20 อันดับบล็อกยอดนิยมในปี 2558

พื้นที่ "ไดอะบล็อก" ในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้เปิดให้เป็นเวทีและพื้นที่กลางเพื่อให้เป็นบทสนทนาจากแง่มุมของผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานีผ่านงานของ "บล็อกเกอร์" ที่มีภูมิหลังและความคิดอันหลากหลาย ทั้งที่เป็นงานเขียน คลิปวิดีโอ ภาพถ่าย และสื่อชนิดต่างๆ โดยวางอยู่บนหลักการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียน

ปีนี้กองบรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ได้ประมวลสถิติ 20 อันดับบล็อกที่มียอดคนอ่านมากที่สุดโดยแยกคำนวณเป็นสองภาษาคือ สิบอันดับภาษาไทย และสิบอันดับภาษาต่างประเทศ แล้วมาเรียงลำดับ 20 อันดับตามจำนวนคนอ่านอีกครั้งโดยปีนี้บล็อกเกอร์ที่ติดอันดับคนอ่านมากที่สุดเป็นบล็อกของ  Abu Hafez Al-Hakim ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในแกนนำของมาราปาตานี ในขณะที่ South Peace ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าก็ติดอันดับเช่นเดียวกัน ทั้งนี้บล็อกที่ติดอันดับส่วนใหญ่เป็นภาษาต่างประเทศ ส่วนเสียงของภาคประชาชนตกเป็นบล็อกของฐาปนีย์ เอียดศรีไช นักข่าวจากสามมิติของช่อง 3 และบล็อกเกอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

ถ้าไล่ดูตามลำดับของยอดผู้ที่คลิกอ่านแล้ว น่าจะเห็นแนวโน้มบางอย่างที่น่าสนใจ

อันดับที่ 1

บล็อกที่มีคนคลิกเข้าไปอ่านมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งเป็นงานเขียนในบล็อกของ Abu Hafez Al-Hakim ในบทความภาษาอังกฤษซึ่งมีชื่อว่า  “WALKING THE PATH OF PEACE - Phase 2” มีจำนวนคนคลิกอ่าน 18,677 ครั้ง บทความชิ้นนี้มีเวอร์ชั่นภาษามลายูคือ MENITI JALAN DAMAI - fasa 2เนื้อหาของบทความเป็นถ้อยแถลงในการกล่าวปาฐกถาของผู้เขียนในวันสื่อทางเลือกเมื่อปีที่แล้ว (28 กุมภาพันธ์ 2558) ในการกล่าวครั้งนี้เขาได้กล่าวผ่านคลิปวิดีโอลิงค์ ซึ่งใจความสำคัญในการนำเสนอประมาณสิบห้านาทีนั้น จะโฟกัสไปยังประเด็นความคาดหวังของทุกฝ่ายที่มีต่อกระบวนการสันติภาพที่ได้ริเริ่มขึ้นในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งต่อมาถูกโค่นอำนาจลงโดยกองทัพด้วยเหตุผลทางการเมือง อันเป็นผลทำให้การพูดคุยที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นต้องหยุดชะงักลง บวกกับท่าทีของฝ่ายขบวนการเอง ที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลอย่างกะทันหัน โดยที่อุสตาส ฮาซัน ตอยิบ ถูกเปลี่ยนตัวจากหัวหน้าพูดคุยโดยมติจากขบวนการเอง อย่างไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด คลิปนี้ยังมีการเน้นย้ำถึงข้อเรียกร้องของขบวนการที่ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐไทย คือ ประเด็นการเรียกร้องเพื่อให้กระบวนการสันติภาพปาตานีเป็นวาระแห่งชาติที่ผ่านการรับรองของรัฐสภาไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่มีต่อกระบวนการพูดคุยที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

