“ภานุ-พล.ต.ชินวัตน์” ยืนยันรัฐทำงานเป็นเอกภาพ นำพาชายแดนใต้สู่การพัฒนาในบริบทพหุวัฒนธรรม

นายภานุ อุทัยรัตน์ และ พล.ต.ชินวัตน์ แม้นเดช รอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. บรรยายพิเศษในประเด็นการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในงานสัมมนาวิชาการประมวลองค์ความรู้ทางการพัฒนาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดขึ้น เป็นการเวทีสัมมนาระหว่างผู้นำศาสนา และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประมวลองค์ความรู้ในการพัฒนาสังคมชายแดนใต้  ให้แก่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา นักศึกษาระดับปริญญาตรี นักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้สนใจ รวม 500 คน เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา

นายภาณุ อุทัยรัตน์ “ยืนยันรัฐทำงานอย่างมีเอกภาพ ทั้งงานพลเรือนและความมั่นคง”

นายภานุ อุทัยรัตน์ กล่าวว่า ศอ.บต.กับกองอำนวยการรักษาความมั่นภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ภายใต้การนำ พลโทวิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผู้อำนวยการกอ.รมน.ภาค 4 สน. ทำงานร่วมกันตั้งแต่มีรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้การทำงานเป็นเอกภาพ ลบภาพของต่างคนต่างทำงานไม่มีอีกแล้ว

สำหรับที่เคยพูดกันว่ารัฐทำงานไม่มีเอกภาพนั้น เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่าเป็นการพูดที่ไม่รับรู้ถึงการทำงานของภาครัฐ เพราะในตอนนี้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่มีอีกเลย เนื่องจากได้มอบหมายให้บัณฑิตอาสา ศอ.บต. ซึ่งเป็นบุคลากรของ ศอ.บต.ที่อยู่ในชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำงานร่วมกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น ปลัดอำเภอ นายอำเภอ ทำการสำรวจประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือประชาชนที่ไม่ได้รับการดูแลเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผลสำรวจพบว่าร้อยละ 80 ลงนามยืนยันว่าได้รับความเป็นธรรมแล้ว ซึ่งผลสำรวจนี้ส่งกำหนดส่งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา

“เรามีศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ สายด่วนอุ่นใจ 1880 สามารถโทรแจ้งความเดือดร้อน 24 ชั่วโมง สามารถโทรแจ้งภาษามลายูและภาษาไทย เพื่อนำไปแก้ไขต่อไป นี้คืองานเชิงรับ ส่วนงานเชิงรุก ศอ.บต.กับ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ดำเนินโครงการคลายทุกข์ที่ต้นทางลงไปในพื้นที่หมู่บ้านไปพบประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำปัญหาหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันนำประเด็นเหล่านี้มาสร้างความแตกแยกในพื้นที่ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นที่ผ่านๆ มา”

เป้าหมายคือสังคมพหุวัฒนธรรม คนในพื้นที่เป็นบุคลาภาครัฐมากขึ้น

นายภาณุ อุทัยรัตน์ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาของการเกิดวิกฤติ 10 ปี ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกถึงเสมอมาคือรัฐมีเป้าหมายคือ เราต้องเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม หมายถึงการยอมรับคนกลุ่มน้อยในพื้นที่โดยการอยู่ด้วยความปกติสุข อยู่ด้วยความเข้าใจต่อกัน ในพื้นที่นี้ได้กำหนดหยุดวันราชการในวันตรุษจีน วันตรุษอีดิ้ลฟิตรีและวันตรุษอีดิลอัฎฮา เป็นวันหยุดเหล่านี้มีเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่หยุดทั้งประเทศไทย เพราะนี้เป็นการให้เกียรติและยอมรับสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่

เมื่อพิจารณาถึงบุคลากรของรัฐในพื้นที่ วันนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐภาคบริการประชาชนในพื้นที่ เป็นคนในพื้นที่ร้อยละ 86 ในจำนวนนี้เป็นคนมลายูร้อยละ 54 เกินครึ่งหนึ่ง ในส่วนการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีนายกเทศมนตรี นายกอบจ.และนายกอบต. เป็นคนมลายูร้อยละ 92 สมาชิกเทศบาล สมาชิก อบจ. สมาชิก อบต. เป็นคนมลายูร้อย 86  

