อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม: 7-5-3 และหนึ่ง?

หมายเหตุ: บทแปลข้างล่างนี้มาจากบทความของอาบูฮาฟิซ อัลฮากีม ที่ชื่อ “7-5-3 dan SATU ?” ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกของเขาเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา กองบรรณาธิการเห็นว่าคำอธิบายจากเสียงที่แตกต่างเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการสันติภาพโดยรวม จึงแปลเป็นภาษาไทยและนำมาเผยแพร่อีกครั้ง

ปกติข้าพเจ้าจะเขียนเรื่องที่มีสารัตถะและมีใจความสำคัญ

ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่มาในแบบสบายๆ และแน่นอนคงจะหนีไม่พ้นการพูดคุยในเรื่องที่เกี่ยวกับปาตานี

ในระหว่างที่ดื่มกาแฟในยามเช้าหรือน้ำชาในช่วงบ่าย เรามาร่วมกันหาความหมายในสิ่งที่ข้าพเจ้ายกมา นั่นคือหมายเลข 7 5 3 และ 1 ดังกล่าว?

เจ็ด

หากเราย้อนไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่การต่อสู้เพื่อศาสนาและชนชาติของต่วนฆูรูฮัจญีสุหลง ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอเจ็ดข้อแก่รัฐบาลสยาม ณ ขณะนั้น

คงไม่จำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวอีกแล้วว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวนั้นมีเนื้อหาอะไรบ้าง เพราะเป็นที่ทราบกันดีในสังคมและถูกแพร่หลายไปแล้ว

ผลสุดท้าย เราก็ต่างรับรู้ไปแล้วว่าท่านถูกกล่าวหาเป็นขบถจนถูกจับกุมคุมขัง และในที่สุดก็ถูกฆาตกรรม โดยปราศจากสุสาน

โลกทัศน์ของเจ้าอาณานิคมสยาม ณ ขณะนั้น ช่างคับแคบยิ่งนัก เพราะด้วยอคติและความรู้สึกชาตินิยมสุดโต่ง (ultranasionalis) จนมองว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อบูรณภาพของประเทศ ที่ยึดมั่นถือมั่นกับแนวคิดชาตินิยมสยามและความเป็นรัฐเดี่ยว

ถึงแม้ในข้อเรียกร้องดังกล่าวจะไม่มีคำว่า ‘เมอร์เดกา’ หรือ ‘การแบ่งแยกดินแดน’ อยู่ในนั้นสักคำก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องจบลงอย่างน่าเศร้า

พวกเขาเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมด้วยวิถีทางอันสันติ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรง หรือวิธีนอกกฎหมาย แต่ในที่สุดก็ต้องเสียชีวิตด้วยการฆาตกรรม หรือไม่ก็ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ

เนื่องจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิด้วยสันติวิธีตามวิถีแห่งประชาธิปไตยไม่ได้รับความสนใจ ชาวมลายูเองก็เริ่มมีการจัดตั้งองค์กรการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยด้วยอาวุธหลากหลายองค์กรขึ้นมาจนถึงวันนี้

นั่นก็คือเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองด้วยกำลังอาวุธอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เคยได้รับการยอมรับจากสยาม

วันนี้เกือบทั้งหมดของข้อเรียกร้องดังกล่าวกำลังหรืออยู่ในระหว่างการดำเนินการโดยรัฐ ซึ่งสมมติว่าสิ่งเหล่านี้ถูกสนองโดยรัฐบาล ณ เวลานั้น  มีหรือที่ต่วนฆูรูฮัจยีสุหลงจะต้องพลีชีพ (ชาฮีด) มีหรือที่จะก่อเกิดกลุ่มขบวนการเพื่อปลดปล่อยต่างๆ และคงจะหาได้มีการต่อต้านด้วยความรุนแรงตามที่เราเห็นอยู่ ณ วันนี้

ห้า

เมื่อสามปีที่แล้ว มีการลงนามฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีกระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลไทยและขบวนการต่อสู้ปาตานี

ในครั้งนั้นทางฝ่ายขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) ได้ยื่นข้อเรียกร้องเบื้องต้น (tuntutan awal) จำนวนห้าข้อ เพื่อให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพสามารถดำเนินคืบหน้าต่อไปได้ ข้อเรียกร้องเหล่านั้นยังไม่ถือเป็นข้อเรียกร้องหลัก (tuntutan utama) แต่อย่างใด

แต่น่าเสียดายที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพดังกล่าวมิอาจอยู่ได้นานนักด้วยเหตุผลอย่างที่ทราบกันดี ถึงแม้ทางรัฐบาลไทยได้แถลงไว้ว่าจะนำข้อเสนอทั้งห้าข้อกลับไปพิจารณาต่อไป แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพได้นำไปสู่​​การทำรัฐประหาร ซึ่งส่งผลให้กระบวนการสันติภาพพลอยหยุดชะงักไปด้วย

