หลักการอิสลามว่าด้วย“วะกัฟ” กับข้อท้าทายของปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

เรียนรู้หลักการอิสลามว่าด้วยการ “วะกัฟ” หรือการบริจาคเพื่อสาธารณกุศล กับข้อท้าทายของปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และทางออก

วะกัฟ

ภาพประกอบจาก Nirundorn Lokna

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์พระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน

 การวะกัฟ เป็นภาษาอาหรับหมายถึง การบริจาคเพื่อสาธารณกุศล ตามนิยามวิชาการหมายถึง การจำกัดกรอบตัวทรัพย์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและอุทิศผลประโยชน์ของมันให้โดยหวังผลบุญจากอัลลอฮผู้อภิบาลแห่งสากลโลก.

ท่านศาสนทูตมุฮัมมัดได้วัจนะความว่า

"เมื่อมนุษย์ได้เสียชีวิต การงานต่างๆ ของเขาก็จะตัดขาด (สิ้นสุดลง) ยกเว้นจากสามสิ่งที่จะไม่ขาด คือจากการบริจาคทานที่คงถาวร ความรู้ที่ให้ประโยชน์ และจากลูกที่ศอลิหฺ(ลูกที่ดี)ที่คอยขอพรให้แก่เขา" [บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1631]

สำหรับเงื่อนไขที่จะทำให้การวะกัฟถูกต้องเป็นผล

1.สิ่งที่วะกัฟต้องเป็นทรัพย์สินที่เป็นวัตถุที่รู้แน่นอน สามารถใช้ประโยชน์ได้พร้อมกับคงรูปโดยไม่หมดสิ้นไป

2.การวะกัฟต้องเป็นไปในหนทางที่ดี เช่น มัสญิด สะพานหรือเขื่อน ญาติมิตรและคนยากจน

3.การวะกัฟจะต้องเจาะจงฝ่ายที่จะรับอย่างชัดเจนแน่นอน เช่น ให้แก่มัสญิดหลังนั้น หรือเจาะจงตัวบุคคล เช่น ให้แก่นายซัยดฺ เป็นต้น หรือเจาะจงประเภท เช่น ให้แก่คนยากจน

4.การวะกัฟต้องเป็นผลทันทีโดยไม่มีการกำหนดเวลาหรือผูกขาดไว้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น หากคนนั้นมาฉันจะวะกัฟ..... ยกเว้นการแขวนไว้กับความตายของตัวผู้วะกัฟเอง คือจะวะกัฟหลังจากที่ตัวเขาตายไปแล้ว ถือว่าใช้ได้

5.ตัวผู้วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ (ผู้ที่วากัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์)

วิธีการ

การวะกัฟสามารถทำได้ด้วยวาจา เช่น การกล่าวว่า ฉันวะกัฟให้, ฉันยกให้เป็นสาธารณะกุศล, ฉันมอบให้ทาน เป็นต้น และสามารถทำได้ด้วยการกระทำ เช่น การก่อสร้างมัสยิดและอนุญาตให้คนเข้าไปละหมาดได้ หรือการสร้างสุสานและอนุญาตให้นำศพไปฝังได้

มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้วะกัฟวางไว้ เช่น การรวม (ใครบ้าง) เข้าไปหรือให้(ใคร) ก่อนหลังหรือเรียงลำดับ เป็นต้น ตราบใดที่เงื่อนไขนั้นไม่ขัดแย้งกับศาสนา และหากผู้วะกัฟไม่ได้วางเงื่อนใดๆ ถือว่าให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีหากไม่มันขัดกับหลักศาสนา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วให้ถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

สิ่งที่วะกัฟมีเงื่อนไขว่าจะต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน เช่น ตึก สัตว์ สวน อาวุธ เครื่องใช้ เป็นต้น และสุนัต(ควร)ให้ทำการวะกัฟทรัพย์สินที่ดีสุด หรืองามที่สุดในบรรดาทรัพย์ที่มีอยู่

หากวะกัฟให้กับบรรดาลูกๆแล้วหลังจากนั้นก็มอบให้แก่คนยากจน ถือว่าผลประโยชน์ของสิ่งนั้นเป็นของบรรดาลูกๆ ทั้งลูกชายและลูกผู้หญิง และลูกๆของพวกเขา (หลาน รวมถึงแหลนๆและผู้สืบเชื่อสายรุ่นต่อๆไป) โดยที่ลูกที่เป็นชายผู้จะได้รับส่วนแบ่งเป็นสองเท่าของลูกผู้หญิง และหากพวกเขาบางส่วนมีครอบครัวหรือมีความจำเป็นหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ หรืออาจเจาะจงสำหรับผู้ที่มีความเคร่งครัดในศาสนาเป็นคนดีมีศีลธรรม การวะกัฟโดยเจาะจงคนเหล่านั้นก็ถือว่าใช้ได้

หากผู้วะกัฟกล่าวว่า “สิ่งนี้วะกัฟให้แก่ลูกๆของฉันที่เป็นชาย หรือบรรดาลูกชายของคนๆนั้น ถือว่าได้เฉพาะลูกที่เป็นชายเท่านั้นไม่รวมลูกหญิง ยกเว้นหากผู้ที่ถูกวะกัฟให้เป็นเผ่า เช่นเผ่า(บะนี)ฮาชิม เป็นต้น ถือว่าผู้หญิงก็ครอบคลุมเข้าไปกับผู้ชายด้วย (เพราะคำว่าบะนีในที่นี้ไม่ได้แปลว่าลูกชายเท่านั้นแต่แปลว่าเผ่า)

บทบัญญัติเมื่อสิ่งที่วะกัฟมิอาจใช้ประโยชน์ได้

การวะกัฟเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดไม่อนุญาตให้มีการยกเลิก ขาย ยกให้ สืบทอดเป็นมรดก หรือนำไปจำนำจำนอง ดังนั้นหากผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องอาจเป็นเพราะสิ่งวะกัฟเกิดชำรุดเสียหายเป็นต้น ถือว่าวายิบ(จำเป็น)ที่จะต้องขายมันไป แล้วนำราคาของมันไปบริจาคในสิ่งที่เหมือนกัน เช่น หากมัสยิดหนึ่งเกิดใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ให้ขายแล้วนำเงินไปให้มัสยิดอื่น ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการวะกัฟไว้ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวจะไม่เกิดผลเสียหรืออันตรายแก่ใครๆ

หุกม(กฎ)การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสิ่งที่วะกัฟ

สุนัตให้มีการเปลี่ยนแปลงบูรณะรูปลักษณ์ของสิ่งวะกัฟเมื่อผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์ เช่น เปลี่ยนบ้านให้เป็นร้านค้า เปลี่ยนสวนให้เป็นบ้าน โดยค่าใช้จ่ายสิ่งวะกัฟให้เอามาจากผลประโยชน์ของมัน ยกเว้นหากมีการวางเงื่อนไขให้เอาจากแหล่งอื่น และอนุญาตให้ขัดกับเนื้อหาคำกล่าวของผู้วะกัฟเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า ดีกว่า หรือตรงตามความประสงค์ของอัลลอฮฺมากกว่า

ผู้จัดการและบริหารการวะกัฟ

ถ้าหากผู้ที่วากัฟไม่ได้ระบุผู้ที่จะดูแลสิ่งวะกัฟ ถือว่าการดูแลนั้นจะตกเป็นหน้าที่ของผู้ที่ถูกวะกัฟให้หากเป็นบุคคล แต่ถ้าหากวะกัฟให้กับองค์กร เช่น มัสยิด หรือเป็นบุคคลที่ไม่อาจจำกัดได้ เช่น คนยากจน ถือว่าการดูแลรักษาเป็นหน้าที่ของศาลหรือผู้มีอำนาจปกครอง

สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในการวะกัฟ

การวะกัฟที่ประเสริฐที่สุด คือสิ่งที่ผลประโยชน์ของมันครอบคลุมบรรดาคนมุสลิมในทุกยุคทุกสมัยและสถานที่ เช่น การวะกัฟให้แก่มัสยิด สถานศึกษา นักศึกษา ผู้ที่ทำการญีฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ เครือญาติ คนยากจน และผู้อ่อนแอในหมู่มุสลิม เป็นต้น

การวะกัฟนั้นเป็นสิ่งถาวรที่อนุญาตให้มอบให้คนอื่นทำการทำนุบำรุงพัฒนา นำไปบริหารโดยใช้ทุนทรัพย์ของคนๆ นั้นแล้วนำกำไรมาแบ่งกันระหว่างผู้รับวะกัฟกับผู้ที่เอาไปบริหาร

ปัญหาและข้อท้าทายวะกัฟในปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

จะเห็นได้ว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้การวะกัฟนั้นจะมีการจัดงานขอบริจาคมากในสถานที่ทั้งสองด้วยเหตุผลเพื่อพัฒนาการศึกษา การขอรับบริจาคอาจซื้อที่ดิน สร้างอาคาร หรืออื่นๆ ที่เข้าในเงื่อนไขการวากัฟที่กล่าวมาแล้ว แต่พบว่าหลายแห่งทรัพย์การวากัฟมิได้ถูกจดทะเบียนเป็นของกลาง แต่ใส่ชื่อบุคคลไว้

หลายกรณีเคยนำทรัพย์เหล่านี้กู้เงินในธนาคารและไม่สามารถถ่ายถอนได้ หลายที่ก็สามารถผ่อนได้ หลายกรณีผู้ครอบครองนำใช้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนใช้เพื่อพัฒนาการบริหารโรงเรียน ในขณะที่บางท่านนำใช้ส่วนตัว

ตามทัศนะผู้เขียนเห็นว่า ทรัพย์สินวากัฟต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในขณะเดียวกันต้องระบุชัดเจน โดยเฉพาะที่ดินให้จดทะเบียนภายใต้มูลนิธิหรือทรัพย์สินอื่นๆที่เขาวากัฟก็ให้ระบุชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในแง่กฎหมายไทย ส่วนกฎหมายพระเจ้านั้นท่านก็ต้องให้คำตอบต่อพระเจ้ากันเอาเอง

หมายเหตุอ้างอิงจาก

มุหัมมัด อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์.แปลโดยอิสมาน จารง.2552.การบริจาคเพื่อสาธารณะกุศล.

https://islamhouse.com/th/articles/209278/Hud,Kamal.______________________.al-Wakaf.

http://www.alashraf-leb.org/docs/Awkaf/wakuf_definition/Wakuf_Def.htm

Sulaiman Dorlah.2015.Waqf di Thailand.

https://www.facebook.com/sulaiman.dorloh.5