อันดับที่ 2

ยังคงเป็นบทความของ Abu Hafez Al-Hakim ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษในบทความที่ชื่อว่า  “JIRAPORN BUNNAG - Our Last Encounter” โดยมียอดคนคลิกอ่านคือ 17,461 ครั้ง ข้อเขียนชิ้นนี้ซึ่งเผยแพร่ในบล็อกของเขาครั้งแรกในวันที่ 19 มีนาคมโดยเป็นคำอุทิศให้แก่พี่แจ๋ จิราพร บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรรมการที่ปรึกษาสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ผู้ผลักดันยุทธศาสตร์สันติวิธีในภาครัฐมาโดยตลอด หลังจากเธอจากไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคมด้วยอาการที่ทรุดหนักจากโรงมะเร็ง ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นหลักฐานที่บันทึกการทำงานเพื่อสันติภาพของ “พี่แจ๋” ที่ผ่านมาจนถึงวาระสุดท้าย บทความชิ้นนี้ DSJ ได้แปลภาษาไทยชื่อว่า “อาบูฮาฟิซ อัล-ฮากีม: จิราพร บุนนาค – การพบกันครั้งสุดท้ายของเรา

อันดับที่ 3

เป็นบทความภาษามลายูของบล็อกเกอร์ที่ชื่อว่า Kuala Bekah Patani ชื่อบทความเรื่อง “HAKIKAT  PERDAMAIAN”  มียอดคนคลิกอ่าน 13,677 ครั้ง บทความชิ้นนี้พูดถึงสันติภาพที่แท้จริง โดยเขาได้อธิบายภาพของสันติภาพว่า สันติภาพไม่ใช่เป็นสภาพที่ปราศจากความรุนแรงที่เห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ต้องปราศจากความรุนแรงด้านวัฒนธรรม กล่าวคือเงื่อนไขสำคัญของสันติภาพนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัย และย้ำว่าให้มั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ หากแต่ทุกคนต้องมุ่งมั่นตั้งใจสร้างสันติภาพอันเป็นความใฝ่ฝันที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย

อันดับที่ 4

ยังคงเป็นบทความจากนอกรั้ว “ปาตานี” คือ “PENGISYTIHARAN SIDANG PEJUANG-PEJUANG PATANI” เขียนโดย Abu Hafez Al-Hakim เช่นกัน จำนวนผู้คลิกอ่าน 13,442 ครั้ง  บทความชิ้นนี้เป็นถ้อยแถลงจากคำประกาศของเหล่านักรบปาตานีในอดีต ที่ผู้เขียนได้เล่าย้อนความว่าเมื่อ 25 ปีที่แล้วที่ต่างมีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ขบวนการต่อสู้ ที่แบ่งเป็นหลายกลุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็น BRN, BIPP, GMP และ PULO เคยรวมตัวมาแล้วภายใต้ชื่อ BESSATU โดยมีข้อเรียกร้องทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งวิเคราะห์จุดมุ่งหมายที่แฝงด้วยนัยที่สำคัญ บทความนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดย DSJ ที่ “อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม : คำประกาศที่ประชุมกลุ่มต่อสู้เพื่อปาตานี

อันดับที่ 5

ขยับมาที่บทความที่เป็นภาษาไทยโดยอันดับแรกที่มีคนคลิกอ่านมากที่สุดเป็นของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ที่เขียนในบทความชื่อ “ทำไมข่าว 3 มิติทำข่าวภาพยนตร์อมีน!!!” มีคนอ่านมากถึง 13,139 ครั้ง โดยฐาปณีย์เขียนตอบคำถามตามชื่อบทความว่า เนื่องจากภาพยนตร์อมีนนี้เป็นภาพยนตร์แนวอิสลามศึกษาซึ่งไม่อยู่ในกระแสหลักของคนไทยทั่วไป เธอจึงได้เขียนสาเหตุที่เธอสนใจทำข่าวชิ้นนี้  แม้คนจะมองว่าเป็นข่าวบันเทิง แต่ในเมื่อภาพยนตร์นี้โปรโมตให้เป็น “ภาพยนตร์เทิดเกียรติศาสนทูตมูฮัมมัด"  และ "ภาพยนตร์ฮาลาล"  สิ่งเหล่านี้สามารถสื่อถึงข่าวสังคม ข่าวการเมือง ข่าวความมั่นคง ข่าวศาสนา ข่าวความขัดแย้ง และที่สำคัญเป็นสื่อสันติภาพ