สาม

กระบวนการสันติภาพได้เริ่มขับเคลื่อนอีกครั้งโดยรัฐบาลทหาร พร้อมๆ กับการจัดตั้งองค์กรร่มขึ้นมา โดยเป็นการรวมกันทั้ง 6 กลุ่มขบวนการต่อสู้ ภายใต้ชื่อสภาชูราแห่งปาตานีหรือมาราปาตานี

เนื่องจากตัวแสดงหลักในกระบวนการสันติภาพครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงของทั้งสองฝ่าย นั่นก็คือรัฐบาลทหารจากฝ่ายรัฐไทย และกลุ่มมาราปาตานีในฝ่ายของกลุ่มต่อสู้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่าข้อตกลงใหม่จะต้องได้รับการเห็นชอบร่วมกันก่อนที่กระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งใหม่จะเริ่มขึ้น

ในการนี้ทางกลุ่มมาราปาตานีได้เสนอเงื่อนไขสามข้อด้วยกัน

1. ให้การยอมรับกลุ่มมาราปาตานีในฐานะฝ่ายบี (Parti B)

2. กระบวนการสันติภาพจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ และ

3. การให้ความคุ้มกันทางกฎหมาย (imuniti) ให้กับคณะพูดคุยฝ่ายมาราปาตานี

จำเป็นที่จะต้องยืนยันว่า นั่นเป็นเพียงข้อเสนอแนะ (Cadangan) ไม่ใช่เป็นข้อเรียกร้อง (Tuntutan) แต่อย่างใด เหตุผลในการนำเสนอทั้งสามข้อดังกล่าวนั้นก็ได้มีการอภิปรายกันไปบ้างแล้ว

ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงวิจารณ์ตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของกลุ่มมาราปาตานีว่ามีเพียงสามข้อเท่านั้นหรือ ขณะที่ในสมัยฮัจญี สุหลง ในอดีตนั้นมีอยู่จำนวนเจ็ดข้อ และของบีอาร์เอ็นอีกห้าข้อ ??

มีบางคนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า กลุ่มมาราปาตานียื่นข้อเสนอเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนแต่อย่างใด

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มมาราปาตานีได้ชี้แจงว่า ทั้งสามข้อข้างต้นนั้นเป็นเพียงข้อเสนอแนะเป็นเพียงขั้นการเตรียมการเพื่อให้กระบวนการสันติภาพสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อเรียกร้องแต่ประการใด

สำหรับปัจจุบัน กระบวนการสันติภาพยังอยู่ในขั้นตอนของการสร้างความไว้วางใจ จะเป็นการเร็วเกินไปสำหรับการยื่นข้อเรียกร้องที่บางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้

หนึ่ง

เมื่อกระบวนการสันติภาพได้ดำเนินอย่างเป็นทางการไปแล้ว สถานะของกระบวนการจะมีเสถียรภาพมากขึ้น กระบวนการสร้างความเชื่อมั่นจะดีขึ้น แผนการดำเนินการ (โรดแมป) จะมีความชัดเจน จะเป็นการยกระดับสู่ขั้นตอนต่อไป นั่นก็คือขั้นตอนการเจรจาต่อรองที่จะต้องเดินคู่ขนานกับช่วงเวลาของการหยุดยิง

ใช่แล้ว, การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรังมาอย่างยาวนาน จักต้องผ่านช่วงเวลาของการหยุดยิงและการเจรจาพร้อมๆ กันไป

ดังนั้น ในขั้นตอนของการเจรจาต่อรองนี่เอง ทางกลุ่มมาราปาตานีจะยื่นข้อเรียกร้องต่อไป  

ในขั้นตอนดังกล่าว ข้อเรียกร้องของกลุ่มมาราปาตานี จะไม่ใช่เจ็ดข้อหรือสามหรือห้าข้ออีกต่อไป

ทางกลุ่มมาราปาตานีคาดไว้ว่าจะมีเพียงข้อเรียกร้องหนึ่งเดียวเท่านั้น

แลัวอะไรเล่าคือข้อเรียกร้องหนื่งเดียวดังกล่าว?

ขอให้พวกเรารอคอยว่าหนึ่งข้อเรียกร้องนั้นคืออะไร..

ในขณะที่เรากำลังรอคอยอยู่นี้ เรามาดื่มกาแฟหรือชากันไปก่อน.

("เข้าใจว่าคณะทำงานเชิงเทคนิคที่อยู่ในกระบวนการสันติภาพทั้งฝ่าย A และฝ่าย B ใกล้จะบรรลุของข้อตกลงในกรอบการทำงานร่วมกัน (Term of References-ToR) เหลือแค่การตอบรับจากทั้งสองฝ่ายเท่านั้น และกระบวนการสันติภาพดังกล่าวนี้ก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้นี้")

.........................

อาบู ฮาฟิซ อัลฮากีม – จากนอกรั้วปาตานี

3 มีนาคม 2016 / 23 ญามาดิลเอาวัล 1437