กอ.รมน.ตั้งทีมพิเศษตามจับกลุ่มยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เตรียมออกหมายจับเพิ่ม26ราย

กอ.รมน.ภาค4 สน. เปิดแถลงความคืบหน้าคดียึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องถล่มฐานทหาร เผยเตรียมออกหมายจับเพิ่ม 26 ราย คุมตัวสอบสวนแล้ว 8 ราย ตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามเป้าหมายกลุ่มบุคคล โพสต์ชี้แจงรายละเอียด ชี้เป็นความสำเร็จจากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 ที่ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 46 จ.นราธิวาส พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง รองโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4 สน.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส นายวรเชรษฐ์ พรมโอภาษ ปลัดจังหวัดนราธิวาส ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุไม่สงบในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง ทั้งเหตุบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เหตุยิงเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟเจาะไอร้อง หน่วยปฏิบัติการพิเศษนราธิวาส 31 และเหตุลอบวางระเบิดบริเวณสะพานบ้านยานิง

พ.อ.ยุทธนาม กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนแล้ว 8 คน แยกเป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์ 1 คน มือปืน 1 คน ผู้ประสาน 1 คน และดูต้นทาง 3 คน ยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ 1 คัน เป็นรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า สีดำ มีการแจ้งหายที่ สภ.ระแงะ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 และเจ้าหน้าที่ทราบอีกว่ายังมีกลุ่มคนร้ายหลบหนีอีก 3 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามจับกุม

พล.ต.ต.พัฒนวุธ กล่าวว่า ล่าสุดได้เชิญพยานบุคคลมาให้ปากคำแล้ว 180 คน แต่ไม่เป็นประโยชน์ทางคดีมากนักเนื่องจากพยานไม่กล้าให้ข้อมูล เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิต แต่คดีมีความคืบหน้าไปมากแล้ว จากประจักษ์พยานที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ

เตรียมออกหมายจับเพิ่ม 26 ราย

พล.ต.ต.พัฒนวุธ กล่าวว่า หลังจากทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ได้ตรวจสอบปลอกกระสุนทั้ง 1,852 ปลอก พบคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุทั้งหมด 52 กระบอก เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคดีค้างเก่าพบ 18 กระบอกและใช้ก่อเหตุแล้ว 46 คดี ในจำนวนนี้มีการออกหมายจับแล้ว 54 หมาย จับได้แล้ว 22 หมาย และหลบหนีอีก 29 หมาย ใน 29 หมายนี้เสียชีวิตแล้ว 3 หมาย ดังนั้นจึงเหลืออีก 26 หมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง และเตรียมขอออกหมายจับในคดีนี้อีก 26 คน

พล.ต.ต.พัฒนวุธ กล่าวเพิ่มอีกว่า ในคดีคนร้ายบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องเจ้าหน้าที่ออกหมายจับแล้ว 2 คน ซึ่งมีหลักฐานจากกล้อง CCTV ที่คนร้ายเปิดใบหน้าก่อนหลบหนีออกจากโรงพยาบาล 1 ราย และอีก 1 รายเจ้าหน้าที่ตรวจได้จากผลตรวจ DNA รอยเลือดที่ตกอยู่ซึ่งเป็นของนายอับดุลการี หะแว ที่เคยร่วมก่อเหตุยิงปลัด อบต.สุคิริน จ.นราธิวาส เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558

นายวรเชษฐ์ พรมโอภาษ ปลัด จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ในส่วนของฝ่ายปกครองได้ดำเนินการเยียวยาแพทย์ พยาบาลและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องขวัญกำลังใจที่ทุกคนเริ่มที่จะผ่อนคลายหมดความกังวลในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกำชับให้ฝ่ายปกครองปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารในพื้นที่ด้วย

ขณะเดียวกัน ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค4 สน. ได้รายงานการแถลงข่าวนี้ทางเฟสบุ๊คด้วยว่า จากกรณีเหตุการณ์เมื่อ 13 มีนาคม 2559 กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้บุกเข้าไปใช้โรงพยาบาลเจาะไอร้อง เป็นฐานยิงโจมตีฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4816 และยังมีการลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่บริเวณสะพานบ้านยานิง เพื่อสกัดกั้นการเข้าช่วยเหลือ และมีการโจมตี ชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟ หน่วยปฏิบัติการพิเศษนราธิวาส 31 ซึ่งตั้งอยู่ที่ สถานีรถไฟเจาะไอร้อง

ตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามเป้าหมายกลุ่มบุคคล

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กอ.รมน.ภาค4 สน.ได้นำนโยบายของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ที่ให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน พล.ท.วิวรรธน์ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 จึงได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเฉพาะกิจติดตามเป้าหมายกลุ่มบุคคล (สมาชิก ผกร.) กอ.รมน.ภาค4 สน. เพื่อบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

สำหรับความคืบหน้าในการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงในวันดังกล่าว ทั้งในเรื่องกลุ่มผู้ก่อเหตุและพยานหลักฐานนั้น ทาง กอ.รมน.ภาค4 สน.ได้แถลงข่าว ให้ทราบแล้วนั้น เฉพาะที่ก่อเหตุโจมตีชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟ หน่วยปฏิบัติการพิเศษนราธิวาส 31 มีคนร้ายที่ก่อเหตุ 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นยานพาหนะ และใช้ปืนกลเบาอูซี่ในการก่อเหตุ อีกทั้งยังแต่งกายเลียนแบบสตรีมุสลิมเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่

แจงรายละเอียดคุมได้ 8 คน ซัดทอดอีก 3 คน

กอ.รมน.ภาค4 สน.ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้

1.จัดกำลังร่วม 3 ฝ่าย ดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งจากที่เกิดเหตุ และจากการแจ้งข่าวสารจากพี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุดังกล่าวทำให้สามารถติดจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก จากผลการดำเนินการตามกรรมวิธีซักถามมีผู้ที่ถูกควบคุมตัวยอมรับว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุ ทั้งสิ้น 6 คนโดยแบ่งตามหน้าที่และการปฏิบัติ ดังนี้

- มีหน้าที่ประสานงานและควบคุมการปฏิบัติ 1 คน

- เป็นผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่ 1 และมีหน้าที่ใช้ปืนกลเบาอูซี่ยิงโจมตีชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟ หน่วยปฏิบัติการพิเศษนราธิวาส 31

- เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่1

- มีหน้าที่ในการดูต้นทาง 3 คน

2.จากคำรับสารภาพของผู้ถูกควบคุมตัวทั้ง 6 คนเพิ่มเติมได้ให้ข้อมูลซัดทอดถึงผู้ที่นำรถจักรยานยนต์คันที่ 2 ไปพยายามดัดแปลงและทำลายหลักฐาน จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบและติดตามจนสามารถเชิญตัวผู้ที่ถูกซัดทอดดังกล่าวมาเข้าสู่กระบวนการซักถาม และผู้ที่ถูกซัดทอดได้ยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวจริงและยังสามารถยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ที่บ้านของผู้ถูกซัดทอด ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า สีดำ ซึ่งได้แจ้งหายไว้แล้วที่ สภ.ระแงะ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ตามคดีอาญาที่ 183/2558 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สรุป สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุโจมตี ชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟ หน่วยปฏิบัติการพิเศษนราธิวาส 31 ได้ 8 คน

3.นอกจากนี้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายชื่อผู้ร่วมก่อเหตุ ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนรถจักรยานยนต์คันที่ 2 ทั้งรวมถึงข้อมูลผู้ที่นำรถจักรยานยนต์คันที่ 1 ไปซุกซ่อน ปัจจุบันทั้ง 3 คนยังคงหลบหนีการติดตามจับกุม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาดำเนินทางกฎหมายต่อไป

ชี้เป็นความสำเร็จจากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

4.จากผลสำเร็จในการดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุดังกล่าว เป็นผลจากการให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสของพี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง และมีความต้องการให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นการชี้ให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุต้องอยู่อย่างยากลำบากไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข ต้องหลบซ่อนหนีการจับกุมไปตลอดชีวิตส่งผลกระทบกับตนเองและสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในครอบครัว

แต่ทั้งนี้รัฐยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่าง หรือผู้หลงผิดเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า และขอให้องค์กรทุกภาคส่วนทั้งภาคประชาสังคม และองค์กรสิทธิมนุษยชน ทั้งภายในและภายนอกประเทศรวมถึงประชาชนทั่วไปให้ร่วมรณรงค์ต่อต้านการกระทำที่รุนแรงและช่วยกันสอดส่องดูแลหมู่บ้านและชุมชนของตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงก่อเหตุสร้างสถานการณ์ อีกทั้งร่วมมือกันแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิด เพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป