กอ.รมน.ชี้ 3 ปัจจัยเร่งสถานการณ์แรงขึ้น ขอประชาชนช่วยบีบทุกกลุ่มเข้าร่วมพูดคุย

แม่ทัพภาค 4 พบสื่อและภาคประชาสังคมชายแดนใต้ รายงานผลการขับเคลื่อนแผนงานเสริมสร้างสันติสุข เผยต้นปี 59 มี 3 ปัจจัยเร่งสถานการณ์ให้แรงขึ้น ชูประชารัฐร่วมใจฯเป็นธงนำในการแก้ปัญหา แจงผลงานที่ทำไปแล้ว ประชาชนและผู้เห็นต่างจะได้อะไร ย้ำทุกงานทำเพื่อหนุนเสริมการพูดคุยสันติสุข เรียกร้องประชาชนร่วมปฏิเสธความรุนแรง เพื่อบีบทุกกลุ่มเข้าร่วมพูดคุย เผยการพูดคุยบรรลุข้อตกลงแล้วหลายข้อ

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานพบปะสื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา โดยมีการรายงานการปฏิบัติงานในพื้นที่ใน 3 ส่วนหลักๆ คือ งานด้านความมั่นคง คดีสำคัญ และงานด้านประชาสังคมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.)

ในส่วนของงานด้านความมั่นคง นาวาเอกจักรพงศ์ อภิมหาธรรม รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กอ.รมน.ภาค 4 สน.เป็นผู้นำเสนอสถานการณ์ในภาพรวม 12 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานว่า กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐไม่สามารถขับเคลื่อนงานให้บรรลุยุทธศาสตร์ที่วางไว้ในปี 2550 ได้ 2.สมาชิกระดับล่างและกลางของกลุ่มผู้เห็นต่างไม่มีเสรีในการเคลื่อนไหวและการต่อสู้เป็นเวลานานทำให้รู้สึกว่าสภาองค์กรนำไม่ได้เหลียวแลเท่าที่ควรจะเป็น เช่นกรณีที่ถูกจับแล้วครอบครัวไม่ได้รับการดูแล และเป้าหมายการต่อสู้ที่ไม่สำเร็จจนทำให้ล่วงเลยมาจนถึงปี 2559 ทำให้สมาชิกระดับล่างไม่เชื่อมั่นองค์กรนำจึงหันมาให้ความร่วมกับรัฐมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาที่มีคนเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านจำนวนมากถึง 1,384 คน

“ขณะเดียวกันกลุ่มผู้เห็นต่างที่ต้องการแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธีเอง ก็ได้พยายามโน้มน้าวให้ผู้เห็นต่างที่ใช้ความรุนแรงได้ปรับท่าทีให้มาใช้แนวทางสันติวิธี ซึ่งมีโอกาสจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากกว่า”

3 ปัจจัยเร่งสถานการณ์ให้แรงขึ้น

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานด้วยว่า ปัจจุบันในครึ่งปีงบประมาณแรกของปี 2559 (ต.ค.58-มี.ค.59) ต้องยอมรับว่ามีเหตุการณ์สูงกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2558 โดยเกิดเหตุการณ์ 178 ครั้งเพิ่มขึ้น 46 ครั้ง

“ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เหตุรุนแรงในห้วง 6 เดือนนี้เพิ่มขึ้นมี 3 ปัจจัย คือ 1.การยึดที่ดินปอเนาะญีฮาดวิทยาซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้ประเด็นนี้ในการล่อเลี้ยงความรุนแรง นำมาสู่การปลุกระดมชี้นำจนนำไปสู่การก่อเหตุและการตอบโต้ในหลายพื้นที่ 2.ต้องการประกาศตัวตนและแสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพอยู่ เพื่อปลุกปลอบขวัญมวลสมาชิกระดับล่าง”