อันดับที่ 6

กลับไปที่ภาษาต่างประเทศอีกครั้ง บทความชิ้นนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งวิเคราะห์เหตุการณ์ที่ทุ่งยางแดงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีคนคลิกอ่าน 13,041คน บทความชิ้นนี้ชื่อว่า “Thung Yang Daeng tragedy may affect the peace process” ของอาบูฮาฟิส เขาแสดงความกังวลว่าโศกนาฏกรรมที่บ้านโต๊ะชูด อำเภอทุ่งยางแดงอาจส่งผลกระทบต่อการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่รัฐบาลกำลังรื้อฟื้นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นในพื้นที่ดังกล่าว เหตุการณ์ยังเกิดอยู่ในช่วงการประกาศใช้ทุ่งยางแดงโมเดล ภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความรุนเกิดขึ้นแรงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งล้วนสวนทางกับนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล นั่นก็คือ มีการแจกอาวุธให้กับพลเรือนอย่างแพร่หลาย จนเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก ผู้เขียนยังได้เผยแพร่บทความดังกล่าวนี้ในเวอร์ชั่นภาษามลายูอีกด้วยคือ Tragedi Thung Yang Daeng  boleh jejaskan proses damai

อันดับที่ 7

ยังคงเป็นบทความของอาบูฮาฟิซ ในบทความที่ชื่อ  “WHAT IS MARA PATANI ?”  มียอดคนคลิกอ่าน 11,430 ครั้ง บทความชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกของเขาเป็นภาษามลายู ข้อสงสัยเกี่ยวกับองค์กรที่ชื่อว่ามาร่า ปาตานีนั้นเป็นที่ถกเถียงอย่างแพร่หลายและการปรากฎตัวขององค์กรร่มที่ว่านี้ยังถือเป็นพัฒนาการใหม่ของกระบวนการสันติภาพที่น่าสนใจ อาบูฮาฟิสจึงได้เขียนเผยที่มาของมาราปาตานี ซึ่งบทความชิ้นนี้กองบรรณาธิการได้แปลเป็นภาษาไทยด้วยเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ติดตามความเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่ง DSJ ได้แปลเอาไว้เป็นภาษาไทยที่ “อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม: MARA PATANI คืออะไร?

อันดับที่ 8

เป็นบทความภาษาอังกฤษชื่อว่า  “IO WAR: To snatch the Southern Border Provinces masses”   ซึ่งเป็นนักเขียนจากสำนักประชาสัมพันธ์และปฏิบัติการข่าวสารของ กอ.รมน. ในชื่อ SouthPeace มีคนคลิกอ่าน 10,855 ครั้ง บทความชิ้นนี้เขียนเกี่ยวกับปฏิบัติการข่าวสารที่โต้แย้งกับบทวิเคราะห์ของผู้สื่อข่าวอาวุโสท่านหนึ่งที่วิจารณ์การทำงานของ “เพจผี” ซึ่งบทความที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมาก ผู้เขียนที่ชื่อว่า “Mr. Abdul” ได้โต้แย้งกับบทความชิ้นนี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการขยายข่าวที่เน้นความแตกแยกในสังคมไทย บล็อกนี้จึงขอความกรุณาให้ทุกคนพิจารณาลักษณะข้อมูลให้ดีก่อนที่จะนำไปเผยแพร่