มุ่งเน้นการทำงานแบบ “ประชารัฐ”

เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ยุทธศาสตร์พระราชทานเป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเข้าใจด้วย อย่าคิดว่าข้าราชการทำฝ่ายเดียว คือประชาชนต้องเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่คืออะไร ประชาชนต้องไม่เป็นเครื่องมือของอีกฝ่าย เพราะทำให้บ้านเมืองเกิดวุ่นวาย วันนี้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าไปในหมู่ทุกบ้านในพื้นที่ มีเครือข่าย ในการทำงานและสามารถนอนในหมู่บ้านในพื้นที่ได้ด้วย

ในส่วนแนวคิดประชารัฐนั้น เมื่อรัฐให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว ประชาชนต้องรับรู้ว่าด้วยว่า จะรับความช่วยเหลืออย่างไร ตัวอย่างที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ โรงเรียนสัมพันธ์วิทยาขอถนน 1 เส้น ความยาวประมาณ 350 เมตร ใช้งบประมาณ 1,500,000 บาท เมื่อมาพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนแล้วได้แนวทางร่วมกันว่าผู้บริหารโรงเรียนหาคนที่จะสร้างถนน โดยเอาเจ้าหน้าที่โรงเรียนหรือศิษย์เก่ามาช่วยกันสร้างถนน ส่วน ศอ.บต. สนับสนุนงบประมาณซื้อปูนซีเมนต์ให้จำนวน 500,000 บาท ผลที่ได้คือถนนที่มีคุณภาพเหมือนกัน ส่วนงบประมาณอีก 1,000,000 บาทนั้นสามารถนำไปดำเนินการกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป นี้คือการทำงานแบบประชารัฐ

นายภาณุ อุทัยรัตน์ กล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญทางด้านวิชาการอย่างมาก นายกรัฐมนตรีบอกว่างานวิชาการ งานวิจัย นำมาขายได้ แต่ต้องมองรอบด้าน ต้องยึดความเป็นพหุวัฒนธรรม ต้องรู้ด้วยว่าวันนี้ภาครัฐทำงานถึงไหนแล้ว ซึ่งศอ.บต.กับกอ.รมน.ภาค 4 สน.นำไปดำเนินการต่อไป เพราะเชื่อท่านมีความบริสุทธิ์ใจในการสร้างพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่แห่งสันติสุขต่อไป     

พล.ต.ชินวัตน์ แม้นเดช “3 จังหวัดชายแดนใต้คือประตูสู่อาเซียน”

พล.ต.ชินวัตน์ แม้นเดช กล่าวว่าความท้าทายของสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มองว่าการเข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ได้ท้าทายในสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ยังท้าทายต่อนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ และนักวิชาการทางด้านสังคมวิทยา 

เงื่อนไขหรือปัญหาของรัฐในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ผ่านมาในอดีตคือ เงื่อนไขความมั่นคง แต่วันนี้การร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก้าวข้ามจากความเป็นรัฐเดียวสู่ความเป็นประชาคมรัฐ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะยืนอยู่หลักอะไร รัฐในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะยืนอยู่ตรงไหน รัฐในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะลดสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาคมรัฐได้อย่างไร กำหนดนโยบายร่วมกันอย่างไร นับเป็นหนึ่งในความท้าทายทางรัฐศาสตร์ที่จะต้องคิดว่าต้องทำกันอย่างไร

พล.ต.ชินวัตน์ แม้นเดช กล่าวถึงรัฐว่ากำลังคิดร่วมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในบริบทของการบูรณการร่วมกัน แต่ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันท้าทายต่อสิ่งเหล่านี้ เพราะมีกลุ่มคนที่คิดว่าอยากแยกออกไป เป็นรัฐเดียว มันสอดคล้องกับบริบทในภูมิภาคของเราหรือเปล่า

