เครือข่าย คปส. กับการขับเคลื่อนเจตจำนงประชาชนมลายูมุสลิมปาตานีสู่สันติภาพ

คุยกับ “ตูแวดานียา ตูแวแมแง” แกนนำเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) เครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนเจตจำนงประชาชนมลายูมุสลิมปาตานีสู่สันติภาพ ผ่านเวทีสาธารณะ การรณรงค์และเป็นกระบอกเสียงประชาชน ชี้สันติภาพที่แท้จริงต้องมาจากเจตจำนงประชาชนปาตานี แต่ถ้าศักดิ์ศรีคนปาตานีไม่ถูกยอมรับอย่างอื่นก็แก้ไม่ได้

คปส.

ภาพจาก เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ - คปส.

แม้สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วง 12 ปีมีจำนวนมาก แต่ก็มีองค์กรภาคประชาสังคมเกิดขึ้นจำนวนมากด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการรวบข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) พบว่ามีกว่า 200 องค์กร หลายองค์กรรวมตัวเป็นเครือข่าย

“เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ” หรือ คปส.ก็เป็นเครือข่ายหนึ่งที่มีสมาชิกประมาณ 20 องค์กร โดยมี “ตูแวดานียา ตูแวแมแง” จากสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ LEMPAR (Lembaga Patani Raya untuk kedamaian dan pembangunan) เป็นแกนนำเครือข่าย

การเกิดขึ้นเครือข่ายนี้น่าสนใจ เพราะมุ่งหมายที่จะนำเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนมลายูมุสลิมปาตานีมาเป็นธงนำในการสร้างสันติภาพ อะไรคือเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนมลายูมุสลิมปาตานี และการขับเคลื่อนเครือข่ายตลอดช่วง 4 -5 ปีมานี้มีความก้าวหน้าอย่างไร “ตูแวดานียา ตูแวแมแง”จะอธิบายเรื่องนี้

ตูแวดานียา ตูแวแมแง

ตูแวดานียา ตูแวแมแง

การก่อเกิดเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ

ตูแวดานียา เล่าว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพมาจากการรณรงค์ในเชิงประเด็นต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาขององค์กรต่างๆ เช่น ในปี 2554 มีการรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษที่บังคับในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ กฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548) ที่ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ถูกละเมิดสิทธิ

ในปี 2556 ที่มีการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการBRN เรามีรณรงค์เรื่อง Satu Patani (หนึ่งปาตานี) เนื่องจากคิดว่ากระบวนการสันติภาพต้องมาจากเจตจำนงของประชาชนและประชาชนเท่านั้นต้องเป็นผู้กำหนดกระบวนการสันติภาพ

แต่เราคิดว่ากระบวนการสันติภาพในปี 2556 นั้นมีความก้าวหน้ามากกว่าความเข้าใจของประชาชน เพราะประชาชนยังไม่มีเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมืองและประชาธิปไตย ดังนั้นกระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้นจึงย้อนแย้งที่จะบอกว่าเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่ จึงรณรงค์ Satu Patani เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างกระบวนการสันติภาพกับความรู้เรื่องกระบวนการสันติภาพของประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น

โต๊ะสันติภาพต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชน

ตูแวดานียา เล่าต่อไปว่า ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2556 องค์กรในเครือข่าย ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ใช่ชื่อเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพอย่างเป็นทางการ ได้จัดงาน “พลังเครือข่ายประชาชนป้องกันภัยคุ้มครองชีวิตท่ามกลางการพูดคุยสันติภาพ” ที่บ้านปุลากาซิง ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เนื่องจากเกิดเหตุยิงผู้นำศาสนาในหมู่บ้านเสียชีวิต

เรามองว่าเมื่อบนโต๊ะพูดคุยสันติภาพไม่สามารถลงรอยกันได้ จึงมาลงในสนามรบ โดยที่พลเรือนเป็นเหยื่อของกิจกรรมทางอาวุธ แต่เรามองปรากฏการณ์นี้ว่าบนโต๊ะการพูดคุยสันติภาพต้องรับผิดชอบโดยตรง

โต๊ะพูดคุยสันติภาพไม่ควรที่จะบอกว่า ต่อให้มีการพูดคุยสันติภาพก็ตาม ความรุนแรงก็ยังมีอยู่เป็นเรื่องปกติ เรามองการพูดแบบนี้เป็นการปันความผิดชอบ เพราะก่อนที่จะการพูดคุยสันติภาพ ไม่มีเหตุร้ายที่เกิดกับพลเรือนที่เกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพ หรือ กรณีที่ศาลพิพากษา นายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ คิดคุก 12 ปี ในข้อหาเป็นสมาชิกขบวนการ BRN เรามองว่าเป็ดจุดเชื่อมในนัยยะอะไรบางอย่างที่มาจากบนโต๊ะการพูดคุยสันติภาพไปยังคู่ขัดแย้งของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้จึงมีเวทีนี้ขึ้นมา โดยเชิญเจ้าหน้าที่ทหารพราน ตำรวจ นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมมาเป็นวิทยากร

คปส.