อันดับที่ 9

เป็นบทความภาษามลายูของ Pos Patani หรือสมาคมปาตานีโพ้นทะเล ในบทความชื่อเรื่อง “Hukum Perlindungan Hak Kanak-Kanak”  มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 9,120 โดยเขียนเกี่ยวกับ “สิทธิเด็ก” (Hak Kanak-kank) ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่สังคมต้องร่วมกันตระหนัก Pos Patani ได้อธิบายอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติอันประกอบด้วยบทบัญญัติ 54 ข้อโดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ หนึ่งว่าด้วยเรื่องสิทธิทางด้านการศึกษา สิทธิในกรณีเด็กที่อพยพ สิทธิเกี่ยวกับแรงงานเด็ก สิทธิเด็กในภาวะสงคราม กล่าวคือคู่กรณีไม่สามารถนำเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี บังคับให้เข้าร่วมขบวนการต่อสู้

อันดับที่ 10

อีกครั้งที่เป็นบทความของอาบูฮาฟิซในบทความเรื่อง “AWANG JABAT speaks” หรือ “เมื่ออาวัง ญาบะ พูด” มียอดคนคลิกอ่านจำนวน 9,012 ครั้ง บทความชิ้นนี้เป็นถ้อยแถลงของ อาวัง ญาบะ ประธานมาราปาตานี โดยได้กล่าวที่มาและวัตถุประสงค์ของมาราปาตานี และสาเหตุของการรวมตัวครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียกับความรุนแรงได้มีส่วนร่วม รวมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมกันไม่ว่าจะเป็นชาวมลายู พุทธ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเป้าหมายของมาราปาตานีที่หวังเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ปาตานีด้วยกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งผลของการเจรจาจะนำมาซึ่งการยุติการกดขี่และความเจ็บปวดของประชาชนปาตานีลง และจะยังเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับความมั่นคงของรัฐไทยที่มีอำนาจอธิปไตย ที่น่าสนใจคือประธานมาราปาตานีได้ประกาศถึงสามมิติแนวทางการต่อสู้ของมาราปาตานีอีกด้วย

อันดับที่ 11

เป็นบล็อกของ  People College ซึ่งเป็นองค์กรที่เปิดหลักสูตรสอนการจัดความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ในชื่อ “ความท้าทายของวิทยาลัยประชาชนกับการเปิดพื้นที่กลางเพื่อแสวงหาทางออกสู่สันติภาพปาตานี/ชายแดนภาคใต้ที่ยั่งยืน”  มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 8,072 ครั้ง บทความชิ้นนี้พูดถึงความพยายามในการเปิด “พื้นที่กลาง” ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญของวิทยาลัยประชาชน เพราะโดยภารกิจหลักคือจัดศึกษาอบรมในหลักสูตร อบรมระยะสั้นและระยะยาวให้กับองค์กรภาคประชาสังคมและภาคประชาชน ในประเด็นประชาธิปไตย และเงื่อนไขของพื้นที่กลางนี้คือ ความหลากหลายของคู่สนทนา โดยวิทยาลัยประชากรมีบุคลากรที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ

อันดับที่ 12

เป็นงานเขียนของบล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อว่า Patani Fakta dan Opini ในบทความชื่อ  “Ogos Ulang Tahun Kemerdekaan Bangsa Malaysia – Indonesia” มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 7,853 ครั้ง โดยผู้เขียนได้เปรียบเทียบประเทศที่ได้รับเอกราชกับประเทศที่กำลังต่อสู้ คือระหว่างประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซียที่ได้แล้วซึ่งเอกราชจากประเทศมหาอำนาจ ในขณะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยยังคงอยู่ในสถานการณ์ของการเข่นฆ่า 

อันดับที่ 13

กลับมาที่บล็อกของอาบูฮาฟิซอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คือคำประกาศอย่างเป็นทางการของ MARA Patani ที่เผยแพร่ในวันที่ หลังจากที่มีการประชุมครั้งใหญ่เพื่อรับรองการจัดตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการ อาบูฮาฟิซนำคำประกาศมาเผยแพร่ในบล็อกที่ชื่อ “PEMASYHURAN MARA PATANI/The Proclamation of MARA Patani มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 7,777 ครั้ง มีเนื้อหาตามต้นฉบับเดิมที่เป็นภาษามลายูและลงนามโดยอาแว ญาบะ ประธานสภา MARA Patani อาบูฮาฟิซยังได้แปลเอกสารดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย นับเป็นเอกสารชั้นต้นที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ

อันดับที่ 14

คือบทความที่ชื่อว่า “MENITI JALAN DAMAI - Fasa 2” ของอาบูฮาฟิซ เป็นบทความในภาษามลายูที่เป็นชิ้นเดียวกับเวอร์ชั่นในภาษาอังกฤษซึ่งติดอันดับหนึ่งที่มีผู้คลิกเข้ามาอ่านมากที่สุดในปี 2558 สำหรับบทความในเวอร์ชั่นภาษามลายูชชิ้นนี้มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 7,673 ครั้ง

อันดับที่ 15

เป็นบล็อกของ rungrawee หรือ รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช อดีตนักวิเคราะห์ของ International Crisis Group และอดีตบรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ในบทความชื่อ “Ending conflict in Thailand's Deep South” มีจำนวนคนคลิกอ่านทั้งหมด 7,508 ครั้ง โดยผู้เขียนยืนยันว่าวิธีการสู่การยุติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ต้องยอมรับมีแนวโน้มที่จะขยายออกไปจากการดำเนินการในรูปแบบเดิม โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ความรุนแรงที่ขยายพื้นที่ที่มุ่งเป้าไปที่พื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ  และมีความเป็นไปได้ว่ากรุงเทพมหานครก็ถือเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้ายที่จะขยายไปถึง เหตุการณ์เหล่านี้ รัฐบาลอาจจะนำเอายุทธการทางการทหารที่เกี่ยวกับการควบคุมข่าวสาร (IO) มาใช้ประโยชน์ในการล่าหาความจริง  ซึ่งยุทธการดังกล่าวจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อประเทศไทย ซึ่งรุ่งรวียืนยันว่าการแก้ปัญหาโดยการทหารนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่เธอสนับสนุนให้รัฐบาลสานต่อการพูดคุยสันติภาพกับ BRN หรือมาราปาตานี เพราะหากไม่อย่างนั้นกำลังทหารของฝ่ายขบวนการปลดปล่อยปาตานีจะเข้มแข็ง เมื่อนั้นก็ยากที่จะแก้ปัญหา

อันดับที่ 16

เป็นงานในบล็อกของ Chaiwat ซึ่งรวบรวมงานเขียนของของ อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บทความชิ้นนี้มีชื่อว่า “Je ne suis pas Charlie” มีจำนวนคนคลิกอ่านทั้งหมด 7,466 ครั้ง เป็นข้อเขียนที่สะท้อนจากเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2558 ที่ฝรั่งเศส ผู้เขียนชี้ว่าผลที่ตามมานั้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงความแตกร้าวของยุโรป และโลก ณ ตอนนี้ กำลังจะเผชิญภาวะการแข่งขันที่คนพร้อมจะสู้เพื่อความเชื่อของตนเอง ไม่ว่าจะยอมตายหรือฆ่าผู้อื่นก็ตาม บทความนี้จึงมีจุดประสงค์ที่จะโต้แย้งประโยคที่ว่า “Je suis Charlie เราคือชาร์ลี” ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนเองก็ชื่นชมยกย่องความเป็นหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อเหยื่อบริสุทธิ์ และหวังว่าการเปลี่ยนโศกนาฎกรรมครั้งนี้ให้เป็นพลังเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองในการต่อต้านความรุนแรง

