เครือข่ายครูบันดาลใจ มุ่งถอนวัฒนธรรมความรุนแรงฝังหัว มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันสันติภาพให้เด็ก

“เครือข่ายครูบันดาลใจ” กลุ่มพลังจิตวิญญาณและอุดมการณ์ความเป็นครู มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กฝักใฝ่สันติ ผ่านโครงการกล้าทำดีลดการรังแก รื้อถอนวัฒนธรรมความรุนแรงที่ฝังหัว เพราะเชื่อว่าสันติภาพต้องเริ่มด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันความรุนแรงให้เด็กก่อน จึงจะส่งต่อสันติภาพเข้าสู่สังคมใหญ่ในอนาคตของพวกเขาต่อไปได้

น้อยครั้งนักที่จะพบว่า มีข้าราชการครูมารวมตัวกันทำงานพัฒนาในรูปแบบองค์กรพัฒนาเอกชน หรือที่เรียกกันว่า “เอ็นจีโอ” (NGO) อย่างเช่น “เครือข่ายครูบันดาลใจ” ซึ่งมุ่งทำงานพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กทั้งในระบบและนอกระบบราชการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่สิ่งที่น่าสนใจและน่าตกใจกว่า ก็คือข้อค้นพบของพวกเขาที่ว่า “สถานการณ์ความรุนแรงไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก หากแต่พฤติกรรมความรุนแรงที่อยู่ภายในตัวเด็กเองก็ส่งผลกระทบด้วยเช่นกัน”

ข้อมูลน่าตกใจ ความรุนแรงที่มาจากเด็กเอง

พฤติกรรมที่เด็กชอบใช้ความรุนแรงนี้มาจากไหน “นายนุรดี ลาเตะ” ผู้ประสานงานเครือข่ายครูบันดาลใจ ได้ยกผลการสำรวจข้อมูลพฤติกรรมการรังแกของกลุ่มสร้างสรรค์สันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ใน 10 โรงเรียนมาอธิบายประกอบ

นายนุรดี บอกว่า ผลการสำรวจดังกล่าวพบว่า ร้อยละ 88 ของนักเรียนมีประสบการณ์เผชิญสถานการณ์รังแกในโรงเรียน โดยจำแนกเป็นผู้ถูกรังแกร้อยละ 39 ผู้รังแกร้อยละ 30 และผู้ยืนดูหรือผู้สนับสนุนให้เกิดการรังแก ร้อยละ 21

“รูปแบบการถูกรังแกที่พบมากที่สุด คือ เตะ ต่อยหรือพูดจาหยาบคาย เสียดสีถึงผิวพรรณ ร่างกายที่ผิดปกติ ฐานะทางเศรษฐกิจ ชาติพันธุ์และทางเพศตามลำดับ ซึ่งสิ่งที่ค้นพบนี้สะท้อนถึงแรงจูงใจว่า สาเหตุของพฤติกรรมการรังแกนั้นเกิดจากการมีเพื่อนคอยสนับสนุน โดยการหัวเราะเยาะหรือช่วยปิดเป็นความลับ” นายนุรดีระบุ

จากเครือข่ายครูเอื้อสู่เครือข่ายครูบันดาลใจ

ประกอบกับ เมื่อปลายปี 2557 เครือข่ายครูบันดาลใจในนาม “เครือข่ายครูเอื้อ” ก็เคยร่วมกันถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานมาแล้วก็ค้นพบข้อท้าทายอย่างหนึ่งที่บั่นทอนการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่ก็คือปัญหาการรังแกระหว่างเด็กด้วยกันเองหรือความรุนแรงในช่วงวัยเด็กด้วยเช่นกัน

นายนุรดี บอกว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ถูกปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นวัฒนธรรมในกลุ่มเด็กเองซึ่งส่งผลรุนแรงมากขึ้น ทั้งต่อผู้รังแก ผู้ถูกรังแกและผู้ยืนดูเฉยๆ และเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นพฤติกรรมที่ชอบใช้ความรุนแรงของเด็ก

ทางเครือข่ายครูเอื้อตระหนักถึงปัญหานี้อย่างดี จึงรวมพลังจิตวิญญาณและอุดมการณ์ความเป็นครูที่มีอยู่ในตัวของสมาชิกอีกครั้งในนาม “เครือข่ายครูบันดาลใจ” เพื่อส่งต่อพลังให้เด็กนักเรียนเกิดแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้ฝักใฝ่สันติมากขึ้น

นายนุรดี บอกด้วยว่า สำหรับเครือข่ายครูเอื้อที่พัฒนามาเป็นเครือข่ายครูบันดาลใจนั้น เกิดขึ้นมาจากโครงการ 84 พรรษา 84 โรงเรียน “ทำดีถวายในหลวง” ของมูลนิธิรักษ์ไทย ที่ดำเนินการระหว่างปี 2553 – 2557 เพื่อร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้เด็กนักเรียนกล้าคิด กล้าทำ กล้าเรียนรู้อย่างอิสระและสร้างสรรค์ รวมทั้งพัฒนาระบบการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและโรงเรียนเอกชน

รื้อถอนวัฒนธรรมความรุนแรงที่ฝังหัว

นายนุรดี บอกว่า ผลผลิตจากงานอาสาของเครือข่ายครูบันดาลใจที่สำคัญๆ มี 5 ด้าน คือ

1.งานพัฒนาด้านจิตวิญญาณ

2.ฟื้นฟูพลังภายใน (Empowerment) ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาครอบครัวและ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ให้สามารถเปิดใจพัฒนาตนเองได้

3.งานพัฒนาความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม ด้วยการสร้างความเท่าเทียมทางบทบาททางสังคม

4.รื้อถอนวัฒนธรรมความรุนแรงที่ฝังหัว โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศ และ

5.งานพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เน้นการเรียนรู้ที่สนุกและมีความสุข

กล้าทำดี ลดการรังแก

นุรดี บอกด้วยว่า จากข้อมูลข้างต้นจึงเป็นที่มาของโครงการ “กล้าทำดี ลดการรังแก” ของเครือข่ายครูบันดาลใจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนภาคใต้ ภายใต้สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)

โครงการกล้าทำดี ลดการรังแก ได้ดำเนินการไปแล้ว 6 เดือนในโรงเรียนนำร่อง 10 โรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้

จ.ปัตตานี ได้แก่ โรงเรียนบ้านตลาดนัดคลองขุด อ.หนองจิก โรงเรียนบ้านปะแดลางา อ.หนองจิก โรงเรียนบ้านชุมชนบ้านทุ่งคล้า อ.สายบุรี โรงเรียนวัดควน อ.ปะนาเระ โรงเรียนวัดมหิงษาราม อ.ปะนาเระ

จ.นราธิวาส ได้แก่ โรงเรียนบ้านจอเบาะ อ.ยี่งอ โรงเรียนบ้านกูแว อ.ยี่งอ โรงเรียนบ้านศาลาลูกไก่ อ.ยี่งอ และ จ.ยะลา ได้แก่ โรงเรียนบ้านบาโงย อ.รามัน โรงเรียนวัดชมพูสถิต อ.เมือง

นุรดี ลาเตะ

ประชาสังคมกับคนในราชการก็ร่วมสร้างสันติภาพได้

นายนุรดี กล่าวว่า ผลสำเร็จในส่วนของการทำงานกับครูก็เป็นความท้าทายเช่นกัน เพราะตนทำงานภาคประชาสังคม แต่หลังจากทำงานร่วมกันก็เห็นถึงความพร้อมของครูที่จะออกจากจุดเดิมๆ เพื่อสร้างสันติภาพร่วมกัน เห็นถึงความตั้งใจของครูที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็ก

นายนุรดี บอกว่า ส่วนผลที่ได้สำหรับเด็กนักเรียน จะได้เห็นว่าเมื่อเด็กทราบว่าพฤติกรรมต่างๆ เช่น การล้อเลียน การเตะ ต่อย เหล่านี้ไม่เป็นสิ่งดี แต่มีผลทำให้เพื่อนมีความเก็บกด โมโหร้ายซึ่งส่งผลให้เด็กไม่กล้าเติบโตเรียนรู้ด้วยตนเองแล้วพวกเขาก็จะหยุดพฤติกรรมเหล่านี้

“ตอนนี้เด็กเริ่มมีการพูดคุยมากขึ้น เมื่อโดนรังแกก็กล้าบอกผู้ใหญ่จากแต่ก่อนไม่กล้า แต่ทนเก็บไว้ พอมากๆเข้าความรุนแรงก็ปะทุออกมามากขึ้น ไม่อยากมาโรงเรียนอีก แม้เป็นพฤติกรรมเล็กๆ แต่บางทีก็ส่งผลต่อพฤติกรรมอื่นๆตามมา เมื่อเด็กไม่กล้าเข้าสู่สังคมก็จะหันไปหาทางอื่น เช่น ยาเสพติด มีความสัมพันธ์แบบแฟนซึ่งส่งผลต่อการล่วงละเมิดทางเพศได้ เป็นต้น” นายนุรดีกล่าว

จำลองสถานการณ์ให้เด็กคิดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

นายนุรดี เล่าว่า กิจกรรมที่ทำคือ จะตั้งคำถามต่อเด็กว่า ถ้านึกถึงการรังแกจะนึกถึงอะไร? เด็กก็จะตอบตามประสบการณ์ และบอกเด็กว่าอะไรคือการกลั่นแกล้ง การรังแกและความรุนแรง แล้วชวนให้คิดว่าพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การเปิดกระโปรง หรือจับอวัยวะเพศเพื่อน ถ้าตัวเองโดนจะเป็นอย่างไร

“หรือให้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยกำหนดพื้นที่ของผู้ถูกกระทำ ผู้รังแกและผู้ยืนดูเฉยๆ แล้วให้เด็กคิดและค้นหาว่าตนเองอยู่ในจุดไหน โดยตั้งคำถามและร่วมพูดคุยกัน จนท้ายสุดเด็กก็จะรู้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ” นายนุรดีกล่าว

