“หนังสั้นบนแผ่นดินฟาตอนี” ครั้งแรกของเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมบนแผ่นฟิล์ม

นิรันดร เลาะนะ อดีตคนทำหนัง ตระเวนฉายหนังสั้น 8 เรื่องเพื่อระดมเงินช่วยเหลือปอเนาะญิฮาดใช้ชื่องานว่า “ครั้งแรกบนแผ่นดินฟาตอนี” เตรียมตระเวนฉายทั้งในกรุงเทพ เชียงใหม่และกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ด้านผู้ชมสะท้อนว่าเป็นมิติใหม่ที่สามารถส่งสารไปสู่ประชาชนได้อย่างดี เรียกร้องผลิตหนังสั้นเพิ่มขึ้น

หนังสั้นทำให้เห็นว่าปอเนาะญิฮาดพบกับความอยุติธรรม

นายนิรันดร เลาะนะ กล่าวถึงที่มาของโครงการหรือกิจกรรมในครั้งนี้เริ่มหลังจากที่ตนได้ทราบข่าวศาลแพ่งตัดสินยึดที่ดินปอเนาะญิฮาด ทำให้ตนนึกขึ้นได้ว่าเคยจัดค่ายอบรมการทำหนังสั้นที่ตะโละกาโปร์ และมีน้องคนหนึ่งเคยเอ่ยว่าจะสร้างหนังสั้นเรื่องราวของครอบครัวปอเนาะญิฮาด ทำให้ตนสนใจข่าวเกี่ยวกับปอเนาะญิฮาด ทำให้ได้เห็นว่าครอบรัวปอเนาะญิฮาดต้องพบกับวิธีการต่างๆ ที่อยุติธรรม เลยกลับมาคิดว่าอะไรบ้างที่จะสามารถช่วยเขาได้ ซึ่งความสามารถที่ตนมีก็คืองานทางด้านภาพยนตร์ที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้มากกว่า 20 ปี

ย้อนไปเมื่อตอนปี 2550 ตนตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านที่แว้ง จ.นราธิวาส และตั้งใจจะผลิตงานโดยเฉพาะหนังสั้นเพื่อสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในพื้นที่แห่งนี้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะรวบรวมหนังสั้นของตนเองและของน้องๆ ในพื้นที่มาฉาย และรับบริจาคเพื่อที่จะนำเงินที่ได้ไปมอบให้กับครอบครัวปอเนาะญิฮาดหรือครอบครัวแวมะนอ

นายนิรันดร เปิดเผยว่า สิ่งหนึ่งที่ประทับใจครอบครัวปอเนาะญิฮาดก็คือพวกเขาจะไม่รับเงินเยียวยาจนกว่าจะทราบว่าใครคือฆาตกรฆ่าคนในครอบครัวของเขา เพราะปกติที่ผ่านมาหลายกรณีที่เมื่อรับเงินเยียวยาแล้วทุกอย่างจะเงียบหายไปโดยไม่ปรากฏความยุติธรรมขึ้นมา แต่ไม่ใช่สำหรับครอบครัวปอเนาะญิฮาด เพราะพวกเขาต้องการให้ความยุติธรรมปรากฏขึ้นมาก่อนถึงจะรับเงินเยียวยา ด้วยความประทับใจนี้ตนจึงตั้งใจจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้

นายนิรันดร กล่าวอีกว่า ที่ใช้วิธีการนี้เพราะเป็นสิ่งที่ตนถนัดที่สุด ซึ่งตนคิดว่าการจะทำอะไรบางอย่างให้ประสบความสำเร็จโดยที่เราไม่ถนัดเป็นเรื่องที่ยากมาก และตนเชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่ในขณะนี้จะสามารถทำให้เกิดกระแสได้ และสามารถสื่อออกไปไกลถึงข้างนอกได้ ซึ่ง ณ ขณะนี้ไปไกลถึงกัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ฯลฯ ที่ต้องการให้เอาหนังไปฉาย

ครั้งแรกบนแผ่นดิน “ฟาตอนี” โดยผลงานของคนปาตานี

นายนิรันดร เปิดเผยว่า ที่ใช้ชื่องานในครั้งนี้ว่า “ครั้งแรกบนแผ่นดินฟาตอนี” เพราะยังไม่เคยมีคนทำโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวนี้มาก่อน หรือก่อนหน้านี้คนในพื้นที่ยังไม่เคยสร้างหนัง ซึ่งการฉายหนังสั้นในครั้งนี้เป็นผลงานที่สร้างโดยคนในพื้นที่ทั้งหมด

นายนิรันดร เปิดเผยอีกว่า ส่วนประเด็นที่เลือกใช้คำว่าฟาตอนี เพราะงานนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า First Film For Fatoni ซึ่งใช้ตัว F ทั้งหมด เลยคิดว่าสวยกว่าถ้าเทียบกับตัว P ที่ไม่เหมือนตัวอื่นข้างหน้า ซึ่งตนคิดว่าไม่ว่าจะใช้คำว่า ฟอตอนี หรือ ปาตานี หรือคำอื่นๆ ก็หมายถึงคนในพื้นที่แห่งนี้เหมือนๆ กัน

