด้วยว่า มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมพบว่าศูนย์ซักถามบางแห่งมีเรื่องข้อร้องเรียนการซ้อมทรมานน้อยลง โดยเฉพาะ ศูนย์พิทักษ์สันติศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ (ศชต.)  แต่ศูนย์ซักถามของเจ้าหน้าที่ทหารยังมีประชาชนมาร้องเรียนว่ายังมีการซ้อมทรมานอยู่

นายอาดีลัน กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดีมีหน่วยงานรับข้อเรียกร้องมากขึ้น ไม่เฉพาะองค์กรภาคประชาสังคมเท่านั้น ประชาชนในพื้นที่สามารถร้องเรียนได้หลายหน่วยงาน เช่น ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4สน.) เพียงแค่หน่วยงานเหล่านี้ทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น

คนทำงานเก็บข้อมูลชี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกทั้งโดนข่มขู่

นางสาวนูรฮายาตี สาเมาะ เจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) กล่าวว่าตั้งแต่ HAP ก่อตั้งปี 2556 เป็นต้นมา มีการเก็บข้อมูลผู้ที่ถูกซ้อมทรมานจำนวน 70 คน ข้อมูลอยู่ในรายงานฉบับนี้ การเก็บข้อมูลจากบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องสร้างความไว้วางใจว่าเขาให้ข้อมูลแล้วเขาจะปลอดภัย บางคนต้องสร้างความไว้วางใจกว่า 2 ปี บางคนระหว่างให้สัมภาษณ์ร้องให้ตลอดเวลา บางคนต้องนอนระหว่างให้การสัมภาษณ์ เนื่องจากเจ็บข้างหลังจากการถูกซ้อม บางคนไม่เคยจากบ้านเป็นปี ขณะเดียวกันคนที่ทำงาน HAP เองโดนข่มขู่ทางโทรศัพท์ หรือติดตามโดยตลอดจนต้องย้ายสำนักงานถึง 3 ครั้ง ในรอบ 3 ปี 

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CRCF) กล่าวว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ไม่ได้ทำงานเพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิจากหน่วยงานรัฐเท่านั้น ยังจัดเวทีและรวบรวมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เป็นหนังสื่อเล่มหนึ่งเพื่อสื่อสารกับทุกฝ่ายว่าไม่อยากให้เกิดความรุนแรงเพราะความรุนรงส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่

น.อ.หญิงศรินทร สุวรรณพงศ์ รองหัวหน้าแผนกภาคประชาสังคมศูนย์สันติวิธีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค  4 สน.) กล่าวว่า เป้าหมายขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกันคือต้องการสร้างสันติสุขในพื้นที่ เพียงแต่รูปแบบของการทำงานมีความแตกต่างกัน คิดว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ต้องมีความเป็นกลาง โดยการเอาข้อมูลของผู้ที่ถูกการละเมิลสิทธิของทั้ง 2 ฝ่าย  โดยเฉพาะข้อมูลของผู้ที่ได้ผลกระทบจากการกระทำของผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่มาใส่รายงานฉบับนี้เพราะความรุนแรงในพื้นที่มีผู้สูญเสียจากทั้ง 2 ฝ่าย