นายนุรดี กล่าวด้วยว่า เด็กที่อยู่ในสภาวะความรุนแรงก็จะกลายเป็นผลผลิตของความรุนแรงไปด้วย หรือเป็นกลุ่มที่รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบโดยซึมซับความรุนแรงไว้ สิ่งที่พวกเรากำลังทำก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กนั่นเอง

นายนุรดี บอกว่า เพราะเวลานี้โรงเรียนในพื้นที่เองก็เป็นพื้นที่ก่ำกึ่งระหว่างการบ่มเพาะปัญญาและอาจบ่มเพาะความรุนแรงได้ด้วย เพราะโรงเรียนเป็นภาพของสังคมเล็กๆ เมื่อเด็กมีความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ในโรงเรียน ก็จะด่าเพื่อนที่มีความต่างทางความเชื่อหรือถึงขั้นใช้คำข่มขู่ ทำให้เห็นว่าเพียงแค่ในพื้นที่เล็กๆอย่างในโรงเรียนก็ยังมีแนวคิดที่รุนแรง แล้วในสังคมภายนอกหรือในอนาคตของพวกเขาจะรุนแรงยิ่งขึ้นหากไม่มีภูมิคุ้มกัน

สันติภาพ คือ สภาวะของคนที่กล้าจะทำความดี

“หากการแบ่งแยกกลุ่มเขากลุ่มเราเกิดในโรงเรียน ก็จะส่งผลต่ออนาคตในการเข้าสู่สังคมของพวกเขาด้วยเช่นกัน ภาวะเช่นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นเพื่อจะสร้างสันติภาพในระยะยาวก็ต้องเริ่มจากเด็กในยุคใหม่ โดยต้องสร้างเด็กที่ไม่ยอมรับความรุนแรงและยึดในแนวทางสันติวิธี” นายนุรดีกล่าว

เมื่อถามว่า สันติภาพในความหมายของนุรดีเองหรือของเครือข่ายครูบันดาลใจคืออะไร นายนุรดีขอตอบว่า สันติภาพก็คือ สภาวะของคนที่กล้าจะทำความดี สร้างสรรค์ตัวเองและสังคมให้อยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัยต่อกัน

ผลสำเร็จที่มองผ่านสายตาครู

นายซุลกิฟลี แวหะมะ ครูโรงเรียนบ้านทรายขาว ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส กล่าวว่า ผลสำเร็จของกิจกรรมที่ผ่านมา อันดับแรกได้ผลสะท้อนที่น่าพอใจจากผู้ปกครอง เพราะเด็กบางคนผู้ปกครองเห็นได้ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงหลังผ่านกิจกรรม เช่น ค่ายอบรมที่แทรกกิจกรรมให้เด็กที่ชอบรังแกเพื่อนเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบที่พวกเขาได้กระทำลงไป

“ผู้ปกครองบางคนถึงกับถามในที่ประชุมผู้ปกครองว่า โรงเรียนสามารถทำให้เด็กเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร จากที่เห็นใครแล้วมักจะรังแก แต่เมื่อผ่านกิจกรรมนี้แล้วผู้ปกครองก็เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น” นายซุลกิฟลีกล่าว

นายซุลกิฟลี เล่าด้วยว่า ขนาดคณะกรรมการการศึกษาก็ยังเคยสอบถามมาเลยว่าเด็กเปลี่ยนไปเพราะอะไร ตนตอบไปว่าทางโรงเรียนมีกิจกรรมเสริมจากมูลนิธิรักษ์ไทยและเครือข่ายครูบันดาลใจที่ให้ครูทุกคนมาช่วยกัน

“เด็กที่เข้าร่วมโครงการเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นขั้นๆ และผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่จะส่งผลระยะยาวด้วย เพราะเด็กเองจะไปเล่าให้คนอื่นๆฟังด้วยว่าเขาเจออะไรในกิจกรรมนี้ เพราะเด็กชอบที่จะเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง จึงคิดว่าน่าจะช่วยขยายแนวคิดกล้าทำดี ลดการรังแกได้มากขึ้น” นายซุลกิฟลีกล่าว

นายซุลกิฟลี ยกตัวอย่างลักษณะกิจกรรมที่ทำเริ่มจากในห้องเรียน เช่น ฝีกความเป็นผู้นำ ให้ลองพูดหน้าชั้นว่าใครที่ทำสิ่งไม่ดีบ้าง ทำสิ่งที่ดีอะไรบ้าง ให้ทุกคนพูดออกมาแล้วเด็กจะค่อยๆ เห็นและปรับพฤติกรรม เป็นต้น

“ผมเชื่อว่า กิจกรรมที่ทำนี้จะส่งผลต่อการสร้างสันติภาพในระดับสังคมใหญ่ได้ เพราะเด็กก็จะค่อยๆ โตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป การปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กก็จะทำให้เด็กสะท้อนความคิดออกมาเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และจะไม่กลับไปมีพฤติกรรมที่รุนแรงเหมือนที่เคยทำมาในช่วงวัยเด็ก” นายซุลกิฟลีกล่าว