ส.ส. นัจมุดดิน อูมา “อยากให้สร้างหนังมากกว่านี้”

นายนัจมุดดิน อูมา อดีต ส.ส.จังหวัดนราธิวาส หนึ่งในผู้เข้าร่วมชมหนังสั้นในครั้งนี้ แสดงความเห็นว่า เห็นด้วยกับการนำเสนอในรูปแบบหนังสั้นเหมือนโครงการที่จัดในครั้งนี้ เพราะเห็นภาพหรือเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการนำเสนอในรูปแบบของการเสวนาที่มีการจัดกันบ่อยครั้ง บางครั้งก็พูดคุยกันเรื่องเดิมๆ ไม่น่าสนใจเท่าการนำเสนอในรูปแบบของภาพยนตร์

นายนัจมุดดิน กล่าวต่อว่า สิ่งที่ควรระวังคือเนื้อหาไม่ควรไปกระทบบุคคลที่สาม ซึ่งในเรื่องนี้ทีมผู้สร้างอาจต้องประชุมปรึกษาหารือกัน เพราะหนังสั้นบางเรื่องถือว่าดีมากแต่หากไปพาดพิงบุคคลที่สาม คนดูอาจมองว่าหนังเรื่องนี้ไม่เป็นกลางก็เป็นได้ ส่วนข้อเสนอแนะหากจะมีโครงในลักษณะนี้อีกก็คือ อยากให้สร้างเรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนตาดีกาหรือโรงเรียนปอเนาะให้มากขึ้น และทำให้เห็นว่าผู้นำศาสนาสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม

เรืองรวี พิชัยกุล “ได้รับรู้เรื่องราวที่เงียบงันมากกว่า 10 ปี”

เรืองรวี พิชัยกุล ผู้ประสานงานโครงการอาวุโสมูลนิธิเอเชีย กล่าวว่า เป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ เพราะว่ามีเรื่องราวที่ผสมปนเประหว่างเรื่องความสุข ความทุกข์ และมีแง่มุมต่างๆ ทั้งทางด้านกฎหมาย สังคม และที่สำคัญมีผู้หญิงเป็นตัวแสดงในเรื่องต่างๆ หลายคน โดยเฉพาะในเรื่องเขาชื่ออัสอารี ที่ทำให้เห็นบทบาทของผู้หญิงจากการเป็นช้างเท้าหลังมาเป็นช้างเท้าหน้าได้ เป็นต้น

หลายเรื่องตนเคยดูแล้ว แต่เรื่องปอเนาะญิฮาดถือเป็นการดูครั้งแรก ซึ่งตัวหนังทำให้เห็นคำให้การของคนคนหนึ่งที่ถูกกระทำ ทำให้รู้สึกว่ามันมาถึงจุดนี้จนได้ จุดที่คนกล้าลุกขึ้นมาบอกเล่าเรื่องที่เงียบงันมากว่า 10 ปี และถูกตีตราอยู่ตลอดเวลา และวันหนึ่งกลายเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ตรงไปตรงมา และผู้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาประคับประคองกัน ไม่เดินหนี ไม่ทิ้งกัน ถือเป็นมิติ ใหม่ของการฉายในเวทีเล็กๆ  ต่อไปตนขอแนะนำให้ขยายวงการฉายให้ใหญ่ขึ้นและเพิ่มจำนวนหนังซึ่งตนเองก็มีหนังสั้นอยู่หลายเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน

นักศึกษา มอ. “ได้รับรู้ความรู้สึกของคนที่สูญเสีย”

นางสาวปาวรี บัวฤทธิ์ นักศึกษาสาขาสังคมสงเคราะห์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี กล่าวว่า ชอบเรื่องที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวเพราะทำให้เราได้รู้ว่ามีสถานที่สวยๆ อีกมากมาย ซึ่งจะสามารถไปค้นต่อว่าอยู่ตรงไหนจะได้วางแผนไปเที่ยวหรือทัศนะศึกษาได้ถูก

และอีกเรื่องที่ประดับใจคือเรื่องเขาชื่ออัสอารี เพราะทำให้เราได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาและคนในพื้นที่ ทำให้รู้และเข้าใจว่าครอบครัวของเขารู้สึกอย่างไรที่ต้องสูญเสียลูกชายที่เป็นความหวังของครอบครัวไป ที่สำคัญทำให้รู้ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างๆ รู้สึกอย่างไร และทำให้เห็นว่าบางครั้งการแก้ไขปัญหาของภาครัฐนั้นใช้แนวทางที่ผิดที่อาจส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แต่สิ่งที่ยังติดใจก็คืออยากรู้ในมุมมองของรัฐเช่นกันว่าเพราะเหตุใดถึงได้ใช้วิธีการในลักษณะที่หนังสั้นเรื่องนี้นำเสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังสั้นเรื่องดังกล่าวนี้ไม่ได้พูดถึง