“ปัจจัยที่ 3 ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม มีวันสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ 3 เหตุการณ์ คือ คือวันปะทะ 16 ศพที่บ้านยือลอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส วันครบรอบการพูดคุยสันติภาพของรัฐบาลที่ผ่านมา และวันครบรอบ 56 ปีการก่อตั้งขบวนการบีอาร์เอ็น ปัจจัยเหล่านั้นเป็นตัวเร่งให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยเพื่อสันติสุขได้ก่อเหตุเพื่อแสดงศักยภาพและอำนาจการต่อรอง”

ท่าทีของประชาชน

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานต่อไปด้วยว่า ส่วนท่าทีของประชาชนจากการประเมินของสถาบันการศึกษาพบว่า ประชาชนออกมาปฏิเสธความรุนแรงตามลำดับ ประชาชนกังวลเรื่องปากท้อง การศึกษาของบุตรหลานและปัญหายาเสพติด ประชาชนพอใจและสนับสนุนรัฐ 70% และต้องการพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น

เตรียมการสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานต่อไปว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้วางกรอบการแก้ไขปัญหาไว้ 3 ระยะ 1.ระยะควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2553 2.ระยะปฏิบัติการควบคู่กับการพัฒนา ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน และ 3.ระยะการพัฒนาที่ยั่งยืน

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานว่า กอ.รมน.ประเมินว่าขณะนี้อยู่ในช่วงปลายของระยะที่ 2 กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระยะการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งกอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้เตรียมรองรับ 4 งาน คือ 1.เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ฝ่ายพลเรือน ตำรวจและ อส.เพราะจะถอนกำลังทหารหลักกลับเข้าที่ตั้ง 2.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกำลังภาคประชาชนทุกประเภท 3.ทยอยส่งมอบพื้นที่ให้กองทัพภาคที่ 4 และ 4.การแก้ปัญหาเฉพาะและวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

การเตรียมการนี้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ดำเนินการมา 5 ปีแล้ว โดยขอเพิ่มกำลัง อส.อีก 2,700 นาย รวม 9,680 คน และเสริมความเข้มแข็งให้กำลัง ชรบ.และอพ.ปร.ด้วย รวมกองกำลังภาคประชาชนทั้งหมดขณะนี้ 74,636 คน ออกมาปฏิบัติงานในแต่ละวันโดยเฉลี่ยวันละ 26,000 คน แต่กอ.รมน.ภาค 4 สน.ตั้งเป้าจะต้องออกมา 35,000 คน มีการเพิ่มกำลังตำรวจ นปพ.จำนวน 38 หมวด เพิ่มตำรวจโรงพักอีก 2,000 นาย

จากสถานการณ์ที่สงบมากขึ้น ปีนี้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ปรับเป้าหมายจากสถานการณ์ดีขึ้นเป็นสถานการณ์ยุติลง โดยแม่ทัพภาคที่ 4 มุ่งไป 4 ประการ คือ 1.ยุติสถานการณ์ทุกรูปแบบ 2.ขจัดเงื่อนไขความขัดแย้งและความรุนแรงทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต 3.ประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนาอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม มีความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตดีขึ้น 4.ขจัดภัยแทรกซ้อนทุกรูปแบบ

ผลงานในรอบ 6 เดือน

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งใน 3 งานเร่งด่วน ดังนี้ งานที่ 1 ควบคุมพื้นที่ไม่ให้ก่อเหตุได้ ผลการทำงานในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา จับกุมตามหมาย ป.วิอาญาและพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯได้ 23 คน เชิญตัวผู้ต้องสงสัย 103 คน ตรวจยึดอาวุธปืน 49 กระบอกส่วนใหญ่เป็นเอ็ม 16 กู้ระเบิดได้ 11 ครั้ง ตรวจพบการเจาะหลุมระเบิดได้ 27 หลุม และตรวจพบฐานปฏิบัติการของผู้ก่อเหตุ 2 แห่ง