อันดับที่ 17

Patani Fakta dan Opini ติดอันดับอีกครั้งในบทความที่ชื่อ “Kediktatoran Kudeta Thailand มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 7,203 ครั้ง ในงานเขียนชิ้นนี้ผู้เขียนได้วิพากษ์การทำรัฐประหารของรัฐบาลไทย ที่กลายเป็นที่สนอกสนใจของต่างประเทศ โดยไดอภิปรายถึงนิยามและความหมายของความเป็นเผด็จการอย่างเผ็ดร้อน ผู้เขียนเห็นว่ารัฐบาลทหารกำลังเดิมพันชีวิตตัวเอง ด้วยการพยายามขยายอาณาเขตแห่งความหวาดกลัวให้กับประชาชน รัฐบาลทหารไทยกำลังถอดแบบมาจากรัฐบาลทหารพม่า และยังได้ทิ้งท้ายด้วยว่า ในอนาคตข้างหน้ากระบวนการประชาธิปไตยจะเป็นเช่นไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพลังของทุกฝ่ายที่จะดำเนินการเช่นไรต่อไป

อันดับที่ 18

Tepuk sebelah tangan tidak akan berbunyi - catatan tentang sekatan laman PULO”  เป็นบทความของอาจารย์ฮาร่า ชินทาโร ในบล็อกของเขา Shintaro มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 7,005 บล็อกนี้ชินทาโร่ได้วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการพูดคุยสันติภาพภายใต้รัฐบาลที่ผ่านการรัฐประหารนั้นว่าควรให้สิทธิเสรีภาพทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น  แต่หลังจากที่ PULO ได้ตอบรับการพูดคุยและโพสต์ความเห็นในเว็บไซต์ของตน แต่ปรากฏว่าเว็บไซต์ดังกล่าวถูกปิด ชินทาโรจึงเห็นว่า กระบวนการพูดคุยไม่ควรปิดพื้นที่การแสดงความคิดเห็นมิเช่นนั้น เปรียบเทียบกับการปรบมือข้างเดียวย่อมไม่ได้ยิน

อันดับที่ 19

กลับมาที่บล็อกของ SouthPeace อีกครั้งในชื่อบทความ เมื่อ ‘นาวาวี ยะโก๊ะ’รับสารภาพเป็นแนวร่วม RKK กับคราบน้ำตาพ่อแม่ที่หลั่งริน มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 6,765 ครั้ง โดยผู้เขียนที่ชื่อ อสนียาพร นนทิพากร ที่แจกแจงว่า ‘RKK’ เป็นคำย่อที่คนไทยทั่วไปมักได้ยินจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่ง RKK เป็นหน่วยกองกำลังของฝ่าย BRN เมื่อมีประเด็นว่า RKK รับสารภาพจึงเป็นที่สนใจของผู้อ่านในโซเซียลมีเดีย  จากบล็อก SouthePeace ได้เขียนบันทึกข้อเท็จจริงของการปฏิบัติแนวร่วม RKK “นาวาวี ยะโก๊ะ” ที่อ้างว่ารับสารภาพเป็นแนวร่วม RKK จริง พร้อมทั้งประวัติการก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ และสืบสวนพบว่าปืนที่นาวาวีก่อเหตุนั้นได้ตรวจพบประวัติในสารบบของ ศพฐ.10 รวมทั้งหมด 4 คดี

อันดับที่ 20

เป็นบทกวีที่เขียนขึ้นโดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง นักเคลื่อนไหวสันติภาพคนสำคัญผู้ล่วงลับ งานชิ้นนี้เผยแพร่ในบล็อกของอาบูฮาฟิซ ในชื่อ  “MASYARAKAT PUJUD, Meniti masa....kelmarin, hari ini dan esok” มีจำนวนผู้คลิกอ่าน 6,504 ครั้ง เนื้อหาเล่าเรื่องความเป็นไปของผู้คนและสังคมในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต  อาบูฮาฟิซระบุไว้ว่าผู้เขียนได้ขอให้ตนช่วยแปลบทกวีชิ้นนี้จากภาษาไทยเป็นภาษามลายู และนำมาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อรำลึกถึงการจากไปของผู้เขียน