ผลวิจัย ม.ทักษิณ พบบทบาทผู้หญิงชายแดนใต้ เปลี่ยนจากเหยื่อสู่ผู้นำสันติภาพในชุมชน

ผลวิจัย ม.ทักษิณ พบบทบาทผู้หญิงชายแดนใต้ส่วนใหญ่ถูกให้ภาพในแง่น่าเห็นใจในฐานะผู้สูญเสียจากความรุนแรงและถูกทำให้หายไปในกระบวนการพัฒนา แต่ผู้หญิงในเครือข่ายชุมชนศรัทธากลับมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ถึงการสร้างความมั่นคง สันติภาพและการเปิดพื้นที่ทางสังคม

ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์

สำนักข่าวประชาไท รายงานว่า รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องผู้หญิงกับการพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงของชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เปิดเผยถึงผลการวิจัยเนื่องในสตรีสากล 8 มีนาคม 2559 จากการดำเนินการวิจัยผู้หญิงกับการพัฒนาเพื่อสร้างความมั่งคงของชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทผู้หญิงกับการพัฒนา และแนวทางยกระดับบทบาทผู้หญิงในกระบวนการพัฒนาที่เอื้อการพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงของชุมชนและด้านอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชุมชน เครือข่าย และนโยบายที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รศ.ดร.ณฐพงศ์ เปิดเผยว่า ผลจากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงในจังหวัดชายแดนใต้ ส่วนใหญ่ถูกเขียน พูดและนำเสนอในแง่ภาพลักษณ์ของความน่าเห็นใจและน่าสงสาร ในฐานะผู้สูญเสียจากความรุนแรง และถูกทำให้หายไปในกระบวนการพัฒนา

“แต่เรื่องราวของผู้หญิงใน “เครือข่ายชุมชนศรัทธา” ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “ใช้หลักศาสนา สร้างศรัทธา พัฒนาจังหวัดชายแดนใต้” เพื่อสร้างชุมชนและการพัฒนาชุมชนที่เรียกว่า “ความเป็นชุมชนศรัทธา” ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง และจิตวิญญาณ ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทอย่างสร้างสรรค์อันมีผลเชื่อมโยงถึงการสร้างความมั่นคง การสร้างสันติภาพ และการเปิดพื้นที่ทางสังคมให้ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานพัฒนาชุมชนในระดับฐานล่าง เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์และสวัสดิการ เศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง กลุ่มอาชีพการจัดการสิ่งแวดล้อม ฯลฯ กระทั่งสามารถเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมได้มากขึ้น” รศ.ดร.ณฐพงศ์ กล่าว

รศ.ดร.ณฐพงศ์ เปิดเผยต่อไปว่า บทบาทการทำงานพัฒนาของผู้หญิงในระยะแรกๆของความรุนแรงรอบใหม่ นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ยังไม่เปิดกว้างมากนัก ดังนั้นการก้าวออกมาจากครอบครัว สู่กิจกรรมการพัฒนาเชิงสาธารณะมักเริ่มต้นจากกิจกรรมเล็กๆ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่มองข้าม หรือมองว่าไม่ใช่งานของผู้ชาย โดยใช้กระบวนการพื้นฐานคือการสร้างความสัมพันธ์พื้นฐานผ่านการพูดคุย สนทนาในชีวิตประจำวัน การสร้างความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน การริเริ่มกิจกรรมใหม่ ๆ ใกล้ๆ ตัว จากนั้นจึงยกระดับการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่สามารถถ่ายเทและจัดสรรทรัพยากรให้ชุมชนได้

ซึ่งในท้ายที่สุดทำให้ผู้นำชายและชาวชุมชนให้การยอมรับ อันส่งผลต่อการปรับความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ในระดับชุมชนและภายนอก ที่สำคัญคือปัญหาและความรุนแรงในชุมชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่แกนนำผู้หญิงท่านหนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจว่า

“กิจกรรมใดก็แล้วแต่ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้หญิงก็ไปไม่รอด กระแสเรียกร้องผู้หญิงมีมากขึ้นในชุมชน ที่สำคัญเป็นการเรียกร้องจากผู้ชายที่ครั้งหนึ่งมองว่าผู้หญิงไม่มีพลังไม่มีศักยภาพ แต่วันนี้สันติภาพอยู่ในกำมือผู้หญิง”

รศ.ดร.ณฐพงศ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดีควรส่งเสริมและสนับสนุนผู้หญิงให้มากขึ้น โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดระบบชุมชน ระบบการจัดการและการประสานงาน  รวมทั้งการสร้างความตระหนักในเรื่องบทบาทผู้หญิง หรือบทบาทหญิงชายให้กับชาวชุมชนและผู้นำกลุ่มต่างๆ

รศ.ดร.ณฐพงศ์ กล่าวอีกว่า ในเชิงนโยบายต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับผู้หญิง สิทธิ การยอมรับ ความเสมอภาคสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมที่ผู้หญิงสามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพัฒนาศักยภาพเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ความมั่นคงทางอาหาร อาชีพ การศึกษา และสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของผู้หญิงในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และสร้างโอกาสการเรียนรู้และการศึกษาที่สามารถทำให้ผู้หญิงเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ควรจัดให้มีกองทุนพัฒนาที่เอื้อให้ผู้หญิงกลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึง ใช้ประโยชน์ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมากขึ้น ซึ่งรูปแบบที่เป็นไปได้อาจอยู่ในรูป “คณะทำงานอิสระ” มีหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สนับสนุน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันสตรีสากล: ผู้หญิงในความรุนแรงกับสันติภาพที่กินได้

4 บุคคล/องค์กรจากชายแดนใต้ผลงานเด่น รับโล่เนื่องในวันสตรีสากล