ทำเส้นทางให้ปลอดภัย 24 ชั่วโมง 28 เส้นทาง ระยะทาง 277 กิโลเมตร ผลคือมีเหตุการณ์เพียง 4 เส้นทาง ดูแลความปลอดภัยใน 7 เมืองเศรษฐกิจหลัก ผลคือไม่เกิดเหตุในทุกเขตเมืองแม้ผู้ก่อเหตุพยายามมากแต่ทำไม่ได้ เกิดเหตุได้รอบนอกเขตเมือง การแก้ปัญหายาเสพติด สามารถจับกุมยาบ้าได้ 3 ล้านกว่าเม็ดถือว่ามากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการตรวจยึดที่ดินในพื้นที่ป่าได้ 10,000 กว่าไร่

ประชารัฐร่วมใจฯเป็นธงนำในการแก้ปัญหา

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานว่า งานที่ 2 คืองานประชารัฐร่วมใจสร้างอำเภอสันติสุข เป็นธงนำในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะงานการเมืองและการพัฒนา งานการเมืองคือมุ่งไปที่ผู้ก่อเหตุ ขอให้ยุติการก่อเหตุแล้วหันมาร่วมมือกับภาครัฐและเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ส่วนงานพัฒนาจะมุ่งไปที่ครัวเรือนของประชาชน แม้ว่าจะเกลียดรัฐมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าได้รับความช่วยเหลือจากรัฐจนหายความเดือดร้อนก็จะเกิดความคิดใหม่ว่ารัฐเป็นที่พึ่งของพวกเขาได้

โครงการประชารัฐใน 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของสงขลา จะเพิ่มกลุ่มผู้เห็นต่างและภาคประชาสังคมผนึกกำลัง 4 ฝ่ายเดินหน้าโครงการนี้ไปด้วยกัน โดยมีนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

วัตถุประสงค์ 1.เพื่อรุกทางการเมืองต่อผู้ก่อเหตุและผู้เห็นต่างจากรัฐด้วยการเดินเท้าไปรับฟังความเห็น ขอให้ยุติการก่อเหตุแล้วหันมาร่วมมือกับรัฐ 2.เพื่อบังคับวิถีการพัฒนาของรัฐลงถึงประชาชนเป็นรายครัวเรือน 3.เพื่อปรับวิธีคิดและการทำงานของภาครัฐให้บูรณาการในการทำงานโดยมีฐานข้อมูลความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง ดำเนินการไปพร้อมกันทั้ง 37 อำเภอ

แจงผลงานที่ทำไปแล้ว

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมามีการเยี่ยมครอบเรือนประชาชนไปแล้ว 100,000 กว่าครัวเรือน โดยทีมชุดการเมือง 600 ชุดที่มีทั้งทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พัฒนากร บัณฑิตอาสา

ส่วนชุด ศปก.อำเภอเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเข้าหาผู้เห็นต่าง เครือญาติ ผู้ได้รับผลกระทบ ขอให้ยุติก่อเหตุ เชิญร่วมเสวนาสัญจร เป็นต้น และงานพัฒนาโดยนำโครงการงบประมาณลงไปถึงรายครัวเรือนตามข้อมูลที่ลงไปเยี่ยม

ที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 4 เดินสายชี้แจงทำความเข้าใจส่วนราชการเอง เพื่อให้ไปทำความเข้าใจกับประชาชน ประชาสังคมและสื่อมวลชน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วกับ 21 องค์กร

ส่วนการเยี่ยมสำรวจข้อมูลรายครัวเรือนดำเนินการแล้ว 421,120 ครัวเรือน จากนั้นนำความต้องการไปขอโครงการงบประมาณผ่าน 61 หน่วยงานเพื่อนำมาตอบสนองประชาชน

ประชาชน/ผู้เห็นต่างจะได้อะไร

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานด้วยว่า ทีมชุดการเมือง 600 ชุด เดินหน้านำแผนงานโครงการเข้าหาประชาชนตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา และดำเนินการไปบางส่วนแล้ว ได้แก่ ซ่อมแซมบ้านผู้ยากไร้ 48 หลัง มอบถุงยังชีพ 307 ครอบครัว มอบข้าวสาร 65 ครอบครัว มอบอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียง 14 คน มอบทุนการศึกษา 357 ทุน รับรองครอบครัวสัจจะคุณธรรมแล้ว 240,000 กว่าครัวเรือน นำเยาวชนเข้าบำบัดยาเสพติดที่ปอเนาะญาลันนันบารู 14 คน ชวนบุคคลเป้าหมายเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน 16 คน