นางสาวอานีตา เจ๊ะแว นักศึกษาสาขาสังคมสงเคราะห์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี  กล่าวว่า ชอบหนังสั้นเรื่องเขาชื่ออัสอารี เพราะตอนจบของคดีนี้คือศาลตัดสินว่าเขาโดนเจ้าหน้าที่รัฐซ้อมจนเสียชีวิต และก็มีการจ่ายเงินเยียวยา แต่ในความรู้สึกแล้ว เงินเหล่านั้นไม่ได้มีค่าใดๆ ไม่ได้ช่วยเยียวยาความรู้สึกของผู้เสียหายใดๆ เพราะเงินไม่สามารถทดแทนลูกของเขาที่เสียชีวิตได้

หนังสั้นทั้ง 8 เรื่อง ประกอบด้วย  

1.” Journey In Patani” เรื่องราวผ่านชายคนหนึ่งกับการเดินทางไปในสถานที่ 56 แห่งทั่วทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อค้นหาความสุขที่มีอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ภายในเวลา 4 นาที กำกับโดยมาหามะสาบรี เจ๊ะเลาะ และแสดงนำโดย นายสุไลมาน เจ๊ะแม 

2. “สันติ(ภาพ)”  หนังสั้นเรื่องนี้เป็นฝีมือทีม SATU ADDI เด็กมัธยมจากโรงเรียนอัดดีนียาตุลอิสลามียะห์ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คว้า 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศหนังสั้นอัตลักษณ์ชายแดนใต้ และรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากกรมประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดสันติภาพในพื้นที่ผ่านภาพถ่ายของชายหนุ่มที่เข้ามาสัมผัสด้วยตัวเองว่า พื้นที่แห่งนี้ยังมีแง่มุมที่งดงามน่าชื่นใจอีกมากมาย

3. “แว้งที่รัก” ถ่ายทอดความทรงจำวันวานของเด็กไทยพุทธท่ามกลางผองเพื่อนมุสลิมในอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ดินแดนที่อบอวลด้วยความรักและความเอื้ออาทรของคนต่างศาสนา หนังสร้างมาจากหนังสือวรรณกรรมเยาวชนชื่อ “แว้งที่รัก” เขียนบทโดย ชบาบาน และกำกับโดย นายนิรันดร เลาะนะ

4. “สันติ(แค่)ภาพ” ความทรงจำ ความหวัง ความรักของภรรยาสาวที่มีต่อสามีที่ถูกคุมขังในเรือนจำข้อหาคดีความมั่นคง ด้วยความอดทน รอคอยการกลับมาของสามี หนังสั้นเรื่องแรกของนายกูยิ อีแตและผองเพื่อนที่มีชีวิตเสี่ยงกับการถูกจับในข้อหาคดีความมั่นคงได้ทุกเมื่อ

5. “สามเกลอแห่งสายบุรี” เรื่องราวความสัมพันธ์ของเพื่อนรักต่างความเชื่อ ความศรัทธาที่ใช้ชีวิตบนดินแดนประวัติศาสตร์แห่งกาลเวลา ก้าวข้ามความขัดแย้งมาอย่างยืนยาวและยังคงอยู่ กำกับโดยโดย มาหามะสาบรี เจ๊ะเลาะ 

6. “เขาชื่ออัสฮารี” การทวงถามความยุติธรรมถึงความจริงของการเสียชีวิตที่มาจากการซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่รัฐ จนเป็นผลสำเร็จ การันตีด้วยรางวัลสารคดีข่าวยอดเยี่ยมจากองค์กรต่างประเทศ ผลิตโดยทีม FT Media

7. “เสียงแห่งความเงียบ” เมื่อปอเนาะถูกปิด บาบอโดนยิง ที่ดินถูกยึด แม้กระทั่งความเงียบยังต้องส่งเสียงร้องขอความเป็นธรรม ความจริงจากปากของหลานเจ้าของปอเนาะญิฮาด

8. “In the name of HJ. Sulong” หนังตัวอย่างเปิดตัวโปรเจคหนังในฝันของชาวมลายูปาตานี  “นามนั้นชื่อ หะยีสุหลง” ภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่เรื่องราวของชายมลายูที่เกิดก่อนยุคสมัยกับความหวังอันมลังเมลืองในสันติสุขที่หายไป

เริ่มฉายครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. 59 ณ ร้าน IN_T_AF patani และต่อด้วยวันจันทร์ที่ 14 มี.ค. ณ ห้องฉายหนัง 300 คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ. ปัตตานี และที่ห้องจะบังติกอ โรงแรมซี.เอส ปัตตานี เมื่อวันอังคาร ที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ส่วนโปรแกรมหลังจากนี้ ได้แก่ วันศุกร์ที่ 18 มี.ค. ณ บ้านหะยีสุหลง ปัตตานี เวลา 19.00 – 21.30 น. วันเสาร์ที่ 19 มี.ค. จะจัดฉายที่ปอเนาะญิฮาด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เวลา 19.30 – 21.30 น. วันอาทิตย์ที่ 20 มี.ค. จะจัดฉายที่ TK Park จ.ยะลา เวลา 14.00 – 16.30 น. และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อนำไปฉายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนั้นยังมีที่เชียงใหม่และกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อีกด้วย