1 สิงหาคม 2556 รวมตัวเครือข่ายอย่างเป็นทางการ

ตูแวดานียา เล่าอีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2556 ได้จัดเสวนาเรื่อง “พลังเครือข่ายประชาชน ป้องกันภัยคุกคามต่อชีวิต ท่ามกลางการพูดคุยสันติภาพ ครั้งที่ 2” ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา โดยพุดคุยถึงการวางมาตรการป้องกันภัยคุกคามชีวิตให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ในการเสวนาครั้งนี้มีมติว่า ในการพูดคุยสันติภาพต้องเอาปัญหาของชาวบ้านที่ถูกลอบยิงระหว่างการพูดคุยสันติภาพบรรจุเป็นวาระในการพูดคุยด้วย เนื่องจากคู่ขัดแย้งหลักคือฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มที่กระทำผิดกฎหมายแห่งรัฐ เราจำเป็นต้องยื่นหนังสือต่อรัฐบาลมาเลเซียในฐานะคนกลางของการพูดคุยสันติภาพ

จากนั้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2556 จึงได้ไปยื่นหนังสื่อต่อเจ้าหน้าที่สถานกงสุลมาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ในนามเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

จัดเวทีสาธารณะ รณรงค์และเป็นกระบอกเสียงประชาชน

ตูแวดานียา บอกว่า เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพมีหน้าที่หลักๆ คือจัดเวทีสาธารณะ พูดคุยถึงเรื่องที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย รวมถึงจัดเวทีวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ และมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลด้วย

คณะทำงานของเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ ประกอบด้วย 1.คณะทำงานฝ่ายรณรงค์ประเด็นต่างๆ ในโอกาสสำคัญๆ เช่น วันสันติภาพสากล วันสิทธิมนุษยชนสากล วันครบรอบเหตุการณ์ตากใบ 2.คณะทำงานสื่อสาร ทำหน้าที่จัดระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อเผยแพร่หรือสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะเพื่อหนุนเสริมการทำงานของฝ่ายรณรงค์ 3.คณะทำงานด้านพัฒนาบุคลากร หนุนเสริมกระบวนการพัฒนาบุคลากรด้านต่างๆ เช่น การบริหารองค์กร การเงินและการบัญชี  เป็นต้น โดยผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ

tuwaedaniya tuwaemaengae

ข้อเรียกร้องเป็นวาระที่มาจากประชาชน

ตูแวดานียา บอกว่า เป้าหมายของเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ คือเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนในพื้นที่ หรือเรียกร้องตามความต้องของประชาชนและสังคมในพื้นที่ หมายความว่าวาระที่จะเรียกร้องต้องไม่ใช่วาระขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น

เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพรวมตัวเป็นรูปเป็นร่างหลังจากการพูดคุยสันติภาพ 2556 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว ซึ่งระดับการเชื่อมองค์กรภาคีเครือข่ายให้กว้างขึ้นมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สอดคล้องกับความเข้าใจร่วมกันระหว่างกันโดยยึดโยงประชาชนเป็นหลัก แต่ไม่ใช่เพียงแค่วาระขององค์กรของตัวเองเท่านั้น 

สันติภาพต้องมาจากเจตจำนงประชาชนปาตานี

ตูแวดานียา อธิบายว่า เจตนารมณ์ของเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพต่อกระบวนการสันติภาพคือ ขึ้นอยู่กับระดับพื้นที่ทางการเมืองเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เสียงของประชาชน ในฐานะเจ้าของชะตากรรมที่แท้จริง ได้ปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชน จนกลายเป็นเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน คือยึดหลักการพื้นฐานตามเจตนารมณ์ของประชาชน

แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์ปัจจุบันประชาชนไม่มีพื้นที่ทางการเมืองที่สามารถนำเสนอความคิดเห็นทางการเมืองได้โดยมีหลักประกันความปลอดภัย ดังนั้น กะบวนการพูดคุยสันติภาพที่ดำเนินการอยู่ที่ใน Track 1 นั้น ต้องให้น้ำหนักกับการเปิดพื้นที่ทางการเมืองแก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย

ต้องเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ตูแวดานียา อธิบายต่อไปว่า สิทธิมนุษยชนหรือมนุษยธรรมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ใช้อาวุธ สงครามในบริบทปาตานี เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพมองว่า สองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับพื้นที่ทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของประชาชนมากน้อยเพียงใด

ถ้าพื้นที่ทางการเมืองเปิด แต่ความเป็นตัวตนหรือเอกลักษณ์ของกลุ่มชนชาติใดชนชาติหนึ่งไม่ได้รับการเคารพ สุดท้าย ประชาชนส่วนหนึ่งที่ถูกกดขี่ หรือไม่ได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องใช้ทุกรูปแบบในการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองแม้แต่ความรุนแรงก็ตาม ทำให้เกิดวงจรหรือธรรมชาติของความขัดแย้ง

ถ้าศักดิ์ศรีคนปาตานีไม่ถูกยอมรับอย่างอื่นก็แก้ไม่ได้

ตูแวดานียา อธิบายอีกว่า แต่ก็ไร้เดียงสามากๆ หากเราไปสรุปว่าระดับของมนุษยธรรมกับสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ความขัดแย้งอย่างปาตานียังไม่มี เพราะความรุนแรงคือปลายเหตุของธรรมชาติของความขัดแย้ง เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพมองว่า เราต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ คือการได้รับการเคารพความเป็นมนุษย์ของคนมุสลิมมลายูปาตานี

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนมลายูปาตานีคืออะไร ต้องย้อยไปถึงยุคของหะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา ที่พยายามใช้สันติวิธีทางการเมือง มีความกล้าหาญ มองโลกในแง่ดีและไม่ได้มองว่ารัฐจะใช้ความรุนแรงกับเขา แต่หะยีสุหลงคิดผิด เพราะรัฐบาลในตอนนั้นยอมรับไม่ได้

ดังนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนมลายูปาตานีไม่ได้ถูกยอมรับตั้งแต่หะยีสุหลงถูกอุ้มหายไป ทำให้เกิดขบวนการติดอาวุธเพื่อป้องกันศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่ เนื่องจากการวิธีทางการเมืองเกิดความล้มเหลว ถึงแม้ว่าปัจจุบันลำพังเพียงแค่การพูดคุยสันติภาพอย่างเดียว แต่หากต้นเหตุของความขัดแย้งเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไม่ถูกยอมรับ ทั้งด้านสังคมและการเมืองการปกครองยังเหมือนเดิม สันติภาพที่แท้จริงก็จะไม่เกิดขึ้น

เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพมองว่าการพูดคุยสันติภาพเป็นพิธีกรรมเท่านั้นที่ต้องการให้สาธารณะ สังคม ประชาชน และประชาคมระหว่างประเทศได้รับรู้ว่า รัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย ไม่ได้นิ่งนอนใจสถานการณ์ที่มีคนตายด้วยอาวุธแค่นั้นเอง

องค์กรภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ

1.ศูนย์บูรณาการคนหนุ่มสาวเพื่อศักยภาพชุมนุมชน Youth Integration For Community Empowerment Center (YICE)

2.มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (Muslim Attorney Center Foundation)

3.เครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความจังหวัดชายแดนภาคใต้ (SPAN)

4.ศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน (BUMI)

5.เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี Organization Hak Asasi Patani (HAP)

6.สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PERMAS)

7.สำนักสื่อวัรตานี (WARTANI)

8.สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา Lembaga Patani Raya untuk kedamaian dan pembangunan (LEMPAR)

9.สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันสลาตัน (Media Selatan)

10.มูลนิธินูซันตารอเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Nusantara Foundation For Human Right and Development)

12.ครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ Justice for Peace (JOP)

13. ชมรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม (PICSEB)

14. เครือข่ายบัณฑิตอาสาปาตานี (INSouth)

15.สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ (PERWANI)

16.เครือข่ายพิทักษ์สิทธิผู้ที่ได้รับกระทบจังหวัดชายแดนภาคใต้

17.กลุ่มนักสาธารณสุขเพื่อสังคมที่ชายแดนใต้ (PHOS)

18.เครือข่ายนักศึกษาอิสระเพื่อสังคม(TUMPAT)