สิ่งที่ประชาชนได้จากโครงการนี้คือ หายเดือดร้อนเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปรับฟังปัญหาถึงในครัวเรือน แล้วนำมาช่วยเหลือแก้ปัญหาให้ ส่วนสิ่งที่ผู้เห็นต่างจะได้รับ 1.รัฐมีทัศนคติที่ดีและเข้าใจผู้เห็นต่างมากขึ้น 2.ผู้เห็นต่างหายความคับแค้นใจ เมื่อมีโอกาสระบายสิ่งที่อยู่ในใจให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ทราบโดยตรง 3.รัฐได้โอกาสรับฟังความคิดเห็น ส่งเสริมสนับสนุนและร่วมมือกับกลุ่มผู้เห็นต่างแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปด้วยกัน

พาคนกลับบ้านยังมีอีก 1,937 คนที่ยังไม่เข้าโครงการ

นาวาเอกจักรพงศ์ รายงานด้วยว่า ในส่วนโครงการพาคนกลับบ้าน ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการ 1,841 คน รวม 3,837 คน 1.ปลอดพันธะทางกฎหมายแล้ว 1,129 คน ที่เหลือกำลังดำเนินการ 2.ปลดพันธะทางจิตใจผ่านโครงการประชาร่วมใจเพื่อแผ่นดินแล้ว 4 รุ่น 350 คน 3.ตั้งชมรมพาคนกลับบ้านครบทั้ง 37 อำเภอเพื่อง่ายต่อการประสานงาน 4.ฝึกอบรมอาชีพและรายได้แล้ว 352 คน 5.เป็นคนจิตอาสาช่วยเหลือสังคมและชุมชน เช่น ประชาสัมพันธ์ให้คนที่หลบหนีได้เข้าร่วมโครงการ เป็นคณะกรรมการยุติการต่อสู้ที่ใช้ความรุนแรง สอนศาสนา เป็นล่าม แปลเอกสาร เป็นต้น ยังเหลือที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการ 1,937 คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

เชื่อมโยงการพูดคุยสันติสุขอย่างไร

พล.ต.ชินวัฒน์ แม้เดช รองแม่ทัพภาคที่ 4 รองผอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวว่า ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อหนุนเสริมการพูดคุยสันติสุข ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีชัดเจนว่า เน้นการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกระบวนการพูดคุย และเน้นพูดคุยทุกกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ

“เป้าหมายการพูดคุยเพื่อยุติความรุนแรง แล้วแปรเปลี่ยนการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมาต่อสู้โดยสันติวิธี เดินไปสู่สันติสุขที่สังคมแห่งนี้ต้องการ การพูดคุยไปไกลและลึกเกินกว่าที่จะหยุดยั้งได้”

พล.ต.ชินวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ถ้าพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจเรื่องการพูดคุย และไม่รับรู้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ดำเนินโครงการประชารัฐก็คือการสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน งานสำคัญคือการคุมพื้นที่ให้ปลอดภัย คือเปิดสภาพพื้นที่ให้กลุ่มผู้เห็นต่างทั้งหมดกล้าออกมาพูดคุย แสดงความคิดเห็น หรือระบายความเครียดที่อยู่ในใจว่ารู้สึกอย่างไรต่อรัฐและต้องการอะไร

ประชาชนปฏิเสธความรุนแรงจะบีบทุกกลุ่มเข้าร่วมพูดคุย

 “ถ้าพื้นที่เดินไปสู่ทิศทางเดียวกันคือ สันติสุขและปฏิเสธความรุนแรงร่วมกัน มันจะบีบบังคับให้ทุกกลุ่มเข้าสู่กระบวนการพูดคุย วันนี้ต้องยอมรับว่ามีบางกลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรงอย่างเต็มที่และอาศัยเงื่อนไขบางประเด็นในพื้นที่ที่พี่น้องเองก็ยังไม่เข้าใจมาสร้างความรุนแรง” พล.ต.ชินวัฒน์ กล่าว