“สิ่งที่ท้าทายอีกประเด็นคือประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์เชื่อมต่อหรือสะพานเชื่อมต่อทางด้านอารยาธรรมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อเราเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อแล้ว เราจะเป็นเพียงแค่สะพานเชื่อมต่อเท่านั้นหรือ ดังนั้นเราเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับอารยธรรมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะติดต่อโดยผ่านประเทศไทย โดยเฉพาะการติดต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตอนเหนือกับตอนใต้ การติดต่อของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็จะทิ้งอารยธรรมต่างๆ ให้กับสังคมไทย”

พล.ต.ชินวัตน์ แม้นเดช ยังได้กล่าวอีกว่าสังคมที่เชื่อมต่อกันระหว่าง 2 อารยธรรมที่สำคัญที่สุด คือ สังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นสังคมที่เป็นพี่น้องมลายูซึ่งสามารถติดต่อกับ  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตอนใต้ได้ นอกจากนี้สามารถติดต่อกับคนไทยทั่วประเทศและติดต่อกับประชาคมอาเซียนตอนเหนือก็ได้ นี้คือสิ่งท้าทาย

สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรที่ก้าวข้ามวิกฤตของความขัดแย้งไปให้ได้ หากสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีความรุนแรงอยู่ เป็นอุปสรรค์อย่างมากต่อกระบวนการพัฒนาทุกระบบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และประเทศไทย เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

“เราจำเป็นต้องนำแนวทางการพัฒนาอย่างยันยืนและมีการบูรณการ 3 อย่างเข้าด้วยกัน 1.ทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ 2.กระจ่ายรายได้ จากส่วนที่เข้มแข็งไปยังส่วนอ่อนแอ อย่างเป็นธรรม 3.ส่งเสริมจริยธรรมอันดีงาม ส่งเสริมภูปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมปราชญ์ท้องถิ่น ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งอันเป็นบรรทัดฐานของสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเตรียมพร้อมและสร้างเข้มแข็งให้มากพอที่จะไม่ให้พลิ้วตามอารยธรรมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”

พล.ต.ชินวัตน์ แม้นเดช กล่าวว่าการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้การนำ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผู้อำนวยการกอ.รมน.ภาค 4 สน. ใช้นโยบายประชารัฐร่วมใจ สร้างอำเภอสันติสุข โดยดำเนินการมาหลายเดือนแล้ว อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี อยู่ในนโยบายนี้ด้วย

หลักของนโยบายประชารัฐร่วมใจ สร้างอำเภอสันติสุข คือ รัฐร่วมกับประชาชนในพื้นที่สร้างสันติสุขในพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

1.เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนดี ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ ประชาชนมีความรู้สึกอบอุ่นใจที่เจอเจ้าหน้าที่รัฐคนดี เจ้าหน้าที่รัฐให้บริการประชาชนโดยบริสุทธิ์ใจและยุติธรรม เป็นคนดีทั้งวิธีคิดและการปฏิบัติ

 2.งานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินใน 3 จังหวัดชาแดนภาคใต้ เป็นการเปิดทางไปสู่กระบวนการสันติสุขหรือการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในกระบวนการสันติสุข ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้งานสร้างความเข้าใจและงานบริการภาครัฐต่อประชาชน อำเภอเป็นกลไกที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกรัฐระดับอำเภอ ทุกกระทรวง ทบวน กรม ลงไปสู่ประชาชน การบริการของรัฐต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นหลัก

3.งานพัฒนา โดยมีการกำหนดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ วันนี้มีการสำรวจความเดือดร้อนของประชาชนทุกครัวเรือน สำรวจว่ามีความเดือดเรื่องอะไร มีความต้องการเรื่องอะไร จากนั้นมีการรวบร่วมข้อมูลตั้งแต่ระดับหมู่บ้านและตำบล และให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นประมวลความต้องการของประชาชน จากความสำคัญมากที่สุดจนถึงความสำคัญน้อยที่สุด  และนำเสนอต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อขออนุมัติงบประมาณ เพื่อดำเนินการ ดำเนินการทั้งหมดเหล่านี้ ของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ทั้งหมดเพื่อนำไปสู่สันติสุขกลับในพื้นที่