พล.ต.ชินวัฒน์ กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังเงื่อนไขปอเนาะญีฮาดแรงเหมือนไฟไหม้ฟาง ซักพักก็จะลดลงเมื่อกระแสสังคมปฏิเสธสิ่งเหล่านี้และเข้าใจการดำเนินการของรัฐต่อปอเนาะญีฮาด แยกความดีงามกับความชั่วร้ายของปอเนาะญีฮาดออกได้ เงื่อนไขนี้จะยุติลง ความรุนแรงก็จะค่อยๆเบาลง ท้ายสุดกระบวนการพูดคุยจะเดินต่อไป

พล.ต.ชินวัฒน์ กล่าวว่า ความรุนแรงเป็นอุปสรรคของการพูดคุย เช่นการเลื่อนการพูดคุยสันติสุขมาแล้ว 3 ครั้ง ก็เพราะเกิดเหตุรุนแรง เช่นเมื่อเกิดเหตุการณ์เจาะไอร้องก็เลื่อนการพูดคุยออกไป บ่งบอกว่าถ้าความรุนแรงยังเกิดขึ้นและพี่น้องประชาชนยังไม่ปฏิเสธความรุนแรง กระบวนการพูดคุยจะมีปัญหาทันที เพราะฉะนั้นสิ่งที่แม่ทัพทำทั้งหมดก็เพื่อต้องการให้พื้นที่นิ่งจนประชาชนกล้าออกมาปฏิเสธความรุนแรงและจะบีบให้กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงเข้าสู่การพูดคุย

การพูดคุยบรรลุข้อตกลงไปหลายข้อ

“การพูดคุยวันนี้บรรลุข้อตกลงไปหลายข้อ ข้อตกลงสำคัญที่ฝ่ายผู้เห็นต่างเสนอมา คือให้เป็นวาระแห่งชาติ ท่านนายกฯรับเป็นวาระแห่งชาติ ข้อตกลงที่เรายื่นให้เขาคือเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย วันนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการเทคนิคร่วมมาคุยกันว่าพื้นที่ที่จะประกาศเป็นพื้นที่ปลอดภัยจะเอาพื้นที่ไหน และจะทำกันอย่างไร ซึ่งคณะชุดใหญ่ที่เลื่อนไปจะคุยกันเรื่องนี้” พล.ต.ชินวัฒน์ กล่าว

พล.ต.ชินวัฒน์ กล่าวด้วยว่า แม่ทัพให้กระทรวงยุติธรรมศึกษากระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่สอดคล้องและเหมาะสมกับพื้นที่นี้ ซึ่งก็สอดรับกับฝ่ายผู้เห็นต่างเสนอมาว่าต้องการคุ้มครองทางกฎหมายในบางกรณี แต่เมื่อเกิดเหตุทุกอย่างชะงักลง ซึ่งจะทำอย่างไรที่ประชาชน ภาคประชาสังคมจะยืนอยู่ตรงกลาง และปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ ให้พื้นที่นิ่งให้ได้ เชื่อว่าการพูดคุยก็จะบรรลุผล

เตือนพวกทำข้อมูลข่าวสารสับสน

ด้านพล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ต่อไปนี้จะเชิญตัวคนที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารเกิดความสับสนตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในเฟสบุ๊ค ซึ่งที่ผ่านมาเคยเชิญตัวมาแล้ว และได้พาไปสอบสวนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ถ้าคิดว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ถูกต้องก็ให้มาคุยกันได้ ซึ่งการเชิญตัวลักษณะนี้กองทัพภาคอื่นที่ทำมาแล้ว แต่กองทัพภาคที่ 4 ยังไม่ได้ทำ แต่หลังจากนี้จะทำมากขึ้น